หมายเหตุ ภาพประกอบ จากโครงการบรรพชาสามเณรพุทธศากยบุตร “ฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน : ฝึกฝนกาย พัฒนาจิตใจ สร้างบุญบารมี” โครงการบรรพชาสามเณรฤดูร้อน ๓๑ มีนาคม – ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๗ ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ต.ทุ่งไชย อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ



๑. ชื่อโครงการ “โครงการบรรพชาสามเณรพุทธศากยบุตร สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ ปีที่ ๒

๒. ข้อมูลพื้นฐานของโครงการ
๒.๑ ประเภทโครงการ
๒.๑.๑ การเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีการอนุรักษ์ สืบสาน พุทธประเพณีศิลปะวัฒนธรรมอันดีงาม

๒.๑.๒ การศึกษาเรียนรู้ ๑๐ ปณิธานพระมหาบุรุษ จากหนังสือ ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่ เปลี่ยนแปลง ฉบับ ญาณวชิระ
๒.๑.๓ การอบรมเรียนรู้ทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการพัฒนาจิต ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง โดยยึดหลักไตรสิกขา อันมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ


๒.๒ ลักษณะโครงการ
– โครงการต่อเนื่อง
๒.๓ ระยะเวลาดำเนินโครงการ
– เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ ๒๖ เดือนมีนาคม ถึงวันที่ ๒๐ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

๓. ผู้รับผิดชอบโครงการ

๓.๑ พระมหาสิทธิชัย สิทธิญาโณ พระเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ (IT) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานครฯ ประธานโครงการ

๓.๑.๑ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
๓.๒ อุปถัมภ์โครงการโดย มูลนิธิบุญพระศาสนาสงเคราะห์


๓.๓ ที่ปรึกษาโครงการ
๓.๓.๑ คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ
๓.๓.๒ คณะสงฆ์อำเภออุทุมพรพิสัย

๓.๓.๓ คณะสงฆ์วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
๓.๓.๔ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ
๓.๓.๕ สภาวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ /วัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ


๔. หลักการและเหตุผล
สังคมไทยในอดีต ได้รับการกล่อมเกลาทางศีลธรรมจากการมีปฏิสัมพันธ์กับครอบครัว ชุมชน วัด อิทธิพลจากวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ประเพณีเป็นสิ่งที่พุทธศาสนาให้ความสำคัญอย่างมาก พระพุทธองค์จึงทรงจัดตั้งคณะสงฆ์และบัญญัติวินัยขึ้นมา

คณะสงฆ์ก็คือสภาพแวดล้อมที่จะช่วยกล่อมเกลาภิกษุ ส่วนวินัยก็คือสิ่งที่มากำกับวิถีชีวิต สภาพแวดล้อม และระบบความสัมพันธ์ระหว่างภิกษุในหมู่สงฆ์ เป็นไปในทางที่ดีงาม ก่อให้เกิดวัฒนธรรมที่เกื้อกูลต่อความเจริญงอกงามทางธรรม ที่เป็นรากฐานของศีลธรรมระดับวัฒนธรรมเป็นแต่ว่ามีขอบเขตเฉพาะในหมู่สงฆ์เท่านั้น

วินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติแก่คณะสงฆ์ เป็นแบบอย่างของการวางระเบียบชีวิตและระบบสังคมเพื่อให้เอื้อต่อความเจริญงอกงามของธรรมในระดับบุคคล สำหรับศีลธรรมของผู้คนในสังคมวงกว้างนั้น ก็ต้องการระบบสังคมที่เกื้อกูลเช่นเดียวกัน สิ่งสำคัญในการช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนา สู่วงกว้างอย่างเป็นระบบนั้นคือ สาวก ซึ่งเป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ที่ต้องมีความรู้ จากการศึกษาพระธรรมวินัย และเรียนรู้การปฎิบัติที่ชัดเจนถูกต้อง และเรียกบุคคลเหล่านั้นว่า พุทธศากยบุตร



