
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๓๐ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดดับอยู่เนือง ๆ จะเกิดความหวาดกลัวที่ต้องเกิด ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๓๐ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดดับอยู่เนืองๆ
จะเกิดความหวาดกลัวที่ต้องเกิด

เมื่อเห็นการเกิดดับอย่างต่อเนื่องอยู่เนืองๆ และพิจารณาการเกิดดับเป็นของไม่เที่ยงจะเกิดความรู้สึกหวาดกลัวที่ต้องเกิด จนขนลุกขนพอง เพราะเห็นโทษของการเกิดว่าจะต้องเผชิญทุกข์วันแล้ววันเล่า จะตกอยู่ใต้อำนาจการบังคับบัญชาของผู้มีอำนาจกว่า จะถูกบีบคั้น ขูดรีด ข่มขู่ คุกคาม จะถูกสร้างเรื่องขึ้นมาปั่นหัวให้ผวา หวาดกลัว จะถูกใส่ความ ถูกใส่ร้าย ถูกให้ร้าย จะต้องดิ้นรนหาเลี้ยงปากท้อง จะต้องเอาชีวิตรอด จะเกิดความเบื่อหน่ายที่ต้องดำเนินชีวิต อยากจะพ้นไปให้ได้

คนที่มีลูก มีครอบครัว ต้องทุกข์เพราะลูก เพราะคอยเป็นห่วง ต้องกังวล ไม่เป็นอันกินอันนอน ถึงกับรำพึงว่า “ทำไมไม่เคยมีใครบอกว่ามีลูกแล้วมันทุกข์อย่างนี้”

เมื่อพิจารณากลับไปกลับมา ทบทวนซ้ำๆ ก็จะถูกภาวะสงบดึงดูดกลับเข้าสู่จุดกึ่งกลาง ถึงความสมดุลระหว่างความรู้สึกสุขทุกข์ แม้จะมีกระแสความคิดผุดขึ้นจากภายในก็เป็นเพียงกระบวนการทำงานของจิตตามธรรมชาติเท่านั้น ความคิดนั้นจะไม่ถูกหยิบฉวยมาปรุงแต่งให้เป็นสุขทุกข์ จะถึงความรู้เฉยในสังขารทั้งปวง คือ ถึงความรู้เฉยในการปรุงแต่งความรู้สึกสุขทุกข์ทั้งปวง ซึ่งกำลังเกิดขึ้นและดำเนินไปภายในอย่างต่อเนื่อง โดยมีอุเบกขาประคองความสมดุลไว้

เมื่อความรู้สึกชอบเกิดขึ้นก็เพียงรู้ว่าเป็นอาการของความรู้สึกชอบเท่านั้น
เมื่อความรู้สึกชังเกิดขึ้นก็เพียงรู้ว่าเป็นอาการของความรู้สึกชังเท่านั้น

ความวางเฉยมีความเป็นกลางในสุขและทุกข์นี้ จะเกิดขึ้นและเป็นไปโดยอัตโนมัติ เนื่องจากสติได้รับการฝึกฝนดีมาตามลำดับ ผ่านการรับรู้อารมณ์ต่างๆ มาตามลำดับ อุเบกขาก็เจริญขึ้นมาพร้อมกับสติ ตามลำดับ และความรู้ว่าสุขเป็นเพียงสุข ทุกข์เป็นเพียงทุกข์ก็เจริญขึ้นมา ตามลำดับเช่นกัน ซึ่งก็คือปัญญาได้รับการบ่มเพาะให้เจริญงอกงามขึ้นมาตามลำดับนั่นเอง

ขณะจิตถูกดึงดูดเข้าสู่ความสงบถึงความเป็นกลาง มีอุเบกขารักษาความสมดุลระหว่างสุขและทุกข์นั้น เป็นไปตามธรรมดาของจิตที่ถูกฝึก ไม่ได้แยกว่าขณะไหนสติทำหน้าที่ ขณะไหนอุเบกขาทำหน้าที่ หรือขณะไหนปัญญาทำหน้าที่ เพราะทั้งสติ อุเบกขา และปัญญา ก็คือตัวปัญญาทำหน้าที่นั่นเอง

