
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๔๐ สังเกตกายและความเจ็บปวดทางกาย ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๔๐ สังเกตกาย และความเจ็บปวดทางกาย

ขณะนั่งสมาธิให้เฝ้าสังเกตกาย และความเจ็บปวดทางกาย ให้สังเกตดูว่า กายกำลังมีอาการอย่างไรบ้าง แล้วใจมันรู้สึกอย่างไรกับอาการของกาย กายกำลังเจ็บปวด เมื่อยล้า เหน็บชาตรงไหน ให้ความเจ็บปวดทางกายเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เวทนา คือ ความรู้สึกนึกคิด
เมื่อเกิดความเจ็บปวดแล้วรู้สึกอย่างไร

โดยแต่ละบัลลังก์ที่นั่งสมาธิ อาจจะยังไม่กำหนดลมหายใจทันทีที่นั่งลง ต้องปูพื้นให้จิตเบาพร้อมก่อน ปรับสภาวะให้จิตเกิดความผ่อนคลาย ส่วนไหนของร่างกายที่เกร็ง แข็งขืน หรือมีความตึงเครียด กำหนดจิตเพ่งไปที่นั่น คลายความเกร็งออก ทำให้จิตเกิดความผ่อนคลาย
เมื่อกำหนดไปจนสงบระงับ บางทีทำให้ลืมลมหายใจ อยากอยู่กับความสงบ พอกำหนดความสงบไปสักครู่ก็ลองเปลี่ยนความสนใจกลับมาสังเกตลมหายใจทีหนึ่ง กลับมาสังเกตกายและจิตดูสักครู่หนึ่ง ว่ากายมีอาการเป็นอย่างไร ตัวโน้มไปข้างหน้า หรือเอนตัวไปข้างหลังไหม เมื่อเห็นว่า มีอาการโอนไปข้างหน้าหรือเอนไปข้างหลังก็ปรับกายกลับมาให้ตรง หรือเมื่อพบว่าส่วนใดเกร็งแข็งขืนก็พยายามคลายออกให้กายเบาสบาย เรียกสติกลับมา ให้เกิดความรู้สึกตัว สร้างความตื่นตัวให้เกิดการรับรู้อีกครั้ง ถ้ารู้สึกว่าสันหลังห่องุ้มไปก็ปรับสันหลังให้เหยียดตรง เมื่อปรับความสมดุลของร่างกายได้แล้วก็ปรับจิตกลับมาไว้ที่ศูนย์กลางของการรับรู้ คือ ลมหายใจอีกครั้ง และดูลมหายใจต่อไป

เมื่อนั่งสมาธินานก็เป็นธรรมดาที่กายจะมีความเจ็บปวดเมื่อยล้า ให้ยอมรับความทุกข์ ความเจ็บปวดทางกายนี้ว่ามีอยู่เป็นธรรมดาเหมือนกับการที่เรายอมรับว่า จิตก็มีการคิด มีความทุกข์ใจเป็นธรรมดา
ความทุกข์ทางกายมีอยู่อย่างไร ความทุกข์ทางใจก็มีอยู่อย่างนั้น ความเจ็บปวดทางกายมีอยู่อย่างไร ความเจ็บปวดทางใจก็มีอยู่อย่างนั้น ให้สร้างความเป็นมิตรกับความทุกข์ความเจ็บปวดขึ้นมาแทนการต่อต้าน เป็นปฏิปักข์ อย่าปล่อยให้กายใจเป็นสมรภูมิของการต่อสู้ แต่ให้กายใจ ให้ความทุกข์ความเจ็บปวดเป็นสนามการเรียนรู้

เราไม่ชอบที่คิดวุ่นวาย ฟุ้งซ่าน พอฟุ้งซ่านขึ้นมาก็ตำหนิ ต่อต้าน ไม่ชอบ ไม่อยากฟุ้งซ่าน อยากสงบ เมื่อกายเจ็บปวดก็ไม่ชอบ ก็ต่อต้าน จิตยิ่งต่อต้านก็ยิ่งเป็นการเพิ่มความรู้สึกทุรนทุราย ทุกข์ทรมาน โดยไม่รู้ตัว ให้ลองฝึกสร้างความเคยชินกับทุกขเวทนา ด้วยการนำจิตไปวางไว้ที่ความเจ็บปวดอยู่บ่อยๆ เพื่อให้จิตเคยชินกับความเจ็บ ความปวด ความเมื่อย ความคัน เพราะอาการเหล่านี้จะหมุนวนหนุนเนื่องกันเข้ามา ทยอยสลับกันเกิดขึ้น
เมื่อจิตเลื่อนลอยมัวหม่นก็ฝึกสร้างความเคยชินกับการรู้ตัว ฝึกให้เกิดความเคยชินกับการปรับเปลี่ยนความคิด ให้เคยชินกับการดึงจิตกลับมา หรือฝึกสร้างความเคยชินกับการเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ ให้จิตกลับมาจดจ่อสนใจอยู่กับลมหายใจเข้าออก