ปัจจุบันการบวชในพระพุทธศาสนามี ๒ แบบ คือ บวชเป็นสามเณรเรียกว่า “บรรพชา” และบวชเป็นพระภิกษุเรียกว่า “อุปสมบท” บรรพชา แปลว่า การบวช อรรถกถากล่าวว่า บรรพชา ชื่อว่า ปลอดโปร่ง และไม่มีความห่วงใยซึ่งตรงข้ามกับชีวิตของฆราวาส ที่เป็นทางคับแคบไม่ปลอดโปร่งต่อการสร้างบารมีเพื่อกำจัดกิเลสไปสู่อายตนนิพพาน อุปสมบท แปลว่า การเข้าถึง หมายถึง การบวชเป็นพระภิกษุและภิกษุณี

ในยุคต้นของพระพุทธศาสนาพระสาวกทุกรูปล้วนเป็นพระภิกษุไม่มีพระสาวกที่เป็นสามเณร เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะทรงผนวชนั้นเรียกว่า เสด็จออกบรรพชา ต่อมาในภายหลังมีพุทธานุญาตให้มีการบวช เป็นสามเณร และให้ใช้คำว่า บรรพชาสำหรับการบวชเป็นสามเณร และใช้คำว่า อุปสมบทสำหรับการบวชเป็นพระภิกษุ

สามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนา คือสามเณรราหุล ท่านได้รับพุทธานุญาตให้บวช เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์เป็นครั้งแรก เพื่อแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดาและพระประยูรญาติ ครั้งนั้นพระนางพิมพาทรงแนะให้ราหุลกุมารไปทูลขอสมบัติจากพระพุทธองค์ อันเป็นขุมทรัพย์คู่บุญที่เกิดขึ้นพร้อมกับการประสูติของพระองค์

พระพุทธองค์ทรงดำริว่า “กุมารนี้อยากได้ทรัพย์อันเป็นสมบัติของบิดา ทรัพย์นั้นไปตามวัฏฏะ มีความคับแคบ ช่างเถิด เราจักให้อริยทรัพย์ ๗ ประการ อันเราได้เฉพาะที่ควงไม้โพธิ์แก่เธอ จะทำเธอให้เป็นเจ้าของมรดกอันเป็นโลกุตระ” จึงทรงมีพุทธบัญชาให้พระสารีบุตรบรรพชาพระโอรสราหุลเป็นสามเณรด้วยวิธีไตรสรณคมน์ การบรรพชาด้วยวิธีนี้ ได้ใช้เป็นต้นแบบแห่งการบวชสามเณรตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบรมราชินีนาถในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของพลเอก พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ กับหม่อมหลวงบัว กิติยากร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานนามว่า “สิริกิติ์” ซึ่งมีความหมายว่า “ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร”
ทรงพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ที่บ้านพลเอก เจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (หม่อมราชวงศ์สท้าน สนิทวงศ์) ผู้เป็นบิดาของหม่อมหลวงบัว ณ บ้านเลขที่ ๑๘๐๘ ถนนพระรามหก ตำบลวังใหม่ อำเภอปทุมวัน จังหวัดพระนคร ขณะนั้นเป็นระยะที่ประเทศเพิ่งเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย ก่อนหน้านั้นพระบิดาของพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก มียศเป็นพันเอกหม่อมเจ้านักขัตร มงคล กิติยากร
หลังจากเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๕ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงออกจากราชการทหาร โดยรัฐบาลแต่งตั้งให้ไปรับราชการในตำแหน่งเลขานุการเอกประจำสถานทูตสยาม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนหม่อมหลวงบัวซึ่งมีครรภ์แก่ ยังคงพำนักอยู่ในประเทศไทยจนให้กำเนิดหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์แล้วจึงเดินทางไปสมทบมอบหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ให้อยู่ในความดูแลของเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์และท้าววนิดาพิจาริณีผู้เป็นบิดาและมารดาของหม่อมหลวงบัว
หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ต้องอยู่ห่างไกลบิดามารดาตั้งแต่อายุยังน้อยบางคราวต้องระหกระเห็นไปต่างจังหวัดตามเหตุการณ์ผันผวนทางการเมือง
เช่น ในพุทธศักราช ๒๔๗๖ หม่อมเจ้าอัปษรสมาน กิติยากร พระมารดาของหม่อมเจ้า นักขัตรมงคล ได้ทรงรับนัดดา ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวไปสงขลาด้วย