ปัญญาจะถึงความเป็นปัญญาในวิปัสสนาก็ด้วยการพลิกขณะจิต จากการแช่นิ่งอยู่ในความสงบมายกความรู้สึกสุขทุกข์ชอบชังที่ปรากฏในขณะนั้นขึ้นพิจารณาว่าเป็นสิ่งไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ความรู้สึกใดเกิดขึ้นก็พลิกขณะจิต ยกความรู้สึกนั้นขึ้นมาพิจารณา

ความทุกข์เกิดก็บอกจิตว่าเราทุกข์มาหลายแสนภพชาติแล้ว ชาตินี้เรายังจะทุกข์อยู่อีกหรือ โกรธเกลียดชังอาฆาตพยาบาทก็บอกจิตว่าเราเคยโกรธเกลียดชังอาฆาตพยาบาทมาหลายแสนภพชาติแล้ว ชาตินี้เรายังจะถูกความโกรธเกลียดชังอาฆาตพยาบาทบีบคั้นอยู่อีกหรือ
อย่างนี้เรียกว่ากำลังพาจิตขึ้นสู่บันไดวิปัสสนา

การกระทำซ้ำดังกล่าว เรียกว่า “ภาวนา” คือ ทำให้จิตเกิดปัญญารู้แจ้งชัดว่า “การปรุงแต่งทั้งปวงไม่เที่ยง” ให้ความคิดเห็นแบบนี้เจริญขึ้นในจิตตามลำดับ จนถึงความเข้าใจด้วยตัวเองว่า การปรุงแต่งทั้งปวง ไม่ว่าการปรุงแต่งทางกาย และการปรุงแต่งทางใจ ล้วนไม่เที่ยง ก่อทุกข์ ไม่มีตัวตนอยู่จริง ร่างกายก็ไม่มีตัวตนอยู่จริง ความรู้สึกชอบชังก็ไม่มีตัวตนอยู่จริง สุขที่มีคนชอบ ทุกข์ที่มีคนชังก็ไม่มีตัวตนอยู่จริง ทุกสิ่งล้วนมีปัจจัยปรุงแต่ง เกิดขึ้น ดำรงอยู่ชั่วขณะ แล้วเปลี่ยนแปลงสืบเนื่องติดต่อกันไปเป็นกระแส

สภาวะการเกิดดับดังกล่าวจะเกิดขึ้นซ้ำๆ ตามขณะที่จิตกระทบอารมณ์ ผู้ปฏิบัติต้องคอยตามพิจารณาอยู่เนืองๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้จิตได้มีข้อมูลใหม่แล้วจดจำข้อมูลใหม่ จนเกิดสัญญาใหม่ขึ้นมา เพราะความรู้สึกว่าชอบ ว่าชัง ว่าสุข ว่าทุกข์ ความรู้สึกอยากเหนี่ยวรั้งสิ่งที่ชอบ ความรู้สึกอยากผลักใสสิ่งที่ชัง จะเกิดขึ้นซ้ำๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า นาทีหนึ่งๆ ชั่วโมงหนึ่งๆ วันหนึ่งๆ เดือนหนึ่งๆ ปีหนึ่งๆ เกิดกี่ครั้งต่อกี่ครั้งนับไม่ถ้วน

เมื่อสร้างสัญญาใหม่ขึ้นมาหมายรู้ว่า “ไม่เที่ยง” ก็ละสัญญาเก่าว่า “เที่ยง” แล้วภาวนาอยู่บ่อยๆ จนการหมายรู้ว่า “ไม่เที่ยง” มีความมั่นคง สภาวะใดปรากฏ ณ ขณะจิตใดขณะจิตหนึ่งก็จะเกิดการหมายรู้ว่า “ไม่เที่ยง” ตามมาทุกขณะจิต
ทุกข์เป็นสภาวะที่ต้องถูกรู้
ไม่ใช่สิ่งที่ต้องผลักใส
ถ้าจิตมัวแต่ไปผลักใสทุกข์ ทุกข์ก็ไม่ได้ถูกรู้
ปัญญาที่จะเข้าไปกำหนดรู้ทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ก็ไม่เกิด