เรื่องความเจ็บปวดมีอยู่เป็นธรรมดา อย่าให้จิตต่อต้านความเจ็บปวด เมื่อเจ็บปวดที่หลัง ปวดที่เข่า ปวดที่ขา ปวดที่ก้นกบ ให้น้อมจิตลงยอมรับแล้วเพ่งความสนใจไปที่นั่น เจ็บตรงไหน ปวดตรงไหน คันตรงไหนก็เพ่งความสนใจไปตรงนั้น เฝ้าสังเกตว่า ความเจ็บปวดนั้นมันรุนแรงแค่ไหน เพ่งมองความเจ็บ แล้วสังเกตดูว่า ความเจ็บปวดเป็นอย่างไร แล้วมองกลับเข้ามาที่จิต ดูความรู้สึกว่าเป็นอย่างไร
ให้ดูการร้องทุกข์ของจิต เวลาปวดที่หลัง ปวดที่เข่า ปวดที่กันกบ แล้วจิตมันรู้สึกอย่างไร มันร้องขอ มันโอดครวญอย่างไร
มองทั้งความเจ็บปวดทางกาย มองทั้งความรู้สึกทางใจ เราเกลียดความเจ็บปวดไหม อยากผลักไสออกไปไหม ต่อต้านมันไหม ชังมันไหม ดูว่าทำไมเราจึงต่อต้าน ผลักไส ไม่ชอบ เฝ้าสร้างความคุ้นชินอยู่อย่างนี้ จนไม่ใช่คนแปลกหน้ากับความเจ็บปวดกันอีกต่อไป จนรู้สึกว่า เราอยู่กันได้กับความเจ็บปวดอย่างฉันมิตร

เมื่อเราไม่สร้างความคิดเชิงลบเป็นปฏิปักข์กับความเจ็บปวด เฝ้ามองอย่างเข้าใจความเจ็บปวดและเรียนรู้วิธีอยู่เหนือความเจ็บปวดจากความเจ็บปวด ในที่สุดเราก็จะอยู่กับความเจ็บปวดอย่างฉันมิตร และจะรู้สึกแปลกใจว่า “แปลกนะ เราอยู่กับความเจ็บปวดได้”
ความเจ็บปวดมีอยู่อย่างนั้นตามธรรมดา เราเป็นแต่เพียงผู้รู้ความเจ็บปวด ความเจ็บปวดก็อย่างหนึ่ง ผู้รู้ความเจ็บปวดก็อย่างหนึ่ง

ที่จริง ในขณะนั้น ความเจ็บปวดมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มีความเจ็บปวด เรารับรู้ได้ถึงความเจ็บปวด เพียงแต่ความเจ็บปวดไม่มีผลอะไรต่อจิต เพราะความสงบมีกำลังขึ้นมาอยู่เหนือความเจ็บปวด เราเป็นแต่เพียงผู้ดูความสงบเท่านั้น ในเวลานั้น ความสงบเป็นกำแพงขวางกั้นระหว่างความเจ็บปวดทางกายกับจิต เหมือนคนยืนอยู่คนละด้านของกำแพงกระจก มองเห็นกันแต่กระจกขวางกั้นไม่ให้ข้ามไปหากันได้
ข้อสำคัญอย่ามองความเจ็บปวด ความฟุ้งซ่าน ในเชิงลบด้วยท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ หรือขัดแย้งกับความเจ็บปวดทุกขเวทนา เมื่อมองความเจ็บปวดเชิงลบจะเกิดการต่อต้าน เมื่อต่อต้านก็จะขัดเคืองไม่พอใจ อึดอัด ทำให้ปฏิฆะความขัดเขืองที่เป็นอนุสัยอยู่ในจิตฟุ้งขึ้นมาสมทบ ปรุงแต่งเป็นทุกขเวทนาต่อไป ตัณหาความอยากหนีไปให้พ้นจากการปฏิบัติก็สมทบเพิ่มขึ้น แล้วความทุรนทุรายกระวนกระวายก็จะตามมา

แต่ถึงแม้จะฝืนทนอย่างไรก็ควรจะรู้ว่า ร่างกายมีขีดจำกัด ไม่ควรจะหักโหมจนเกินพอดี ควรจะรู้ว่ากระดูก ข้อมือ ข้อเท้า เส้นเอ็นล้วนมีเลือดเนื้อย่อมมีขีดจำกัด
เมื่อความเจ็บปวดเกิดขึ้น และอดทนเฝ้าสังเกตดูจนรู้สึกด้วยตัวว่า ควรจะเปลี่ยนท่าสลับอิริยาบถก็เปลี่ยนท่าเสีย โดยพลิกขณะจิตเปลี่ยนความคิดมาดูความรู้สึกก่อนว่า ขณะนั้นรู้สึกอย่างไรต่อความเจ็บปวด พอเห็นความรู้สึกนั้นแล้วก็เปลี่ยนท่านั่ง เป็นวิธีการมองร่างกายด้วยท่าทีที่เข้าใจต่อธรรมชาติของร่างกายและรู้ขีดจำกัดที่ร่างกายมี ซึ่งเป็นท่าทีของความเมตตาต่อร่างกาย ไม่ใช่ท่าทีที่ไม่ชอบ ชัง ผลักไสความเจ็บออกไป ไม่ใช่ท่าทีของการทรมานตนแบบอัตตกิลมถานุโยค
ทุกข์เกิดต้องกำหนดรู้
ให้รู้ไปตรงๆ ตามอาการของทุกข์
อย่าผลักไสทุกข์ออกไป