ปลายพุทธศักราช ๒๔๗๗ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลทรงลาออกจากราชการกลับประเทศไทยพร้อมครอบครัว อันมีหม่อมหลวงบัว หม่อมราชวงศ์กัลยานกิติ์ บุตรคนโต และหม่อมราชวงศ์บุษบา บุตรีคนเล็กผู้เกิดที่สหรัฐอเมริกาแล้วมารับหม่อมราชวงศ์อดุลกิติ์ บุตรคนรอง กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ จากหม่อมเจ้า อัปษรสมานกลับมาอยู่รวมกันที่ตำหนักซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนกรุงเกษม ปากคลองผดุงกรุงเกษม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ปากคลองตลาดในพุทธศักราช ๒๔๗๙ แต่เมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพาลุกลามมาถึงประเทศไทย จังหวัดพระนครถูกโจมตีทางอากาศบ่อยครั้ง ทำให้การเดินทางไม่สะดวกและไม่ปลอดภัย ในพุทธศักราช ๒๔๘๓ จึงย้ายไปเรียนชั้นประถมและมัธยม ที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ถนนสามเสน เพราะอยู่ใกล้บ้านในระยะที่พอจะเดินไปโรงเรียนเองได้ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เริ่มเรียนเปียโนที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ และในเวลาต่อมาได้ตั้งใจที่จะมีอาชีพเป็นนักเปียโน
หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้เผชิญสภาพของสงครามโลกมาเช่นเดียวกับคนไทยทั้งหลาย หม่อมเจ้านักขัตรมงคลผู้ทรงเป็นทหารเป็นผู้ปลูกฝังให้บุตรและ บุตรีรู้จักความมีวินัย ความอดทน ความกล้าหาญ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความเสียสละ โดยอาศัยสถานการณ์ในสงครามเป็นตัวอย่าง และสงครามโลกก็ทำให้คนไทยทั้งปวงต้องหันหน้าเข้าช่วยเหลือกันในยามทุกข์ยาก สิ่งเหล่านี้จึงหล่อหลอมหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ให้มีความเมตตาต่อผู้อื่น และรักความมีระเบียบแบบแผนมาตั้งแต่เยาว์วัย

