
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๑๕ อุเบกขา ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”
บทที่ ๑๕ อุเบกขา
เมื่อดำเนินจิตจนถึงความสงบนิ่งเป็นสมาธิแล้ว กิจที่จะทำความเพียรเพื่อความสงบก็ไม่มี ในระหว่างนั้นจิตจะตัดลมหายใจออกไปเองตามธรรมชาติของจิตสงบ ให้เฝ้าดูรู้เฉย ซึ่งจิตที่ปรากฏความสงบเป็นเอกภาพ เพราะการเฝ้าดูรู้เฉยซึ่งความสงบจึงเรียกว่า “อุเบกขา”
คอยสังเกตดูอารมณ์และฝึกให้มีความชำนาญขึ้นตามลำดับ
ขณะอยู่ในบัลลังก์สมาธิ จิตเข้าสู่ความสงบ ต้องคอยจับอาการนั้นไว้ว่า รู้สึกอย่างไร อาการอะไรปรากฏบ้าง จดจำอาการนั้นไว้ ถึงแม้เมื่อออกจากสมาธิแล้วก็ตาม ก็ให้ย้อนระลึกตรึกตรองทบทวนดูว่ามีอาการอะไรปรากฏในจิตขณะนั้นบ้าง รู้สึกอย่างไร จิตแปรเปลี่ยนไปอย่างไร ชอบใจ ไม่ชอบใจ จดจำไว้ เมื่อเข้าสมาธิครั้งต่อไปก็ประคองภาวะอาการนั้นไว้ และฝึกให้มีความชำนาญ สัญญาจะได้มั่นคง เหมือนต้นไม้ที่มีรากแก้วแข็งแรงมั่นคงดี
แม้จะถูกตัดกิ่งตัดต้นออกเมื่อได้ปุ๋ยได้น้ำดีก็พร้อมที่จะงอกกลับขึ้นมาใหม่ สมาธิที่สัญญาในภาวนาทำไว้มั่นคงถาวรดีแล้วก็เหมือนกัน แม้จะห่างจากภาวนาไปบ้าง แต่พอกลับมาภาวนาอีกครั้งก็ฟื้นฟูสภาวะได้ไม่ยาก
การย้อนระลึกทบทวนดูอาการที่เกิดขึ้นขณะนั่งสมาธิอยู่บ่อยๆ ด้วยการไตร่ตรองใคร่ครวญ จะช่วยทำให้เกิดความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ก็เหมือนการทบทวนบทเรียนในแต่ละวันของนักเรียนนั่นเอง ยิ่งทบทวนก็ยิ่งจะทำให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ จดจำบทเรียนได้มากขึ้นเรื่อยๆ ชำนาญขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ

การภาวนาก็เช่นเดียวกัน ให้ฝึกบ่อยๆ จนชำนาญ ให้แคล่วคล่องในการกำหนด ในการเข้าและการออกเพื่อให้สัญญามั่นคง ถึงแม้อาการนั้นหายไป เสื่อมไป เลือนรางไป หรือเกิดจากการหยุดนั่งสมาธิไปนานด้วยกิจธุระหน้าที่การงาน เมื่อกลับมานั่งใหม่ก็จะสามารถฟื้นฟูกลับคืนมาได้ง่ายเสมอ เพราะสัญญาเก่าๆ ในการปฏิบัติเคยจำได้หมายรู้อาการนั้นๆ มาก่อน
กำหนดอาการอย่างไรได้ ให้หมายรู้อาการนั้นไว้
เมื่อปฏิบัติจนเกิดความสงบแล้วก็ให้ดูความสงบต่อไป ปัญญาจะเกิดก็ด้วยการใช้ปัญญาค้นหาลึกเข้าไปภายในจิตว่า ความทุกข์เป็นอย่างไร ความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร ทำอย่างไรจึงจะขจัดความทุกข์ออกไปได้