การพิจารณาเห็นความเกิดดับจึงต้องทำอยู่เนืองๆ จนกว่าจะเกิดความรู้แจ้งชัดเป็นญาณทัศน์ด้วยปัญญาของตัวเอง เกิดความเบื่อหน่าย เห็นความไม่เที่ยงในสังขารทั้งปวง
ไม่ใช่ความรู้สึกนึกคิดในจิตเท่านั้นที่ไม่เที่ยง แต่รวมทั้งตัวเราเอง ทั้งผู้อื่น และสรรพสิ่ง

เมื่อเห็นความไม่เที่ยงของสังขารก็เกิดความอึดอัดกับสังขาร อยากจะไปเสียให้พ้น เพราะเบื่อหน่ายในสังขารที่แปรปรวนไม่สิ้นสุด เหมือนคนติดคุกก็อยากจะไปให้พ้นจากคุก เหมือนไก่ป่าถูกจับมาขังไว้ในกรงก็อยากหนีออกไปจากกรง

เมื่อเห็นความคิดปรุงแต่งเกิดขึ้นก็เห็นความดับไปตามมาทุกครั้ง จิตจึงน้อมไประลึกอยู่เสมอว่า ความคิดปรุงแต่งเรื่องนี้ขึ้นมา ล้วนไม่เที่ยง จึงเห็นความคิดดับไป ความคิดใดเกิดขึ้น ความคิดนั้นก็ดับไป แล้วก็จะเห็นแต่ความดับไปๆ ของสังขารทั้งหลาย เมื่อนึกถึงสังขารเป็นทุกข์ ก็เห็นแต่ความรู้สึกบีบคั้นเกิดขึ้นกับตัวเองอยู่ตลอด เห็นความรู้สึกบีบคั้นรุมเร้าอยู่ไม่ขาดสาย นึกถึงสิ่งที่ชอบ คนที่ชอบก็ถูกความรู้สึกบีบคั้น รุมเร้า นึกถึงสิ่งที่ชัง คนที่ชังก็ถูกความรู้สึกบีบคั้น รุมเร้า นึกถึงอนัตตา ทุกสิ่งก็มีแต่ความว่างเปล่า

เมื่อเห็นความเกิดดับของรูปก็เท่ากับเห็นความเกิดดับของนาม คือจิต เมื่อเห็นความเกิดดับของนามคือจิตที่คิดก็เท่ากับเห็นความเกิดดับของรูปคือกาย เมื่อเห็นความเกิดดับของนามคือจิตที่คิด ก็คือได้เห็นความเกิดดับของนามคือจิตของตนที่คิด ก็คือเห็นความเกิดดับของนามคือจิตที่คิดของผู้อื่น
รูปคือกายของตนเป็นอย่างใด รูปคือกายของผู้อื่นก็เป็นอย่างนั้น
นามคือจิตของตนเป็นอย่างใด นามคือจิตของผู้อื่นก็เป็นอย่างนั้น
การฝึกให้จิตสงบก็เพื่อนำมาใช้กับความคิดนี้เอง คิดตรึกตรองจนเกิดความคิดว่า “อ้อ! มันเป็นอย่างนี้นี่เอง”
ตอนพระพุทธเจ้าจะตรัสรู้ก็ทรงนั่งคิด ไม่ใช่นั่งสงบเฉยๆ นั่งเฉยๆ นั้นเป็นอาการภายนอก และที่สงบระงับไปแล้วคือนิวรณ์ ส่วนกระบวนการความคิดภายในจิตใจยังทำงาน ทรงครุ่นคิดตั้งแต่หัวค่ำจนใกล้รุ่งสาง ทรงตรึกตรองธรรมตามปัจจยาการ ว่าเพราะสิ่งนี้เกิดจึงทำให้สิ่งนี้เกิดตามมา เพราะสิ่งนี้ดับสิ่งนี้ก็ดับไปด้วย ทรงพินิจธรรมทั้งตามลำดับและทวนลำดับ ทั้งโดยอนุโลมและปฏิโลม
ทรงนั่งคิดทบทวนกลับไปกลับมาทั้งคืน กว่าจะตรัสรู้
การนั่งสมาธิจึงไม่ใช่นั่งสงบเฉยๆ แต่เป็นการนั่งเพื่อให้นิวรณ์สงบแล้วใช้ปัญญาขบคิดอยู่ข้างใน