หลังจากสงครามสงบแล้ว นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้นคือ นายควง อภัยวงศ์ ได้แต่งตั้งให้หม่อมเจ้านักขัตรมงคล เป็นอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลจึงทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปด้วยในกลางพุทธศักราช ๒๔๘๙ ขณะนั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เรียนจบชั้นมัธยมปีที่ ๓ ของโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์แล้วระหว่างอยู่ที่ประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เรียนเปียโน ภาษาอังกฤษ และภาษาฝรั่งเศสกับครูพิเศษ แต่อยู่ที่อังกฤษได้ไม่นาน พุทธศักราช ๒๔๙๐ หม่อมเจ้านักขัตรมงคลก็ทรงย้ายไปเป็นอัครราชทูตประจำประเทศฝรั่งเศสและเดนมาร์ก ก่อนจะกลับมาเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศอังกฤษ อีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนี้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ยังคงตั้งใจเรียนเปียโนอย่างขะมักเขม้น เพื่อเตรียมสอบเข้าวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส
พุทธศักราช ๒๔๙๑ ขณะที่หม่อมเจ้านักขัตรมงคลและครอบครัวอยู่ในปารีส ได้รับเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งโปรดเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรโรงงานทำรถยนต์ในกรุงปารีสอยู่เสมอ จนเป็น ที่คุ้นเคยและต้องพระราชอัธยาศัย ฉะนั้น เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุปัทวเหตุทางรถยนต์ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ต้องประทับรักษาพระองค์ในสถานพยาบาล จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมหลวงบัวพาบุตรีทั้งสอง คือ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ และหม่อมราชวงศ์บุษบา เข้าเฝ้า ทูลละอองพระบาทเยี่ยมพระอาการเป็นประจำ จนพระอาการประชวรทุเลาลง และเสด็จกลับพระตำหนักได้ สมเด็จพระราชชนนีได้รับสั่งขอให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์อยู่ศึกษาต่อที่เมืองโลซานน์ในโรงเรียนประจำชื่อโรงเรียน Riante Rive ซึ่งเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในการสอนวิชาพิเศษแก่กุลสตรี คือ ภาษา ศิลปะ ดนตรี ประวัติวรรณคดี และประวัติศาสตร์
ต่อมาอีก ๑ ปี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมเจ้า นักขัตรมงคลและครอบครัว มาเฝ้าทูลละอองพระบาท แล้วสมเด็จพระราชชนนีรับสั่งขอหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ต่อหม่อมเจ้านักขัตรมงคล และทรงประกอบพิธีหมั้นเป็นการภายในเมื่อวันที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๙๒ ทรงใช้พระธำมรงค์ที่สมเด็จพระราชบิดาทรงหมั้นสมเด็จพระราชชนนีเป็นพระธำมรงค์หมั้นแล้วโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ศึกษาต่อไป จนถึงกำหนดเสด็จนิวัตพระนคร จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ตามเสด็จกลับมาถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลในเดือนมีนาคมพุทธศักราช ๒๔๙๓

วันที่ ๒๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงเป็นประธาน พระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และเทพมนตร์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ได้ทรงลงพระปรมาภิไธยและลงนามในทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และในวันนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็น “สมเด็จพระราชินิสิริกิติ์”

วันที่ ๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๔๙๓ เป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับเฉลิมพระบรมนามาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และทรงเฉลิมพระอิสริยยศสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์เป็น”สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี”วันที่ ๕ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๙๓ ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพราะแพทย์ผู้รักษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกราบบังคมทูลแนะนำให้ทรงพักรักษาพระองค์อีกระยะหนึ่ง

ในพุทธศักราช ๒๔๙๔ สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี มีพระประสูติการสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา ฯ ณ เมืองโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์เมื่อเจริญพระชันษาได้ ๗ เดือน ทั้งสามพระองค์จึงเสด็จนิวัตประเทศไทยประทับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณๆ ซึ่งปัจจุบัน คือ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณมหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดมบรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา ฯ ซึ่งปัจจุบันทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาเจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธรมหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ฯ ซึ่งปัจจุบันทรงได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ได้ประสูติต่อมาตามลำดับ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน รวมพระราชโอรสและพระราชธิดา ๔ พระองค์

ทรงผนวชเมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๙๙ ทรงได้รับสมญานามจากพระราชอุปัชฌาจารย์ ว่า “ภูมิพโล”
ปลายพุทธศักราช ๒๔๙๘ สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสา อัยยิกาเจ้า ผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทยเสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีให้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาแทนเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๙ และในปีเดียวกันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออกทรงพระผนวชตามโบราณราชประเพณี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งสมเด็จพระบรมราชินีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์

ภายหลังเมื่อทรงลาผนวชแล้วได้ทรงสถาปนาพระราชอิสริยยศสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ นับเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถพระองค์ที่สองของไทย ต่อจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งทรงปฏิบัติราชการแทนพระองค์เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรป

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถพระบรมราชชนนีพันปีหลวงได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งในฐานะที่ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถของไทยและในฐานะคู่พระราชหฤทัยแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กล่าวคือทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจทั้งหลายไปได้เป็นอันมากทั้งยังมีพระราชดำริริเริ่มโครงการใหม่เพื่อช่วยเหลือประชาชนและพัฒนาประเทศอย่างอเนกอนันต์ซึ่งโครงการตามพระราชดำริได้ยังประโยชน์มหาศาลแก่ประชาชนสืบมาจนทุกวันนี้

