
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๔๗ ตัณหา ๓ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๔๗ ตัณหา ๓ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา
ความอยากในอารมณ์ที่รักใคร่น่าปรารถนา น่าพอใจ เรียกว่า“กามตัณหา”
ถ้าประสบสิ่งใดที่น่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจก็อยากจะครอบครองเป็นเจ้าของสิ่งนั้น ทุรนทุรายอยากยึดไว้ เรียกว่า “ภวตัณหา”
เมื่อประสบสิ่งไม่ชอบใจ ไม่น่ารักใคร่ ไม่น่าปรารถนา สิ่งใดไม่พอใจก็อยากให้สิ่งนั้นสิ้นไปเสื่อมไป หมดไป เมื่อให้สิ้นไปตามใจอยาก ไม่ได้ก็ทุกข์ใจ ทุรนทุราย กระสับกระส่าย คับแค้นใจ เรียกว่า “วิภวตัณหา”
อยากสิ่งใดก็ยึดสิ่งนั้นไว้ ครอบครอง หวงแหน หวาดกลัวว่าจะถูกยื้อแย่งไป แล้วก่อความอยากสิ่งใหม่ซ้อนทับขึ้นมาอีก
ไม่อยากสิ่งใดก็อยากผลักไสออกไป อยากให้หมดสิ้นไป อยากหนีไปให้พ้น

กามตัณหาจึงเป็นความอยากที่ก่อตัวขึ้นภายในจิต ดำเนินไปไม่มีเวลาสงบ ก่อความอยากใหม่ๆ ไม่สิ้นสุด เมื่อประสบอารมณ์ใดก็ยึดภาวะอารมณ์นั้นไว้เป็นภวตัณหา และดิ้นรนแสวงหาภาวะอารมณ์อื่นต่อไป เมื่อไหร่ที่ความอยากได้รับการตอบสนองจนได้รับสิ่งนั้นมาก็ยึดอารมณ์นั้นไว้ในลักษณะอุปาทาน กลายเป็นความเฉยในอารมณ์นั้น คือ เมื่อได้สมใจอยาก ความรู้สึกยินดีก็ลดลง ไม่อยากอารมณ์นั้น แต่ก็ยึดครองไว้เฉยๆ จะทิ้งก็หวงแหนยึดครองไว้ ใครมาแตะต้องก็ไม่ได้ แล้วสร้างความอยากใหม่ขึ้นมา ความอยากเก่าก็ยึดครองไว้ ความอยากใหม่ก็ทะยานไขว่คว้าหามา ตราบเท่าที่ยังมีตัณหาก็ไม่มีทางยุติความอยากได้ แล้วเราก็จะเหนื่อยล้าเป็นทุกข์กับความทะยานอยากอยู่ร่ำไป โดยไม่มีทางพบกับความเย็นกายเย็นใจซึ่งเกิดจากการหยุด ที่เรียกว่า “ความสงบ” เลย

จากยึดในความทะยานอยากก็กลายเป็นความยึดในตัวเราของของเรา ยึดในภาพลักษณ์ตัวเราที่จินตนาการสร้างขึ้นมา ปรุงแต่งขึ้นมา พยายามไขว่คว้าสิ่งที่ชอบใจเข้ามาและผลักไสสิ่งที่ไม่ชอบใจออกไป
แท้จริง เราก็ไม่อาจได้ทั้งสองอย่างตามที่ต้องการในเวลาเดียวกัน เพราะทั้ง 2 อย่างมีความขัดแย้งกันอยู่เสมอ

ความยึดมั่นไม่ได้มีอยู่เพียงตัวเราของเราเท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตออกไปยึดมั่นในสิ่งของของเราด้วย สิ่งใดที่เรายึดว่าเป็นของเรา ใครจะมาแตะต้องไม่ได้ ของเราจะเปลี่ยนแปลงไปก็ไม่ได้ ความยึดมั่นยังขยายขอบเขตออกไป แม้กระทั่งความคิดเห็นและความเชื่อของเรา ใครจะมาขัดแย้งกับความคิดเห็นและความเชื่อของเราไม่ได้ หรือใครจะมาเห็นต่างจากเราไม่ได้
ในที่สุดก็จะเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป เพราะความคิดเห็นและความเชื่อขัดแย้งกันอยู่ตลอดเวลา
เกิดความอยากบ่อยๆ ก็เกิดทุกข์อยู่บ่อยๆ เมื่อไม่อยากมันก็ไม่ทุกข์ ความทุกข์ทั้งหลายล้วนยึดโยงอยู่กับความยึดมั่นของเรานั่นเอง












