



ยามเช้า พระอาจารย์ชวนผู้ปกครองคุยเล่นๆ กับสามเณรพุทธศากยบุตร ให้ลูกเณรเล่าสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน หรือทำทุก ๆ วันอยู่ที่บ้าน




สามเณรตอบว่า…
-ชอบเล่นเกมส์
-ชอบตกปลา
-ชอบไปเตะบอล
-ชอบไปหาเพื่อน
-ชอบดูการ์ตูน
-ชอบตีไก่ชน
-ชอบทำอาหาร
-ชอบเล่นน้ำที่สระกับเพื่อน
-ชอบแข่งรถมอไซร์
-ชอบไปดูหมอลำและรถแห่
-ชอบเล่นพนัน เกมส์
-ชอบหาผู้สาว ฯลฯ

แต่วันนี้ลูกหลานของท่านมีโอกาสที่มากที่สุดในชีวิต…
ได้เรียนรู้ธรรมะ
ได้ฝึกฝนสมาธิ
ได้ทบทวนตำราเรียน
ได้ฝึกหัดความรับผิดชอบต่อตนเอง
ได้ขัดเกลาความขี้เกียจ
ได้ฝึกความอดทนต่อความยากลำบาก
ได้เรียนรู้การอยุ่ร่วมกัน
ได้มีเป้าหมายแห่งการใช้ชีวิต
ได้อยู่ในศีลธรรม
ปลอดภัยจากอันตรายในช่วงปิดเทอม
พ่อแม่ได้บุญกุศลใหญ่ในชีวิต
ฯลฯ


สามเณรพุทธศากยบุตร ออกบิณฑบาต ในโครงการบรรพชาสามเณรพุทธศากยบุตร สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ ปีที่ ๒


เป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา การอนุรักษ์ สืบสาน พุทธประเพณีศิลปะวัฒนธรรมอันดีงาม และการศึกษาเรียนรู้ ๑๐ ปณิธานพระมหาบุรุษ จากหนังสือ ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับ ญาณวชิระ ซึ่งเป็นการอบรมเรียนรู้ ทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาจิต ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง โดยยึดหลักไตรสิกขา อันมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ

อันเป็นโครงการต่อเนื่อง มีระยะเวลาดำเนินโครงการ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ เดือนมีนาคม ถึงวันที่ ๒๐ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

ผู้รับผิดชอบโครงการ คือ พระมหาสิทธิชัย สิทธิญาโณ พระเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์(IT) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานครฯ ประธานโครงการ และ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ

อุปถัมภ์โครงการโดย มูลนิธิบุญพระศาสนาสงเคราะห์ และมีที่ปรึกษาโครงการ ดังนี้ ๑. คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ ๒. คณะสงฆ์อำเภออุทุมพรพิสัย ๓. คณะสงฆ์วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ๔. สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ ๕. สภาวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ /วัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ


หลักการและเหตุผล
สังคมไทยในอดีต ได้รับการกล่อมเกลาทางศีลธรรมจากการมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว ชุมชน วัด อิทธิพลจากวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ประเพณีเป็นสิ่งที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญอย่างมาก พระพุทธองค์จึงทรงจัดตั้งคณะสงฆ์และบัญญัติวินัยขึ้นมา


คณะสงฆ์ก็คือสภาพแวดล้อมที่จะช่วยกล่อมเกลาภิกษุ ส่วนวินัยก็คือสิ่งที่มากำกับวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ระหว่างภิกษุในหมู่สงฆ์ เป็นไปในทางที่ดีงาม ก่อให้เกิดวัฒนธรรมที่เกื้อกูลต่อความเจริญงอกงามทางธรรม ที่เป็นรากฐานของศีลธรรมระดับวัฒนธรรมเป็นแต่ว่ามีขอบเขตเฉพาะในหมู่สงฆ์เท่านั้น


วินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติแก่คณะสงฆ์ เป็นแบบอย่างของการวางระเบียบชีวิตและระบบสังคมเพื่อให้เอื้อต่อความเจริญงอกงามของธรรมในระดับบุคคล สำหรับศีลธรรมของผู้คนในสังคมวงกว้างนั้น ก็ต้องการระบบสังคมที่เกื้อกูลเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญในการช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนา สู่วงกว้างอย่างเป็นระบบนั้นคือ สาวก ซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ที่ต้องมีความรู้ จากการศึกษาพระธรรมวินัย และเรียนรู้การปฎิบัติที่ชัดเจนถูกต้อง และเรียกบุคคลเหล่านั้นว่า พุทธศากยบุตร