ตามที่สำนักพระราชวังได้ออกประกาศ เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จทรงสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ ใจความว่า หลังจากที่คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษา กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปประทับติดตามพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ตั้งแต่วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๒ พระองค์ทรงพระประชวรหลายครั้งและคณะแพทย์ตรวจพบความผิดปรกติของระบบต่างๆจึงต้องถวายการรักษาอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งตั้งแต่วันที่ ๑๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงพระประชวรด้วยภาวะติดเชื้อในกระแสพระโลหิต แม้คณะแพทย์จะถวายการรักษาจนสุดความสามารถ แต่พระอาการประชวรทรุดหนักลงตามลำดับ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๘ เวลา ๒๑.๒๑ น. สิริพระชนมพรรษา ๙๓ พรรษา…

ด้วยเหตุนี้ ในฐานะพุทธศาสนิกชน ที่มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ จึงได้ร่วมแสดงความไว้อาลัย จัดโครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนเพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ซึ่งโครงการบรรพชาสามเณรในพระพุทธศาสนา เป็นการเน้นสร้างศาสนทายาท ที่สำคัญต่อการสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะการเรียนรู้ศึกษา พระธรรมวินัย และการปฏิบัติธรรม อบรมจิตใจ และมีการออกจาริกธรรมตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อสร้างศรัทธาและฝึกประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ให้กับเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ในการตอบแทนบุญคุณบุพการีชน และสานต่อพุทธประเพณีอันดีงาม จรรโลงพระศาสนาให้สังคมปลื้มปิติใจ เป็นปีที่พสกนิกรชาวไทยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย


และโครงการนี้ได้มุ่งเน้นที่รูปแบบการเรียนรู้และปฏิบัติธรรมเดินจาริกธรรมยาตรา ตลอดทั้งถอดบทเรียนที่สำคัญในการสร้างบารมีขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระชาติต่างๆนั้นที่เรียกว่า ทศชาติชาดก จากหนังสือ “ทศชาติ ปณิธาน มหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับญาณวชิระ” โดยเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ ๒๖ เดือนมีนาคม ถึงวันที่ ๒๐ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙


๕. วัตถุประสงค์
๕.๑ เพื่อเฉลิมพระเกียรติแด่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ตามมติมหาเถรสมาคม ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๘ /๒๕๖๗ คราวประชุมเมื่อวันที่ ๒๐ เดือนมีนาคม พ.ศ ๒๕๖๗ และเฉลิมพระเกียรติแด่พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

๕.๒ เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
๕.๓ เพื่อเรียนรู้รูปแบบแห่งการสร้างอุปนิสัยแห่งมหาบุรุษ ๑๐ ประการ จากหนังสือทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับ ญาณวชิระ

๕.๔ เพื่อปลูกจิตสำนึกที่ดีในการเป็นพลเมืองที่ดี และการดำรงตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ด้วยการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และนำมาใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข
๕.๕ เพื่อให้เด็กและเยาวชนที่มีความสนใจในการตอบแทนบุญคุณบุพการี ได้ฝึกฝนขัดเกลา พัฒนากายและจิตใจ ให้มีความอดทน วิริยะพากเพียร สร้างเป้าหมายที่ดีในชีวิต อย่างถูกต้องเหมาะสม

๕.๖ เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา ส่งเสริมการสร้างศาสนทายาท สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา
๕.๗ เพื่อปฏิบัติบูชาอาจริยาจารย์ น้อมถวายมุทิตาแด่ พระพรหมสิทธิ ,พระศรีคุณาภรณ์ ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๔๑ ตอนที่ ๑๙ ข วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๗ และตามประกาศ ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๔๑ ตอนที่ ๗๙ ข วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ น้อมถวายมุทิตาแด่ พระราชอุปเสนาภรณ์ ,พระราชกิจจาภรณ์,