ให้ดูสุขที่เกิดจากความอยาก คือ ตัณหา ให้ดูทุกข์ที่เกิดจากความอยาก คือ ตัณหาจะเห็นทุกข์เพราะความยึดมั่นในการคว้าหาความอยากมีอยากเป็น ทุกข์เพราะความยึดมั่นในตัวเราของเรา ทุกข์เพราะความยึดมั่นในความคิดเห็นของเรา ทุกข์เพราะความยึดมั่นในศรัทธา ความเชื่อที่ตนมี

ปักหลักสมาธิให้มั่นคงอยู่ที่ลมหายใจ แล้วทอดสติออกไปรับรู้กายรู้ใจอย่างละเอียด ให้รู้กายทั่วทั้งกายตลอดจนอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นทางกาย รู้ใจทั่วทั้งใจตลอดจนความรู้สึกนึกคิดและอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นทางใจ เหมือนแมงมุมกำหนดตำแหน่งจุดกึ่งกลาง แล้วทอดใยออกไปถักทอข่ายแมงมุม เพื่อดักจับแมลง เมื่อถักทอข่ายเสร็จ แมงมุมก็มารอนิ่งอยู่ที่จุดกึ่งกลาง พร้อมทั้งสติสัมปชัญญะแผ่ไปตามใยแมงมุมทุกเส้น คอยรับรู้แมลงทุกตัวที่บินมาติดใย เพื่อดักจับกินเป็นอาหาร
สติที่ได้รับการพัฒนาผ่านการภาวนาจนถึงที่ก็จะถึงความสงบนิ่งอยู่จุดกึ่งกลาง แนบนิ่งอยู่กับลมหายใจ เมื่อเพ่งความสนใจจับจ้องอยู่ที่ลมหายใจ จนลมหายใจหายไปและเข้าถึงความว่างที่จุดกึ่งกลางอันเป็นความสมดุลแห่งสติและสมาธิ คอยดักจับทุกอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ผุดขึ้นมาในความสงบนั้น ด้วยปัญญาอันเฉียบคม
ทำอาการเหมือนคนนั่งริมบึงที่มีน้ำใสสะอาดจนเห็นก้นบึง คอยมองพรายน้ำที่ผุดลอยขึ้นมาจากก้นบึง เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง มากบ้าง น้อยบ้าง เป็นเพียงผู้นั่งเฝ้าดูพรายน้ำที่ผุดขึ้นมาเท่านั้น ไม่ใช่ให้เอาตัวเข้าไปเป็นพรายน้ำ

ที่จริง ทั้งสติ สมาธิ และอุเบกขาก็เป็นเรื่องเดียวกัน คือ เป็นเรื่องของ “ปัญญา” มีความสืบเนื่องกันเป็นลำดับมาตั้งแต่ลงมือปฏิบัติสมาธิ เมื่อฝึกสติจนสติคงที่ก็เป็นสมาธิ นิวรณ์ที่ปกคลุมจิตอยู่ก็มีอันสงบระงับไป เมื่อสมาธิคงที่ อุเบกขาก็เกิดขึ้นประคองสมาธิให้ดำรงอยู่ เมื่อจิตมีอุเบกขาดำรงความเป็นกลางอยู่ก็รู้ทันความรู้สึกนึกคิดที่หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดว่า แม้ความรู้สึกนึกคิดก็เปลี่ยนแปลงไปไม่เที่ยง
ปัญญาก็เกิด
อุเบกขาที่ถึงความเป็นกลางในสมาธิดังกล่าวนี้ก็คือตัวปัญญานั่นเอง สติที่ถึงความบริบูรณ์จะคอยจับจ้องสาวหาสาเหตุว่า อารมณ์นี้จะเป็นสุขหรือไม่หนอ ถ้ารู้ว่าเป็นสุข ปัญญาก็พิจารณาต่อไปว่าแม้ความรู้สึกสุขนี้เกิดขึ้นก็จะดับไปไม่เที่ยง
เมื่อรู้ว่าความรู้สึกสุขทุกข์นี้เกิดขึ้นและดับไป จิตก็ถึงความเป็นกลาง คือ เพ่งมองความรู้สึกสุขทุกข์นั้นเฉยอยู่ แล้วความรู้สึกสุขทุกข์นั้นก็จะดับไปตามธรรมชาติการเกิดดับของจิต