ปัจจุบันการบวชในพระพุทธศาสนามี ๒ แบบ คือ บวชเป็นสามเณรเรียกว่า “บรรพชา” และบวชเป็นพระภิกษุเรียกว่า “อุปสมบท” บรรพชา แปลว่า การบวช อรรถกถากล่าวว่า บรรพชา ชื่อว่า ปลอดโปร่ง และไม่มีความห่วงใยซึ่งตรงข้ามกับชีวิตของฆราวาส ที่เป็นทางคับแคบไม่ปลอดโปร่งต่อการสร้างบารมีเพื่อกำจัดกิเลสไปสู่อายตนนิพพาน อุปสมบท แปลว่า การเข้าถึง หมายถึง การบวชเป็นพระภิกษุและภิกษุณี


ในยุคต้นของพระพุทธศาสนาพระสาวกทุกรูปล้วนเป็นพระภิกษุไม่มีพระสาวกที่เป็นสามเณร เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงผนวชนั้นเรียกว่า เสด็จออกบรรพชา ต่อมาในภายหลังมีพุทธานุญาตให้มีการบวช เป็นสามเณร และให้ใช้คำว่า บรรพชาสำหรับการบวชเป็นสามเณร และใช้คำว่า อุปสมบทสำหรับการบวชเป็นพระภิกษุสามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา คือ สามเณรราหุล


ท่านได้รับพุทธานุญาตให้บวช เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์เป็นครั้งแรก เพื่อแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดาและพระประยูรญาติ ครั้งนั้นพระนางพิมพาทรงแนะให้ราหุลกุมารไปทูลขอสมบัติจากพระพุทธองค์ อันเป็นขุมทรัพย์คู่บุญที่เกิดขึ้นพร้อมกับการประสูติของพระองค์


พระพุทธองค์ทรงดำริว่า “กุมารนี้อยากได้ทรัพย์อันเป็นสมบัติของบิดา ทรัพย์นั้นไปตามวัฏฏะ มีความคับแคบ ช่างเถิด เราจักให้อริยทรัพย์ ๗ ประการ อันเราได้เฉพาะที่ควงไม้โพธิ์แก่เธอ จะทำเธอให้เป็นเจ้าของมรดกอันเป็นโลกุตระ” จึงทรงมีพุทธบัญชาให้พระสารีบุตรบรรพชาพระโอรสราหุลเป็นสามเณรด้วยวิธีไตรสรณคมน์ การบรรพชาด้วยวิธีนี้ ได้ใช้เป็นต้นแบบแห่งการบวชสามเณรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


การบรรพชาพุทธศากยบุตรในปีนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ วัตถุประสงค์ ดังนี้

เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ตามมติมหาเถรสมาคม ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๘ /๒๕๖๗ คราวประชุมเมื่อวันที่ ๒๐ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ และเฉลิมพระเกียรติแด่พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

เพื่อเรียนรู้รูปแบบแห่งการสร้างอุปนิสัยแห่งมหาบุรุษ ๑๐ ประการ จากหนังสือทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับ ญาณวชิระ

เพื่อปลูกจิตสำนึกที่ดีในการเป็นพลเมืองที่ดี และการดำรงตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ด้วยการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และนำมาใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข

เพื่อให้เด็กและเยาวชนที่มีความสนใจในการตอบแทนบุญคุณบุพการี ได้ฝึกฝนขัดเกลา พัฒนากายและจิตใจ ให้มีความอดทน วิริยะพากเพียร สร้างเป้าหมายที่ดีในชีวิต อย่างถูกต้องเหมาะสม


เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา ส่งเสริมการสร้างศาสนทายาท สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา

เพื่อปฏิบัติบูชาอาจริยาจารย์ น้อมถวายมุทิตาแด่ พระพรหมสิทธิ ,พระศรีคุณาภรณ์ ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๔๑ ตอนที่ ๑๙ ข วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๗ และตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๔๑ ตอนที่ ๗๙ ข วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ น้อมถวายมุทิตาแด่ พระราชอุปเสนาภรณ์ และ พระราชกิจจาภรณ์,


การจัดบรรพชาในครั้งนี้จัดที่ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัด ศรีสะเกษ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ มีนาคม – ๒๐ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙


(๔) “ความเพียรอันอุกฤษฏ์” รหัสธรรมพระมหาชนก “จาก ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ถึง ลูกผู้ชายต้องบวช” สามเณรพุทธศากยบุตร ออกบิณฑบาต

สำหรับ การเรียนรู้เรื่อง “พระมหาชนก” จาก หนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ มีเรื่องราวที่มุ่งเรียนรู้เรื่องความเพียรอย่างอุกฤษฏ์ ไม่ย่อท้อ …


“เกิดเป็นคน ควรมีความเพียรพยายามอยู่ร่ำไป
จนกว่าจะประสบผลสำเร็จ
นรชนผู้มีปัญญา
แม้ประสบทุกข์ ก็ไม่ไร้ซึ่งความหวัง”





พระพุทธเจ้าตรัสเล่าเรื่องราวในอดีตชาติของพระองค์ ที่ทรงใช้ความเพียรพยายามอย่างยิ่งยวด กว่าจะผ่านความทุกข์เข็ญ จนได้ออกผนวช เมื่อครั้งเกิดเป็นพระมหาชนก ทรงมีปณิธานอย่างแน่วแน่ ในการบำเพ็ญ “วิริยบารมี” ตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยว ที่จะมีความเพียรพยายาม เพื่อก้าวไปสู่ความสำเร็จ แม้จะประสบกับความทุกข์ยากลำบากขนาดไหน หากยังไม่ประสบผลสำเร็จ ก็จะเพียรพยายามต่อไปไม่ท้อถอย

มหาชนกชาดก ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก และอรรถกถา ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต

ขณะตรัสเล่าเรื่องพระมหาชนก พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร อารามที่ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ซื้ออุทยานของพระกุมารพระนามว่า “เชต” สร้างถวายพระพุทธองค์

ขณะนั้น เป็นเวลาบ่ายแล้ว อาทิตย์ย้ายดวง คล้อยลงต่ำ หมู่ภิกษุออกจากสถานที่สำหรับทำสมาธิมานั่งประชุมกันอยู่ในอาคารสำหรับแสดงธรรม สนทนาถึงการออกบวชของพระพุทธองค์ พระพุทธองค์เสด็จออกจากพระคันธกุฎี มายังอาคารสำหรับแสดงธรรม ตรัสถามหมู่ภิกษุถึงเรื่องราวที่กำลังสนทนากัน

เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูลให้ทรงทราบ พระพุทธองค์จึงตรัสเล่าเรื่องพระมหาชนก ผู้ตั้งปณิธานที่จะใช้ความเพียรพยายาม จนกว่าจะประสบผลสำเร็จ

จาก “ร้อยรส ทศชาติ” ตอนที่ ๑ และตอนที่ ๖ โดย พระครูสิทธิสรกิจ (พิศุทธิ์ วิสุทฺโธ ป.ธ.๔ น.ธ.เอก พธ.ม.) ได้นำเกร็ดธรรมจาก “พระมหาชนก” จากหนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ มาถ่ายทอดคติธรรม คำสอน ผ่านแนวคิดที่เรียบง่าย และเข้าถึงง่าย ให้แก่ประชาชนทั่วไปได้รับชมผ่านช่องทาง Facebook:วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร และ Youtube:Jariyatam Channel

“ร้อยรส ทศชาติ” ตอนที่๑
โดย พระครูสิทธิสรกิจ (พิศุทธิ์ วิสุทฺโธ ป.ธ.๔ น.ธ.เอก พธ.ม.) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

สำหรับเนื้อหาตอนนี้ ท่านได้แสดงหลักธรรมจากต้นมะม่วงในเรื่องพระมหาชนก ที่หลังจากพระราชาได้เสวยมะม่วงอันหอมหวาน แล้วพระองค์ก็เสด็จไป บรรดาเหล่าเสนาอำมาตย์ พ่อค้า ประชาชน ก็อยากลิ้มลองรสชาติอันเป็นทิพย์ของมะม่วง ประดุจมาจากสรวงสวรรค์ จนกระทั่งต้นมะม่วงถูกรุมทึ้ง หักโค่น กิ่งก้านถูกระราน

พระครูสิทธิสรกิจ ให้ข้อคิดว่า ในส่วนนี้เราจะเห็นว่า เมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นผลประโยชน์ เป็นที่หมายปองของคนจำนวนมาก ก็จะมีคนที่มุ่งเข้าไปยื้อแย่ง แย่งชิง แต่ถ้าลองคิดดูดีๆ สุดท้ายแล้ว ผลประโยชน์นั้น ก็ไม่เหลือไว้ให้แก่ใครเลย และบรรดาผู้ที่เข้าไปยื้อแย่ง ก็เป็นผู้เสียประโยชน์เสียเอง
“ความโลภของคน ความโลภของมนุษย์ ที่ปปรารถนาอยากได้ และไปยื้อแย่งกัน เป็นเหตุที่ทำให้มนุษย์นั้นเอง ต้องกลายเป็นผู้ที่ตกระกำลำบาก
แต่จะเป็นอย่างไร หากทุกคน อยู่กันอย่างช่วยเหลือ เอื้ออาทร และเมตตาต่อกัน นำมะม่วงมาแจกจ่าย จัดระเบียบให้เรียบร้อย แม้จะได้ช้า แม้จะไม่ทันใจ แต่เราก็คิดตามได้นะ ว่าผลมะม่วงนั้น จะสืบต่อออกไป และก็จะให้ไปจนถึงลูกหลานของเราอย่างแน่นอน


” เพราะฉะนั้น ทรัพยากรอันมีค่าของประเทศเราก็ดี ของโลกก็ดี โดยเฉพาะ ทรัพยากรมนุษย์ คือคุณค่าตัวเราเอง เราสามารถใช้ได้ อย่างมีประโยชน์ หากเรามีสติ ที่จะจัดสรรมัน”

“ร้อยรส ทศชาติ” ตอนที่ ๖
โดย พระครูสิทธิสรกิจ (พิศุทธิ์ วิสุทฺโธ ป.ธ.๔ น.ธ.เอก พธ.ม.) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
“ทุกขณะของความพยายามคือความสำเร็จ”
“ร้อยรส ทศชาติ” ตอนที่ ๖ โดย พระครูสิทธิสรกิจ (พิศุทธิ์ วิสุทฺโธ ป.ธ.๔ น.ธ.เอก พธ.ม.) ได้นำเกร็ดธรรมจาก “พระมหาชนก” จากหนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ มาถ่ายทอดคติธรรม คำสอน ผ่านแนวคิดที่เรียบง่าย และเข้าถึงง่าย ให้แก่ประชาชนทั่วไปได้รับชมผ่านช่องทาง Facebook:วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร และ Youtube:Jariyatam Channel
สำหรับในตอนนี้ พระครูสิทธิสรกิจ ได้แสดงหลักธรรมจากเรื่อง “พระมหาชนก” ตอนที่ได้พูดคุยกับนางเทพธิดาเมขลา ขณะที่กำลังว่ายน้ำอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ขณะที่เรือของพระมหาชนกล่มลงไป ก็มีเพียงพระมหาชนกเท่านั้นที่กระโดดข้ามสัตว์ร้าย และก็พยายามว่ายน้ำอยู่ ๗ วัน ๗ คืน ที่เราได้รับทราบกันอยู่แล้วนั้น
มีท่อนตอนหนึ่งที่พระมหาชนกบอกว่า

“เราว่ายน้ำอยู่กลางมหาสมุทรได้ ๗ วัน เช้าวันนี้แล้ว ไม่เห็นมีใครนอกจากเราคนเดียว เราได้ไตร่ตรองเห็นถึงปณิธานแห่งชาวโลก และอานิสงส์แห่งความเพียรพยายาม เพราะฉะนั้น แม้มองไม่เห็นฝั่ง เราก็จะเพียรพยายามว่ายน้ำอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรต่อไป”


ถ้าเราได้พิเคราะห์ตามนี้ เราจะเห็นว่า ในชีวิตของเรา มีหลายครั้งที่เราคิดว่า พยายามไปก็เปล่าประโยชน์ ถ้านึกถึงว่า เราได้อับปางอยู่กลางทะเล และจะต้องว่ายน้ำไปสู่จุดที่ไม่เห็นฝั่ง ว่ายไปกี่วันๆ ก็ไม่เห็นฝั่ง โดยปกติทั่วไป คนเราก็มักจะท้อถอย และก็ละทิ้งความพยายามนั้น

แต่สำหรับพระมหาชนก ถือเป็นทิฏฐานุคติ หรือ แบบอย่างให้เราทุกคนได้ว่า แม้จะมองไม่เห็นฝั่ง แต่คำว่า “ฝั่ง” ของพระมหาชนก ไม่ได้มีคำจำกัดอยู่แค่ฝั่ง ที่เป็นการว่ายไปถึงเท่านั้น แต่หมายถึงการกระทำแต่ละขณะ แต่ละขณะ มือที่ยกว่าย ที่จ้วงน้ำไป แต่ละครั้ง แต่ละครั้ง ทำครั้งหนึ่ง คือ สำเร็จครั้งหนึ่ง ทำอีกครั้งหนึ่งก็สำเร็จอีกครั้งหนึ่ง


โดยทั่วไปเราอาจคิดว่า การไม่ถึงฝั่ง คือการไม่ได้ทำ และการไม่สำเร็จ หรือการทำทั้งหมดนั้น คือการเสียเวลา และความล้มเหลว แต่ถ้านึกถึงปณิธานของพระมหาชนก เราจะพบว่า พระมหาชนกได้กระทำสำเร็จ นับครั้งไม่ถ้วน
ทุกๆ ครั้งที่จ้วงมือ ทุกๆ ครั้งที่ว่ายไป ด้วยความตั้งใจ ด้วยความพยายามนี้ ถ้าเรามาคิดว่า แล้วถ้าเกิดพระมหาชนกว่ายไม่ถึงฝั่งจริงๆ ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น

แน่นอน สิ่งที่พระมหาชนกได้พูดถึงก็คือว่า ถ้าเราได้พยายามแล้ว แม้ตายไปก็ไร้คำครหา คนที่มีความเพียร ตายไปก็ไม่เป็นหนี้ ไม่ถูกการตำหนิติเตียนจากญาติ จากเทวดา จากพรหม เพราะได้ทำหน้าที่อย่างองอาจ ไม่เกิดความเสียใจในภายหลัง

อันนี้เป็น ทิฏฐานุคติ หรือ ข้อคิดที่เราจะได้นำมาใช้กับตัวของเราเองว่า การจะทำสิ่งใด แม้ไม่รู้ว่าเบื้องหน้าจะเป็นอย่างไร แต่เรารู้ว่า ถ้าเราไม่ได้ทำ หรือไม่ได้ทำอย่างเต็มที่ เราก็จะไม่ถึงฝั่งฝันอย่างแน่นอน เป็นได้แค่เพียงผู้เกียจคร้าน แต่ถ้าเราได้ทำ ได้ทำอย่างเต็มที่ แม้จะไม่ถึงฝั่งฝันเพียงไร เงยหน้าก็ไม่อายฟ้า ก้มหน้าก็ไม่อายดิน เรียกว่า เป็นผู้ที่เกิดมาแล้ว ไม่เสียชาติของความเป็นมนุษย์ ผู้มีความอดทน มีความเพียรและมีใจสูง
เจริญพร

(๔) “ความเพียรอันอุกฤษฏ์” รหัสธรรมพระมหาชนก “จาก ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ถึง ลูกผู้ชายต้องบวช” สามเณรพุทธศากยบุตร ออกบิณฑบาต

อานิสงส์ของการบวช จาก ธรรมนิพนธ์ เรื่อง “ลูกผู้ชายต้องบวช” เรียบเรียงโดย ญาณวชิระ พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร)

เหตุที่มีคำกล่าวว่า ลูกผู้ชายต้องบวช เพราะการบวชเป็นการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่อย่างสูงสุด เป็นการทำความหวังสุดท้ายของพ่อแม่ให้บริบูรณ์ นอกเหนือจากความหวังที่ต้องการให้ลูกเป็นคนดี มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ในหน้าที่การงาน มีความปลอดภัยในชีวิต


การมีโอกาสเกิดเป็นลูกผู้ชาย ภายใต้ร่มเงาพระพุทธศาสนา ถือว่าเป็นความโชคดีของชีวิต เป็นความโชคดีที่ลูกผู้ชายอีกหลายพันล้านไม่มีโอกาสสัมผัสได้ ยิ่งถ้ามีโอกาสได้บวชเรียนในพระพุทธศาสนา ดำเนินชีวิตอย่างพุทธบุตร ผู้แสวงหาความสงบ แม้ชั่วระยะเวลาหนึ่งของชีวิต มากบ้าง น้อยบ้าง ตามโอกาส ยิ่งเป็นช่วงชีวิตที่งดงามควรค่าแก่การจดใจำ ยากที่จะลืมได้

บางคนเชื่อว่า การบวช ๗ วัน ๑๕ วัน ๑ เดือน เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า อายุพระศาสนาสั้นเข้า เป็นยุคที่พระศาสนาเสื่อม แต่ถ้ามองกลับกัน ตราบใดที่ยังมีคนบวช ๗ วัน ๑๕ วัน ๑ เดือน ติดต่อกันไม่ขาดสาย ตราบนั้น พระพุทธศาสนาก็ไม่มีวันเสื่อมสลาย สีแห่งผ้ากาสาวพัสตร์ จะยังสงบเย็นเหลืองอร่ามโลกตลอดไป

ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ที่ผ่านการบวชเรียนเขียนอ่าน ๗ วัน ๑๕ วัน ๑ เดือน หรือ ๑ พรรษา เมื่อลาสิกขากลับไปดำเนินชีวิตอย่างชาวบ้าน เขาเหล่านั้นก็ล้วนผ่านเส้นทางธรรมมาแล้ว ย่อมมีหลักให้กับชีวิต สามารถประคับประคองตนให้อยู่ในกรอบแห่งชีวิตที่ดีงามได้ เป็นลูกก็เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ เป็นสามีก็เป็นสามีที่ดีของภรรยา เป็นพลเมืองก็เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ เป็นหลักในการเผยแผ่ธรรมะ เป็นกำลังในการสืบทอดพระศาสนา และเป็นปราการที่แข็งแกร่งในการปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา

เขาจะเป็นคนที่มีความอดทนเข้มแข็ง และกล้าแกร่ง แม้ในยามเผชิญช่วงเวลาแห่งความยากลำบากของชีวิต


การบวชในพระพุทธศาสนา เป็นการเจริญรอยตามแบบอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แม้พระองค์ทรงเป็นโอรสกษัตริย์ แต่พระองค์กลับเสียสละทุกอย่างออกบวช เพื่อแสวงหาหนทางที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้นจากความทุกข์ ในที่สุดก็ได้ตรัสรู้ตามที่ทรงประสงค์

พระองค์อาศัยพระมหากรุณาอันยิ่งใหญ่ ออกเทศนาสั่งสอนผู้คนให้รู้ความเป็นจริงของชีวิต และวิธีการที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของชีวิต สูงสุดจนถึงความดับทุกข์อย่างสิ้นเชิง มีผู้ศรัทธาเลื่อมใสขอบวชตามพระพุทธองค์เป็นจำนวนมาก แม้ผู้ที่บวชในปัจจุบัน ก็ชื่อว่าบวชตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ในทางพระพุทธศาสนา แสดงเรื่องการบวชไว้ว่า เป็นสิ่งที่ให้สำเร็จประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการประพฤติปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจโดยตรง

การบวชทำให้ชีวิตและสังคมงดงาม

ชีวิตภายใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์เป็นชีวิตที่งดงาม และเต็มไปด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์สิ่งดีงาม ชีวิตภายใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์จึงเป็นชีวิตที่ผู้คนทั้งหลายต้องการให้ลูกหลานเข้าไปสัมผัส เพราะวิถีของนักบวชคือ การฝึกฝนอบรมตน ขัดเกลากิเลสให้เบาบาง สูงสุดเพื่อทำกิเลสให้สิ้นไป แม้จะบวชไม่นานนัก และยังไม่อาจกระทำในสิ่งสุดได้ในชาตินี้ แต่สิ่งที่ได้อานิสงส์หลังจากการลาสิกขาคือ มีคนนับหน้าถือตาในสังคม เนื่องจากผู้ที่ผ่านการบวชเรียนเขียนอ่านแล้ว เชื่อว่าจะเป็นคนดีน่าคบค้าสมาคม เมื่อคบเข้าแล้วก็เป็นที่หวัง หรืออบอุ่นใจได้ว่าจะไม่ทำให้ชื่อเสียงเกียรติยศเสียหาย และเป็นที่พึ่งแก่กันและกันได้ตลอดไป

ชีวิตที่ผ่านการบวชเรียนเขียนอ่านฝึกอบรมจิตใจ เป็นชีวิตที่งดงามด้วยความดี น่าคบค้าสมาคม นอกจากผู้ที่ผ่านการบวชจะทำชีวิตของตนเองให้งดงามแล้ว ยังทำให้สังคมงดงามด้วย

การบวชทำให้จิตใจงดงาม

ชีวิตภายใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นชีวิตที่เพียรพยายามเอาชนะจิตใจตัวเอง เป็นชีวิตที่ฝึกทวนกระแสจิต ถ้าโกรธก็จะไม่โกรธจนระงับไม่ได้ ถ้าเกลียดก็จะไม่เกลียดจนผูกใจเจ็บอาฆาตพยาบาทปองร้าย จนนำไปสู่การเข่นฆ่าทำลายล้างซึ่งกันและกัน

ถ้าจิตใจไม่มีข้อมูลขยะ คือ ความวิตกกังวลใดๆ ที่เป็นไปในทางที่ไม่ดี ไม่มีไฟ คือ ความโกรธ ความเกลียด ความอาฆาตพยาบาท ความอิจฉาริษยา เป็นต้น แผดเผาให้รุ่มร้อน จิตใจจะสงบทำให้เกิดความสงบเย็นได้ในระดับหนึ่ง

คนที่ผ่านการบวชมาแล้ว เท่ากับผ่านการฝึกกลั่นกรองไม่ให้ความกังวลเข้ามาสู่จิต ฝึกรับข้อมูลจริงและทิ้งข้อมูลขยะ ที่ถูกส่งผ่านเข้ามาทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ป้องกันไม่ให้ข้อมูลขยะ คือ ความโกรธเกลียด อาฆาต พยาบาท และวิตกกังวล เป็นต้น เข้ามาแผดเผาจิตใจ

ผู้ที่ผ่านการบวช และได้รับการฝึกหัดขัดเกลาที่ดี จึงเป็นคนมีความละเอียดสุขุม เป็นคนมองโลกในแง่ดี มองโลกตามความเป็นจริง มีความยับยั้งชั่งใจ ซึ่งมาจากพื้นฐานจิตใจที่งดงาม

การบวชช่วยขัดเกลาอุปนิสัยให้อ่อนโยน

ชีวิตภายใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นชีวิตที่มุ่งไปสู่การทำลายกิเลสให้หมดสิ้นไป ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา แม้เป้าหมายนั้นอาจอยู่ห่างไกล และก้าวไปได้ยาก ในความรู้สึกของชาวบ้าน ถึงอย่างนั้น การบวชก็เป็นการฝึกหัดขัดเกลาจิตใจให้อ่อนโยนงดงาม ไม่หยาบกระด้าง ไม่ก้าวร้าวรุนแรง มีความโอบอ้อมอารี เห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งเมื่อบวชแล้วนอกจากจะได้เห็นใจตนเอง ยังได้เห็นอกเห็นใจผู้อื่นด้วย

เป้าหมายที่เกี่ยวกับจิตใจและการละกิเลส เป็นประโยชน์โดยตรงต่อจิตใจของผู้บวช ถึงแม้จะไม่สามารถทำลายกิเลสลงได้อย่างราบคาบ แต่การบวชก็เป็นการสร้างบารมี เพื่อความสมบูรณ์แห่งจิตยิ่งขึ้นในภายหน้า ทำให้ได้เห็นใจตนเอง คือได้เห็นความรู้สึกนึกคิดของตนเองชัดเจนมากยิ่งขึ้น เนื่องจากชีวิตภายใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ มีเวลาในการปฏิบัติฝึกหัดขัดเกลาจิตมาก จึงมีโอกาสได้เห็นตัวตนที่แท้จริงว่าเราเป็นคนอย่างไร ทำให้ความก้าวร้าวรุนแรงในจิตใจลดน้อยลง จิตใจที่ผ่านการฝึกหัดเช่นนี้เป็นจิตที่อ่อนโยนละเอียดประณีต

การบวชเป็นการสนองความหวังดีของพ่อแม่

ชีวิตภายใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ ได้ชื่อว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ เพราะพ่อแม่เห็นว่าเป็นทางที่จะช่วยเสริมชีวิตลูกให้ดีขึ้น เสริมบุญ เสริมบารมี เสริมจิตใจ เสริมความเจริญก้าวหน้า เสริมเกราะป้องกันจากผู้จองเวร ฯลฯ โดยเฉพาะส่งเสริมทางด้านจิตใจ เช่น พ่อแม่เห็นว่าลูกเป็นคนไม่ละเอียดอ่อน ใจร้อน วู่วาม หุนหันพลันแล่น เจ้าโทสะ ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ ก็ต้องการให้ลูกเป็นคนสุขุมเยือกเย็น รู้จักยับยั้งชั่งใจ จึงอยากให้บวชในพระพุทธศาสนา เพื่ออบรมขัดเกลาจิตใจให้เย็นลง เป็นการแสดงถึงความปรารถนาดีของพ่อแม่ เมื่อลูกได้บวช จึงกล่าวได้ว่า เป็นการตอบสนองความปรารถนาดีของพ่อแม่


ลูกที่รู้จักตอบสนองความปรารถนาดีพ่อแม่นั้น ถือได้ว่าเป็นการตอบแทนพระคุณท่านอีกทางหนึ่ง เมื่อลูกบวช พ่อแม่เกิดความเบาใจและยังมีโอกาสได้ทำบุญทำทาน มีโอกาสได้เข้าวัดสวดมนต์ฟังเทศน์รักษาศีล หรือที่ทำอยู่แล้วก็ได้ทำมากขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแก่พ่อแม่ ล้วนมาจากการบวชของลูก เท่ากับว่าลูกเป็นสื่อให้พ่อแม่ได้ทำบุญ

คนไทยจึงถือกันว่า ลูกบวชแล้วทำให้พ่อแม่เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์ เพราะเมื่อลูกบวชแล้ว ทำให้พ่อแม่มีโอกาสได้ทำบุญให้ทานรักษาศีล สวดมนต์ไหว้พระเจริญภาวนามากขึ้นเป็นพิเศษ ในขณะที่ลูกบวชเป็นพระ จิตใจพ่อแม่ก็อยู่กับลูกตลอดเวลา

การบวชเป็นการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา


ชีวิตภายใต้ร่มผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นชีวิตที่ช่วยสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เพราะช่วงเวลาที่เข้าไปบวชเรียนอยู่ในพระพุทธศาสนา ต้องใช้ชีวิตอย่างสมถะ สงบเสงี่ยมเรียบง่าย ไม่กล่าวร้าย ไม่ว่าร้าย ไม่ทำร้ายใครๆ เป็นผู้ที่ละเว้นในสิ่งที่ไม่ควรไม่เหมาะสม






การดำเนินชีวิตเช่นนี้ ชื่อว่าเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวออกไป เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนในรุ่นหลัง แม้ชั่วระยะเวลาของการบวช ๗ วัน ๑๕ วัน เดือนหนึ่ง หรือพรรษาหนึ่ง ก็เป็นการนำชีวิตเข้าไปสืบต่อพระศาสนานั่นเอง



พ่อแม่ก็ชื่อว่า ได้สืบต่ออายุพระศาสนาด้วย เพราะชีวิตของลูกเป็นชีวิตที่มีพ่อแม่เป็นเจ้าของ เลือดและเนื้อที่เจริญเติบโตอยู่ในร่างกายของลูก ก็เป็นเลือดเนื้อจากอกของพ่อแม่ ได้นำไปต่ออายุพระศาสนา การต่ออายุพระศาสนาด้วยการบวชเรียนเขียนอ่านของลูก จึงมีอานิสงส์มาถึงพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด


นอกจากนั้น เพราะการบวชของลูกชาย ยังได้ชื่อว่า ทำให้พ่อแม่เป็นญาติพระศาสนาด้วย


