๖. วิธีดำเนินการ
๖.๑ สถานที่ดำเนินการ พุทธสถานฮ่องธรรม ต.ทุ่งไชย อ.ทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ ๓๓๑๒๐
๖.๒ วันที่จัดทำโครงการ ๒๖ มีนาคม – ๒๐ เมษายน ๒๕๖๙
๖.๓ ปฏิทินการดำเนินการ





๘. พื้นที่เป้าหมาย
– นักเรียน นักศึกษา พื้นที่ จังหวัดศรีสะเกษ
– จำนวนเป้าหมายผู้เข้าร่วมบรรพชาตามโครงการ จำนวน ๖๙ รูป


๙. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
๙.๑ ผู้เข้าร่วมโครงการได้มีจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติเพื่อน้อมถวายแด่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ตามมติมหาเถรสมาคม ในการประชุมมหาเถรสมาคม ครั้งที่ ๘ /๒๕๖๗ คราวประชุมเมื่อวันที่ ๒๐ เดือนมีนาคม พ.ศ ๒๕๖๗ และได้จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติแด่พระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์

๙.๒ ผู้เข้าร่วมโครงการได้จัดกิจกรรมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
๙.๓ ผู้เข้าร่วมโครงการได้เรียนรู้รูปแบบแห่งการสร้างอุปนิสัยแห่งมหาบุรุษ ๑๐ ประการ จากหนังสือทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับ ญาณวชิระ

๙.๔ ผู้เข้าร่วมโครงการได้ปลูกจิตสำนึกที่ดีในการเป็นพลเมืองที่ดี และการดำรงตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ด้วยการเรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และนำมาใช้ในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข
๙.๕ เด็กและเยาวชนที่มีความสนใจในการตอบแทนบุญคุณบุพการี ได้ฝึกฝนขัดเกลา พัฒนากายและจิตใจ ให้มีความอดทน วิริยะพากเพียร สร้างเป้าหมายที่ดีในชีวิต อย่างถูกต้องเหมาะสม
๙.๖ ผู้เข้าร่วมโครงการได้เผยแผ่พระพุทธศาสนา ได้รับการส่งเสริมการสร้างศาสนทายาท สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา

๙.๗ เพื่อปฏิบัติบูชาอาจริยาจารย์ น้อมถวายมุทิตาแด่ พระพรหมสิทธิ ,พระศรีคุณาภรณ์ ตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๔๑ ตอนที่ ๑๙ ข วันที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๗ และตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๔๑ ตอนที่ ๗๙ ข วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๖๗ น้อมถวายมุทิตาแด่
พระราชอุปเสนาภรณ์ , พระราชกิจจาภรณ์,

๑๐. งบประมาณ
๑๐.๑ รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาทั่วไป
๑๐.๒ มูลนิธิบุญพระศาสนาสงเคราะห์
๑๐.๓ งบประมาณอุดหนุนจากหน่วยงานราชการ(ถ้ามี)

๑๑. สถานที่ดำเนินโครงการฯ
๑๑.๑ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
๑๑.๒ วัดและเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการในครั้งนี้


๑๒. การประเมินผลการดำเนินโครงการ
มีการประชุมประเมินผลการดำเนินการโครงการ โดยคณะกรรมการเมื่อดำเนินการโครงการเสร็จและส่ง
รายงานไปให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ภายใน ๖๐ วัน นับแต่วันที่ดำเนินการโครงการเสร็จ


หมายเหตุ ภาพประกอบ จากโครงการบรรพชาสามเณรพุทธศากยบุตร “ฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน : ฝึกฝนกาย พัฒนาจิตใจ สร้างบุญบารมี” โครงการบรรพชาสามเณรฤดูร้อน ๓๑ มีนาคม – ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๗ ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ต.ทุ่งไชย อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ









