
ชวนอ่าน หนังสือ “เมื่อใกล้จะสิ้นแสงตะวัน”
หนังสืออนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ
ท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร (พ.ศ. ๒๔๗๐-๒๕๖๘)
ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันเสาร์ที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๘

“เมื่อใกล้จะสิ้นแสงตะวัน” หนังสือที่เป็นดั่งจดหมายเหตุอัตชีวประวัติของท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ที่เขียนด้วยตัวท่านเอง ท่วงทำนองของภาษาหนังสือ มีความงาม สะอาด สุภาพ เรื่อยรินเหมือนแม่น้ำเจ้าพระยา ราวกับฉายภาพตัวท่านเองออกมาวางไว้เป็นตัวหนังสือ
นอกจากท่านจะเล่าเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน และประวัติศาสตร์ของประเทศ แล้ว หนังสือ ”เมื่อใกล้จะสิ้นแสงตะวัน“ ยังได้รวบรวมเรื่องอื่น ๆ อีกมากมายเอาไว้ โดยเฉพาะเรื่อง “โหราศาสตร์” ซึ่งบุคคลโดยทั่วไปจะไม่รู้อัจฉริยภาพด้านนี้ของท่าน แต่ผู้ที่อยู่ในแวดวงโหราศาสตร์ จะทราบดีว่า ท่านอาจารย์เป็นนักโหราศาสตร์ชั้นครู อีกทั้งยังมีอัธยาศัยเปี่ยมด้วยความกรุณาในการให้คำแนะนำเคล็ดการเรียนวิชาโหราศาสตร์แก่ผู้ที่สนใจ จนผู้อยู่ในแวดวงโหราศาสตร์ ยกให้ท่านเป็นครูโหราศาสตร์ท่านหนึ่ง ซึ่งปรากฏเกียรติคุณเป็นที่ประจักษ์อยู่จนถึงปัจจุบัน

ท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร ให้ความเคารพต่อเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ) สมเด็จพระสังฆราช วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ด้วยถือว่า เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ทรงเป็นครูผู้ชี้ทางโหราศาสตร์ ให้แก่ ท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร
กล่าวสำหรับวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นบัณฑิตชนผู้มีกิริยาวาจางดงาม ปฏิบัติตนเสมอต้นเสมอปลายกับวัดสระเกศมาตั้งแต่เมื่อครั้งเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ) จนมาถึงเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) ตลอดจนพระมหาเถระ พระเถระ และพระภิกษุ สามเณร ภายในพระอาราม
แม้ท่านเป็นผู้ใหญ่ เมื่อมาวัดสระเกศ ท่านก็มาอย่างลูกศิษย์วัด ไม่ให้พระภิกษุสามเณรในพระอาราม ต้องลำบากในการต้อนรับ ไม่แสดงอาการเป็นพิเศษว่า คุ้นเคยกับพระเถระผู้ใหญ่ในพระอาราม ท่านจะนั่งพับเพียบอย่างสง่างาม บนพื้นระเบียงศาลารายรอบพระอุโบสถ และอาราธนาศีลด้วยตัวท่านเอง จะถวายกระเป๋า ๑ ใบ, หนังสือกฎหมายเบื้องต้น ๑ เล่ม เพื่อให้พระภิกษุสามเณรภายในพระอารามได้ศึกษากฎหมาย, สมุดโน๊ต ๑ เล่ม และปากกาสำหรับเขียน จนเมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา ท่านจึงยอมนั่งเก้าอี้
ซึ่งเป็นภาพที่งดงามอยู่ในความทรงจำของพระภิกษุสามเณรในพระอารามเสมอมา

”…คนในวัย ๙๐ ปีอย่างผม แม้จะรู้สึกว่าตนเองยังแข็งแรง มีกำลังวังชา และยังทำงานไหว ทั้งบ่อยครั้งก็รู้สึกสดชื่นแจ่มใส แต่ผมก็ยอมรับสัจธรรมว่า ชีวิตผมเดินทางมาไกลมากแล้ว หากเปรียบชีวิตเหมือนดวงตะวัน ชีวิตของผมก็คงเป็นดวงตะวันที่ฉายแสงมาตลอดทั้งวันจนเย็นย่ำใกล้จะลับขอบฟ้า ช่วงชีวิตที่ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านเรื่องราวหลากหลาย บางเรื่องสุขสมหวัง บางเรื่องยังคงเป็นเพียงภาพฝันที่ปรารถนาจะได้ยลยิน และมีอีกหลายเรื่องที่ยังห่วงกังวล ไม่อาจปล่อยวางได้…“
”…มาบัดนี้ หนังสือเล่มที่ผมกล่าวถึงได้อยู่ในมือของท่านแล้ว นับเป็นหนังสือเล่มที่ผมใช้เวลาเรียบเรียงนานที่สุดในชีวิต คือ ใช้เวลากว่า ๓๐ ปี กว่าจะสำเร็จเป็นหนังสือที่สมบูรณ์ได้ต้องอาศัยการสนับสนุนจากผู้ใกล้ชิดหลายฝ่ายด้วยกัน…“
ธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้กล่าวคำขอบคุณเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) จากใจผู้เขียน ไว้ในหนังสือว่า

“…ผมใคร่ขอถือโอกาสนี้กราบขอบพระคุณท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร (พ.ศ. ๒๕๑๔ – ๒๕๕๖) ที่ได้เมตตาตรวจต้นฉบับหนังสืออนุสรณ์เล่มนี้ในเรื่องความเข้าใจในพระพุทธศาสนาของผมว่าถูกต้องหรือไม่…”
ต่อไปนี้ คือ ส่วนหนึ่งของหนังสือที่อาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร เขียนถึงเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ) ไว้ในเมื่อใกล้จะสิ้นแสงตะวัน

ชีวิตกับการพยากรณ์
ก่อนที่ผมจะเรียบเรียงบทนี้ขึ้นมา ก็รู้สึกกังวลใจอยู่บ้างว่าจะเหมาะสมหรือไม่ เพราะเรื่องของการพยากรณ์ดวงชะตาหรือโหราศาสตร์นั้น เป็นเรื่องความเชื่อส่วนบุคคลโดยแท้ มีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อ บางคนก็มองว่าเรื่องเหล่านี้งมงายไร้สาระ
แต่สุดท้ายผมก็ตัดสินใจที่จะเขียนเรื่องนี้ ในแง่เป็นการเล่าสู่กันฟังถึงศาสตร์ความรู้สาขาหนึ่งที่คาเรนและผมมีความสนใจและได้ศึกษาร่วมกัน ซึ่งเรื่องราวที่ผมจะได้เล่าต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่ผมได้รับรู้หรือได้ประสบมากับตัวเองทั้งสิ้น ส่วนท่านผู้อ่านจะเห็นประการใดคงต้องปล่อยไปเป็นเรื่องของวิจารณญาณส่วนบุคคล

จุดเริ่มต้น
คุณพ่อและคุณแม่ของผมมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ญาโณทโย มหาเถระ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นอย่างยิ่ง
สมเด็จพระสังฆราชองค์นี้มิใช่แต่เพียงจะทรงไว้ซึ่งอัจฉริยภาพในด้านต่าง ๆ ทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น หากแต่ยังทรงเป็นปรมาจารย์ทางโหราศาสตร์อีกด้วย คุณพ่อและคุณแม่ของผมมีศรัทธาต่อสมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศฯ มาตั้งแต่ผมยังไม่เกิด
และโดยส่วนตัวแล้วคุณแม่ของผมเป็นคนชอบดูหมอดู เมื่อได้ข่าวว่าที่ใดมีหมอดูแม่น ท่านจะตามไปดูเสมอ แต่คุณพ่อไม่ชอบ ท่านนับถือและศรัทธาอยู่แต่เฉพาะสมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศฯ รูปเดียวเท่านั้น มีเรื่องสำคัญอะไรในครอบครัวคุณพ่อก็ไปนมัสการขอประทานคำแนะนำจากท่าน หรือขอฤกษ์เพื่อประกอบกิจการต่าง ๆ ให้ได้ผลดี

เฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับตัวผมเองนั้น ชื่อของผม สมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศฯ ท่านก็ทรงตั้งให้ว่า “ธานี” และภายหลังท่านทรงเปลี่ยนให้ใหม่เองว่า “ธานินทร์” โดยที่คุณพ่อและคุณแม่ของผมไม่ได้กราบทูลขอ ผมเข้าเรียนที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยก็เพราะท่านทรงเลือกให้
ผมเรียนวิชากฎหมายท่านก็ทรงเลือกให้ ครั้นศึกษาจบชั้นปริญญาตรีทางนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองแล้ว ไปศึกษาต่อ ณ ประเทศอังกฤษ รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่ผมจะเข้าเรียนท่านก็ทรงเลือกให้
ตอนที่ผมย้ายจากบ้านที่พักอยู่เดิมไปอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงลอนดอน ซึ่งเป็นที่ที่ผมพบกับคาเรน ท่านก็ทรงเลือกให้พร้อมกับวันเวลาย้ายบ้าน เมื่อสำเร็จการศึกษากลับมาเข้ารับราชการเป็นผู้พิพากษาในกระทรวงยุติธรรม ท่านก็ทรงเลือกให้ตามที่ผมกราบทูลขอ มีอยู่เรื่องเดียวที่ผมเลือกเอง คือ เลือกคาเรนเป็นคู่ชีวิตโดยไม่ได้กราบทูลไต่ถามแต่อย่างใด
อาจมีผู้สงสัยว่าเหตุไฉนผมจึงไม่คิดและตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ด้วยตนเองเหมือนกับเรื่องของเนื้อคู่ หรือเรื่องต่าง ๆ อย่างที่คาเรนและผมแนะนำลูก ๆ ผมก็ตอบได้ว่า สมัยนั้นการตัดสินใจในเรื่องสำคัญ มักจะเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ตัดสินใจให้ หรือฟังคำแนะนำจากครูบาอาจารย์ มิฉะนั้นก็ปรึกษาหารือกับเพื่อนฝูงว่า ควรทำอย่างไร จะตัดสินใจทางไหนสำหรับผม
เมื่อทางบ้านเชื่อและศรัทธาในสมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศฯ ตั้งแต่ท่านยังดำรงสมณศักด์เป็นพระราชาคณะตำแหน่งพระธรรมเจดีย์ ผมก็เชื่อ นับถือ และศรัทธาท่านด้วยใจจริง และเลือกที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของท่านเสมอมา
เมื่อผมย้อนกลับไปพิเคราะห์คำแนะนำที่ขอประทานจากสมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศฯ แต่ละขั้นแต่ละตอน ที่ท่านทรงเลือกและกำหนดให้ผมนั้น ผมก็เห็นว่าดีที่สุดแล้ว ผมพยายามมองในแง่อื่นและทางอื่นด้วยว่าจะดีหรือเหมาะสมกับผมกว่าทางที่ท่านทรงแนะไว้หรือไม่ ก็เห็นว่าไม่มี และถ้าจะเลือกตามใจผมเองในขณะนั้น หรือตามเพื่อนฝูงตามสมัยนิยม ก็คงจะมิได้มีวิถีชีวิตเช่นที่ผ่านมานี้

สนใจศึกษา
ในช่วงแรกที่ผมเริ่มศึกษาโหราศาสตร์นั้น ผมเคยขอฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านสมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศฯเพื่อให้ท่านถ่ายทอดวิชาให้ แต่ท่านรับสั่งให้ผมศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เมื่อมีปัญหาหรือข้อติดขัดอย่างไรก็ค่อยมาทูลถามท่านเป็นคราว ๆ ไป และท่านทรงแนะนำผมว่า ตำราโหราศาสตร์ไทยที่ควรศึกษา ได้แก่
หนังสือเรื่อง “โลกธาตุ” ซึ่ง พระสารประเสริฐ (ตรี นาคะประทีป) เป็นผู้เรียบเรียง จัดพิมพ์ครั้งแรกในงานพระราชทานเพลิงศพ พระพรหมมุนี (อุปวิกาโส แย้ม) เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรมหาวิหาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕
จากนั้นมา ผมจึงเริ่มศึกษาโหราศาสตร์ด้วยตนเองจากตำราต่าง ๆ และขอประทานคำแนะนำจากสมเด็จพระสังฆราช วัดสระเกศฯ เป็นครั้งคราว
เมื่อมาศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ บรรดาเพื่อนนักเรียนไทยด้วยกัน ต่างคนต่างก็มีงานอดิเรกหรือเล่นกีฬากันคนละอย่างสองอย่าง ผมเล่นเทนนิส ทำงานช่างไม้ ถ่ายภาพ และใช้เวลาว่างศึกษาโหราศาสตร์สากลพร้อมกับฝึกหัดดูลายมือด้วยตนเอง
ตำราต่าง ๆ ในเรื่องเหล่านี้ที่เป็นภาษาอังกฤษมีเหลือคณานับ คนไทยที่ศึกษาวิชาโหราศาสตร์ในอังกฤษอย่างจริงจังและศึกษาอย่างเป็นวิชาชีพขณะนั้นก็มีคุณจรัล พิกุล ซึ่งกลับมาเป็นโหรที่มีชื่อเสียงมากท่านหนึ่งของประเทศไทย
ภายหลังเมื่อสมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศฯ สิ้นพระชนม์แล้ว ผมก็ยังโชคดีได้รับความรู้ด้านโหราศาสตร์ พุทธศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณีไทยจากท่านเจ้าคุณพระปริยัติโสภณ (เอี่ยม ยูวะนิยม) ซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศฯ ท่านอาจารย์เอี่ยมฯ เป็นผู้รอบรู้ในเรื่องศาสนาและขนบธรรมเนียมประเพณีไทยเป็นอย่างดี ทั้งเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์สุจริตปฏิบัติงานแข็งขัน ภายหลังเมื่อท่านลาสิกขาแล้ว ผมจึงเชิญท่านมาร่วมงานเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีในสมัยที่ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาลด้วย ท่านทำหน้าที่รับผิดชอบในด้านส่งเสริมเอกลักษณ์ของความเป็นไทย
คาเรนเห็นผมสนใจโหราศาสตร์มากก็อยากรู้และอยากเรียนบ้าง แต่ในระยะแรกไม่ได้จริงจังนัก เพิ่งมาสนใจ ศึกษาจริงจังเมื่อมาอยู่กรุงเทพฯ คาเรนเรียนรู้ไว สามารถจับหลักสำคัญและเคล็ดของโหราศาสตร์สากลและวิชาดูลายมือได้อย่างรวดเร็ว ทั้งมีแนวความคิดพลิกแพลงด้วยการทดลอง และทดสอบการทำนายด้วยตนเอง
ที่สำคัญคือ คาเรนมีพรสวรรค์ล่วงรู้อนาคตได้เป็นครั้งเป็นคราว อย่างที่เรียกกันว่ามี “The Sixth Sense” หรือเป็น “Psychic” จึงช่วยให้ทำนายได้ถูกต้องเป็นส่วนมาก บางครั้งคาเรนยังมีลางสังหรณ์ (Premonition) ที่แม่นยำ รู้ล่วงหน้าว่าจะ มีเหตุร้ายเกิดขึ้นอีกด้วย
เมื่อมีผู้ใดมาขอให้ผมดูดวงชะตาให้ คาเรนก็จะช่วยผมดูโดยคาเรนจะเป็นผู้ผูกดวงชะตา เมื่อผูกดวงชะตาแล้ว คาเรนจะทำเครื่องหมายเป็นข้อสังเกตให้ผมพิเคราะห์เรื่องนั้นเป็นพิเศษ ถ้าผมไม่ว่างหรือ มีผู้มาดูกันหลายคน คาเรนก็ช่วยดูด้วยทั้งทางโหราศาสตร์สากลและทางลายมือ ซึ่งเป็นที่สนุกสนานและพอใจของเพื่อนฝูงที่มาดูเสมอ

“การพยากรณ์ของคาเรนและของผม
เป็นไปตามหลักโหราศาสตร์สากล
ผสมผสานกับการดูลายมือ และการ นั่งสมาธิ“
ท่านอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร

การพยากรณ์ของคาเรนและของผม เป็นไปตามหลักโหราศาสตร์สากล ผสมผสานกับการดูลายมือ และการ นั่งสมาธิ การอาศัยวิธีการทั้งสามทางประกอบกันนี้ได้ผลดีกว่าดูเพียงทางเดียว เพราะแต่ละทางนันมีทั้งจุดแข็งและ จุดอ่อนในตัวเอง คือ ในทางโหราศาสตร์นั้นเรื่องของเวลาสำคัญมาก ต้องรู้ว่าเกิดวันเวลาใด มิฉะนั้นการดูจะมีอุปสรรค เพราะไม่ทราบว่าลัคนาอุทัย (Ascendant) อยู่ราศีใด แต่ถ้ารู้เวลาเกิดแน่นอนแล้ว การดูจะค่อนข้างแม่นยำพอสมควร
และโหราศาสตร์มีข้อเด่นมากอีก ๒ เรื่อง คือ การเลือกเวลาดีเพื่อเริ่มงานสำคัญหรือที่เรียกว่า “ฤกษ์” (Electional Astrology) ทางโหราศาสตร์ช่วยได้เต็มที่ ส่วนอีกเรื่องหนึ่งคือ ถ้าไม่ทราบเวลาเกิดหรือไม่ทราบว่าจะใช้อะไรเป็นมูลฐานในการพยากรณ์ ก็อาจอาศัยเวลาที่เริ่มพยากรณ์นั้นเองเป็นหลักผูกดวงชะตาขึ้นที่เรียกว่า “การจับยาม” (Horary Astrology) ซึ่งก็เป็นเรื่องแปลกที่มีความแม่นยำอยู่มาก

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกพระองค์ที่ ๑๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๖
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ ๒ ปี สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๐๘ สิริพระชันษา ๙๐ปี ๑๖๖ วัน
อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศฯ เคยรับสั่งกับผมว่า โหราศาสตร์ในปัจจุบันยังทำนายทายทักไม่ได้ทุกเรื่อง ท่านทรงเคยนำดวงชะตาของผู้ถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่ ๑ มาพิจารณา และทรงปรารถว่าไม่เห็น มีสิ่งใดในดวงชะตาบ่งระบุว่าจะถูกรางวัลที่ ๑ ท่านรับสั่งต่อไปว่า ท่านทรงศึกษาดวงชะตาที่ผู้คนทั่วไปถือกันว่าเป็นดวงพระชะตาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อศึกษาอย่างพินิจพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ดวงพระชะตามิได้มีจุดเด่นเพียงพอที่จะเชื่อได้ว่าเป็นดวงพระชะตาที่แท้จริงของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เลย ในทางตรงกันข้าม มีศิษย์ของท่านคนหนึ่งเกิดวันเดียวกันกับท่าน และเวลาเกิดใกล้เคียงกับของท่าน วันหนึ่งท่านทรงล้มในห้องสรงที่วัดอาพารไปหลายวัน ท่านจึงสอบถามศิษย์ของท่านผู้นี้ว่า วันนั้นเกิดอะไรหรือเปล่า ศิษย์ของท่านกราบทูลว่าตกสะพาน ต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลหลายวัน

และ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
(อยู่ ญาโณทยมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระอุปัชฌาย์
ส่วนการดูลายมือ (Palmistry) นั้น เส้นลายมือก็เปรียบเสมือนแผนผังเส้นทางชีวิตของเจ้าของมือ เช่น ต้องการจะทราบว่าจะย้ายบ้านหรือจะเปลี่ยนอาชีพหรือไม่ หรือว่าเจ้าตัวยังลังเลใจหรือตัดสินใจไม่ถูก สิ่งเหล่านี้จะแสดงอยู่ชัดแจ้งในลายมือ แต่ในขณะเดียวกันก็มิใช่ว่าการดูลายมือจะพยากรณ์ได้ทุกเรื่อง
เป็นต้นว่า เมื่อใดจึงสมควรจะ ขึ้นบ้านใหม่ เมื่อไรจึงจะเป็นเวลาเหมาะสมที่จะเข้าสู่พิธีมงคลสมรส หรือชายหญิงคู่ใดจะมีอุปนิสัยต้องกัน จะอยู่กินกันฉันสามีภริยากันได้อย่างร่มเย็นเป็นสุขชั่วชีวิตหรือไม่ เรื่องอย่างนี้ต้องอาศัยทางโหราศาสตร์ แต่บางปัญหาทางโหราศาสตร์ก็ดี ทางลายมือก็ดี อาจช่วยได้ไม่มากนัก เช่น ของหายที่ไหน ควรไปหาที่ใด อย่างนี้อาจอาศัยการ “นั่งสมาธิ” หรือ “นั่งทางใน” หรือใช้ “ญาณทัสสนะ” (Clairvoyance) ได้
แต่ญาณทัสสนะที่ว่านี้ก็มีจุดอ่อนอย่างยิ่ง คือ ผู้ใช้ญาณทัสสนะแต่ทางเดียว จิตจะแกว่งไกวมากว่าเรื่องที่ตน “เห็น” หรือ “รู้สึก” นั้น เป็นเรื่องจริงหรือเป็นภาพอุปาทานไปเองกันแน่ ซึ่งบางครั้งแยกได้ยากจริง ๆ เพราะอาจเป็นเรื่องหนึ่งเรื่องใดก็ได้ หรืออาจผสมปะปน กันอยู่หลายเรื่องก็ได้ สำคัญที่จิตต้องแน่วแน่จริง ๆ
ข้อที่ยากอีกประการหนึ่งก็คือ เรื่องของเวลา ถ้าใช้ญาณทัสสนะ บางครั้งผู้นั่งอาจเห็นภาพชัดเจน แต่ก็ไม่สามารถจะบอกได้ว่าเรื่องนั้น ๆ จะเกิดเมื่อใด หรือว่าได้เกิดขึ้นแล้ว
ดังนั้นคาเรนและผมจึงเห็นว่าวิธีการพยากรณ์ทั้งสามทาง อันได้แก่ โหราศาสตร์ ลายมือ และนั่งทางใน เป็นวิธีการที่เราถนัด และน่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการพยากรณ์ของเรา ซึ่งในกรณีนี้แต่ละทางจะยืนยันหรือร่วมประสานกัน ทำให้ผู้พยากรณ์มีความมั่นใจในคำพยากรณ์มากขึ้น หรืออาจจะมองเห็นช่องทางจากทางใดทางหนึ่งก่อน แล้วนำไปสู่การวินิจฉัยจากทางอื่นได้ละเอียดและแม่นยำขึ้นก็เป็นได้
เปรียบเสมือนการใช้ไฟฉาย (searchlights) ส่องหาเครื่องบินข้าศึกที่รุกล้ำน่านฟ้าของเรา ถ้ามีไฟฉายเพียงดวงเดียว พอฉายถูกเครื่องบินข้าศึก เครื่องบินก็อาจจะหลีกหลบรอดพ้นไปได้ แม้จะใช้ไฟฉาย ๒ ดวง เครื่องบินข้าศึกก็ยังอาจเล็ดลอดไปได้อีก แต่ถ้าใช้ไฟฉายพร้อมกัน ๓ ดวงและจับดูเครื่องบินนั้น ก็ยากที่เครื่องบินจะหลบหนีออกนอกวิถีของแสงไฟซึ่งฉายพร้อมกันทั้ง ๓ ทางได้ และจะถูกตรึงอยู่ตรงจุดที่แสงไฟทั้งสามสายตัดกันนั่นเอง

อนึ่ง โหราศาสตร์สากลที่คาเรนและผมศึกษานั้น มีส่วนเหมือนหรือคล้ายคลึงกันกับโหราศาสตร์ไทยประมาณร้อยละ ๗๕ โดยเฉพาะในหลักใหญ่ทั้งในแง่การผูกดวงชะตาและการทำนาย แต่ส่วนที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก คือองศาของอาทิตย์ในแต่ละราศีมักห่างกันประมาณ ๒๐ – ๒๒ องศา เกร็ดในการทำนายทายทักก็ต่างกัน เนื่องจากประสบการณ์และการสังเกตที่ต่างกัน
ผมอยากจะมองว่า ต่างฝ่ายต่างก็มีจุดเด่นและจุดด้อยด้วยกัน และไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม ไม่ควรนำเอาโหราศาสตร์สองระบบดังกล่าวมาผสมกัน โดยเฉพาะในตอนเริ่มเรียน มิฉะนั้นอาจทำให้เกิดความสับสนได้ เปรียบดั่งการชกมวยไทยกับมวยสากล ถ้านักมวยผสมวิธีการของมวยไทยกับมวยสากลเข้าด้วยกันอาจจะผิดกติกาบ่อยครั้ง แต่ถ้าหากเจนจัดพอสมควรในระบบใดระบบหนึ่งแล้ว ย่อมเป็นการดีอย่างยิ่ง ที่จะศึกษาอีกระบบหนึ่งด้วยในเชิงเปรียบเทียบ และนำเอาทั้งหลักใหญ่และเกร็ดย่อยมาปรับใช้
เช่นเดียวกับการรู้ชั้นเชิงของมวยไทยและมวยสากลนั่นเอง แต่ก็มีเงื่อนไขว่า ผู้ศึกษาต้องรู้จักศัพท์ทางโหราศาสตร์ของทั้งสองระบบแล้วเป็นอย่างดี

โหราศาสตร์น่าพิศวง
เกิดวันเวลาเดียวกัน วิถีชีวิตเหมือนกันหรือไม่?
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นปราชญ์ในหลาย ๆ ทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางดาราศาสตร์ และทำให้พระองค์ทรงสนพระทัยในเรื่องโหราศาสตร์ด้วยเช่นกัน ครั้งหนึ่งท่านทรงรับทราบมาว่าเจ้าอาวาสที่วัดบางลำพูเกิดในวันเวลาเดียวกับที่พระองค์ทรงพระราชสมภพ คือ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีชวด ฉอศก เวลา ๓ ยามประสูติพระบาท หรือวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๓๔๗ เวลา ๔.๓๐ นาฬิกา
พระองค์ได้รับสั่งถามเจ้าอาวาสวัดบางลำพูว่า ทั้งที่เกิดวันเวลาเดียวกันกับพระองค์ เหตุใดท่านจึงได้เป็นเพียงแค่เจ้าอาวาสวัดบางลำพูเท่านั้น ดังนี้ เจ้าอาวาสวัดบางลำพูจึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า
“ทางโหราศาสตร์นั้น สำคัญที่ต้นกำเนิด สมเด็จพระบรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าทรงพระราชสมภพภายใต้พระเศวตรฉัตรในพระบรมมหาราชวัง อันเปรียบได้เหมือนทรงพระราชสมภพบนยอดเขา แต่อาตมาเป็นเพียงลูกชาวสวนธรรมดา เกิดในสวนในชนบท แล้วก็บวชเรียนในบวรพุทธศาสนา ก้าวมาไกลขนาดนี้ก็พอสมควรแก่อัตภาพแล้ว”
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรึกตรองอยู่ครู่หนึ่ง ก็รับสั่งถามต่อไปว่า
“เมื่อตอนที่ดิฉันได้ช้างเผือกมาเป็นคู่บุญบารมี เจ้าอาวาสได้อะไร?”
เจ้าอาวาสวัดบางลำพูได้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า “อาตมาได้แมวเผือก”
โหราศาสตร์ไทย
แม้ว่าคาเรนและผมศึกษาวิชาโหราศาสตร์สากล แต่เราทั้งสองก็รู้สึกพิศวงในความสามารถของโหรในราชสำนักไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอันมาก เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวกับเหตุการณ์อันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก แต่ไม่ค่อยมีใครทราบเรื่องนี้มากนัก จึงสมควรนำมาเล่าสู่กันฟัง ณ ที่นี้
เรื่องมีว่า ในครั้งนั้นราชสำนักไทยกับราชสำนักรัสเซียเป็นมิตรไมตรีอันดีต่อกันเป็นที่ยิ่ง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงสนิทสนมกับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ตั้งแต่ยังดำรงพระอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมารแห่งรัสเซีย โดยพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ เคยเสด็จเยือนประเทศไทยในปี ๒๔๓๔ ตามคำเชิญของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ในโอกาสที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ เสด็จผ่านประเทศแถบเอเชียทางชลมารคเพื่อไปไซบีเรีย
การรับเสด็จในครั้งนั้นถือเป็นงานยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งของราชสำนักไทย ต่อมาในปี ๒๔๔๐ เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก ก็ทรงเลือกที่จะเสด็จเยือนประเทศรัสเซียอย่างเป็นทางการเป็นประเทศแรก ทั้งยังทรงส่งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถไปศึกษาวิชาการทหารที่รัสเซีย และทรงฝากฝังไว้กับพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ซึ่งก็ทรงรับเป็นผู้อุปการะ และทรงให้ความสนิทสนมแก่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถอย่างดียิ่งเสมือนเป็นบุคคลในครอบครัวของพระองค์เอง

สิ่งที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ทรงปรารถนาสูงสุดขณะนั้น คือ พระราชโอรสที่จะสืบราชสมบัติต่อไป แต่ก็ไม่สมพระทัยสักครั้งเดียว เพราะมีแต่พระราชธิดาถึง ๔ พระองค์
อย่างไรก็ดี หลังจากที่ทรงรอมานานถึง ๑๐ ปีเศษพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ก็ได้พระราชโอรสสมพระราชหฤทัย สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงมีพระราชโทรเลขแสดงความยินดีไปยังราชสำนักรัสเซียทันที ขณะเดียวกันก็มีพระราชกระแสรับสั่งให้หลวงโลกทีป โหรหลวงผูกดวงพระชะตาของมกฎราชกุมารอเล็กซิสแห่งรัสเซีย ตามวันเวลาของไทย คือวันที่ ๑๒ สิงหาคม ร.ศ. ๑๒๓ (พ.ศ. ๒๔๔๗) เวลาบ่าย๕ โมง กับ ๕๕ นาที ๓๙ วินาที และต่อมาก็มีโหรหลวงอีกท่านหนึ่ง คือ หลวงไตรเพท ได้ผูกดวงพระชะตาของมกุฎราชกุมารรัสเซียองค์นี้ด้วย แต่อาศัยเวลาประสูติที่กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก นครหลวงของรัสเซียเวลานั้น อันเป็นสถานที่ประสูติของมกุฎราชกุมารอเล็กซิสเป็นเกณฑ์เวลาผูกดวงพระชะตา
คำทำนายดวงพระชะตาของมกุฎราชกุมารรัสเซีย โดยโหรหลวงทั้งสองท่านตรงกันในสาระสำคัญ สรุปจาก ถ้อยคำในคำทำนายทั้งสองฉบับได้ว่า เจ้าชะตา…”จะตกทุกข์ได้ยากถึง ๓ หน”…”ญาติสาโลหิตจะมีความรังเกียจ ติเตียนหาเหตุต่าง ๆ ให้เสื่อมเสียซึ่งวงศ์ตระกูล”…”ตั้งแต่อุบัติสู่ครรภ์มารดามากระทำให้บิดามารดาและญาติสาโลหิต ทั้งข้าทาสกรรมกรมีความวิวาทพลัดพรากจากกันและกัน”…” ถึงจะมีตระกูลอันสูงศักดิ์ฉันใดก็ดี ย่อมเสื่อมอำนาจราชศักดิ์โดยอกุศลกรรมชัดเป็นคนถ่อยต่ำกว่าตระกูล”…”จัดเป็นอวชาตบุตร”..”ทรัพย์สมบัติทั้งปวงจะ อุดมสักเท่าใดก็ไม่อาจคุ้มครองป้องกันได้”.”ประกอบกิจสิ่งใดไม่รู้จักที่ได้ที่เสีย เห็นแต่จะได้นั้นฝ่ายเดียว ไม่เป็น ที่สรรเสริญแห่งนักปราชญ์ราชบัณฑิต”…”แม้จะมีสัมพันธมิตรอันสนิทชิดเชื้อมักจะไม่ชื่อตรงต่อ ย่อมแตกร้าว ทั้งศัตรูที่จะประทุษร้ายก็มีมาก”..”คนจะย่ำยีล้างอำนาจ ถึงจะมีอายุยืนยาวต่อไปย่อมจะไร้ที่พึ่ง… ” เกรงชนมายุจะไม่วัฒนาแต่ปฐมวัยไปจนถึงชนมายุ ๒๕ ปี”
หลังจากที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้ทอดพระเนตรคำทำนายของโหรหลวงทั้งสองท่านที่ทูลเกล้าฯ ถวายนี้แล้ว ก็มิได้โปรดเกล้าฯ ให้ส่งคำทำนายอันไม่มีสิ่งใดที่เป็น “มงคล” เลยสักเรื่องเดียวนี้ไปถวายแด่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ แต่อย่างใด เพียงแต่มีพระราชกระแสรับสั่งถึงกรมราชเลขานุการว่า “ให้หลวงประสิทธิดู แล้วหาที่เก็บไว้ให้ดี”
ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อันเป็นประวัติศาสตร์โลกนั้น ปรากฏว่านับแต่ประสูติมกุฎราชกุมารอเล็กซิสประชวรด้วยโรคโลหิตไหลไม่หยุด (Haemophilia) ซึ่งไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ การประชวรของมกุฎราชกุมารในครั้งนั้น ในท้ายที่สุดได้นำมาซึ่งกาลอวสานของราชวงศ์โรมานอฟแห่งรัสเซียด้วย
เพราะการประชวรของมกุฏราชกุมารนี้เองที่เป็นเหตุให้ “รัสปูติน” นักบวชกาลีเข้ามามีอิทธิพลมืดและมีพฤติกรรมลึกลับแอบแฝงในทางบ่อนทำลายราชบัลลังก็ในราชสำนักรัสเซีย เริ่มด้วยการเข้ามารักษาพยาบาลมกุฎราชกุมารจนกระทั่งอาการโรคที่กำเริบทุเลาจนเป็นปรกติ แต่ก็ไม่หายขาด
ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้รัสปูตินกลายเป็นที่โปรดปรานของราชสำนัก และเข้ามามีบทบาททางการเมืองสร้างความวุ่นวายต่าง ๆ ตามมามากมาย แม้ท้ายที่สุดรัสปูตินจะถูกลอบสังหาร แต่ก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว เหตุการณ์ทางการเมืองของรัสเซียเข้าขั้นวิกฤต บีบบังคับให้พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ ต้องทรงสละราชสมบัติ และต่อมาพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ ๒ พร้อมด้วยพระมเหลือเล็กซานดรา มกุฎราชกุมารอเล็กซิสซึ่งมีพระชนมายุ ๑๓ พรรษา และพระราชธิดาอีก ๔ พระองค์ ก็ถูกปลงพระชนม์ทุกพระองค์ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ เป็นอันถึงกาลอวสานของราชวงศ์โรมานอฟแห่งรัสเซีย
คำทำนายของหลวงโลกทีปและหลวงไตรเพทโหรหลวงใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นต่อมาอย่างน่าพิศวง ท่านที่สนใจศึกษาเหตุทางโหราศาสตร์ และอิทธิพลของดวงดาวในดวงพระชะตาของมกุฎราชกุมารรัสเชีย หาอ่านเพิ่มเติมได้จาก บทความของ ดร.ฉลอง สุนทรวาณิชย์ เรื่อง “โหรไทยกับประวัติศาสตร์ของโลก: เมื่อโหรไทยทำนายดวงพระชะตามกุฎราชกุมารรัสเซีย” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในวารสาร “แมน” เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๑๖ และตีพิมพ์ครั้งล่าสุดใน นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ปีที่ ๒๗ ฉบับที่๓ เดือนมกราคม ๒๕๔๙ บทความนี้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียดและน่าอ่านอย่างยิ่ง และได้อ้างอิงถึงเอกสารต้นฉบับไว้ด้วย คือ “บัญชีเอกสาร กรมราชเลขาธิการ รัชกาลที่ ๕ การต่างประเทศ หมู่ที่ ๑๙ (ว่าด้วยรัสเซีย) เลขที่ ๒๖ เรื่อง ดวงชะตาแกรนด์ดุ๊กอาเลกซิส มกุฎราชกุมารรัสเซีย” ซึ่งเก็บรักษาไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร
ในปัจจุบันวิชาการโหราศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นโหราศาสตร์ไทยหรือโหราศาสตร์สากลก็ยังมีการค้นคว้าเพิ่มเติม กันอยู่อย่างเป็นระบบต่อเนื่อง เพราะบุคคลที่สนใจล้วนตระหนักดีว่ายังมีอีกมากเรื่องที่โหราศาสตร์หาคำตอบ อันแม่นยำไม่ได้
ทางโหราศาสตร์สากลก็มีระบบการพยากรณ์ที่ค่อนข้างใหม่เรียกว่า “ยูเรเนียน” ที่ “มาแรง” และกำลังอยู่ในความนิยมของผู้ศึกษารุ่นปัจจุบันมากกว่าระบบโหราศาสตร์ระบบอื่น ๆ ส่วนการค้นคว้าวิจัยในทางโหราศาสตร์ของไทยก็มี “อาจารย์พลูหลวง” (ประยูร อุลุชาฏะ) ผู้หนึ่งที่มีผลงานด้านริเริ่มไว้มากมายอันมีคุณค่าสูง น่าชื่นชมอย่างยิ่ง

การพยากรณ์แขนงอื่น
นอกจากโหราศาสตร์ การดูลายมือ และญาณทัสสนะ ที่กล่าวถึงไปแล้ว ก็ยังมีการพยากรณ์อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายไม่แพ้โหราศาสตร์และการดูลายมือ คือ การพยากรณ์โดยอาศัยไพ่ยิปซี หรือที่เรียกว่า “แทโร” (Tarot) ซึ่งมีลักษณะคล้ายไพ่ป๊อกแต่ขนาดแคบและยาวกว่า
ไพ่ยิปซีหนึ่งสำรับมี ๗๘ ใบ ในจำนวนนี้ ๒๒ ใบเป็นไพ่ที่แสดงเรื่องสำคัญ (The Major Arcana) และอีก ๕๖ ใบ เป็นไพ่ที่แสดงเรื่องที่มีความสำคัญรองลงไป (The Minor Arcana) ผมรู้สึกว่าไพ่ยิปซีนี้มีความแม่นยำและบอกรายละเอียดได้มาก ระหว่างร่ำเรียนอยู่ในอังกฤษ ผมทดลองศึกษาดู แต่มีอะไรบางอย่างในตัวไพ่หรือเกี่ยวกับตัวไพ่ ซึ่งผมไม่อาจสัมผัสหรือบอกได้อย่างถูกต้องครบถ้วน ผมบอกได้แต่เพียงว่า รู้สึกแปลกที่ตนเองต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลลึกลับอะไรบางอย่าง ซึ่งทำให้ผมไม่สบายใจ จึงเลิกศึกษา
ครั้นกลับมาประเทศไทยแล้ว ผมลองศึกษาไพ่ยิปซีดูอีกคำรบหนึ่งก็ยังเกิดความรู้สึกอย่างเดิมอีก กล่าวคือ รู้สึกเหมือนมีอำนาจอะไรมาบงการอยู่เบื้องหลังไพ่นี้ ผมไม่อยากจะลงความเห็นเสียทีเดียวว่า เป็นอิทธิพล อันเลวร้าย เพราะผมไม่ทราบว่าสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแปลกนั้นเป็นอะไรแน่ กรณีจะเป็นอย่างไรก็ตาม ผมก็ไม่อยากให้สิ่งลึกลับนั้นมามีอิทธิพลอยู่เหนือ หรืออยู่ในจิตใจของผม
ผมคุยกับคาเรนในเรื่องนี้ คาเรนก็เห็นด้วยกับผม จึงต่างไม่สนใจเรื่องไพ่ยิปซี หรือ ไพ่แทโรอีกต่อไป ภายหลังผมมีโอกาสสนทนากับผู้ที่ผมเคารพนับถือท่านหนึ่งที่เคยสนใจไพ่ยิปซี เมื่อท่านได้ลองศึกษาแล้วก็รู้สึกเหมือนผมว่ามีอะไรลึกลับอยู่เบื้องหลัง จึงทำให้ท่านตัดสินใจไม่ศึกษาต่อ
วิธีการพยากรณ์ นอกจากที่กล่าวมาแล้วยังมีอีกมากมาย อาทิ ผีถ้วยแก้ว (Ouija Board), การเข้าทรง (Seance), การเพ่งลูกแก้วเจียระไน (Crystal Balls), โหงวเฮ้ง หรือนรลักษณ์ หรือการดูลักษณะคน ฯลฯ แล้วแต่ว่าใครสนใจและถนัดทางใด
ในที่นี้ขอนำการทำนายที่แปลกและน่าพิศวงมากมาเล่าสัก ๒ เรื่อง

เรื่องแรก เป็นเรื่องของผีถ้วยแก้ว ซึ่งนาวาอากาศเอก วิมล วิริยะวิทย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง อุตสาหกรรม และอดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เล่าไว้ในหนังสือประมวลบทสัมภาษณ์และบันทึกของอดีตนายทหารเสรีไทยสายอเมริกาว่า ขณะที่ท่านเป็นนักเรียนอยู่ในสหรัฐอเมริการะหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ และกำลังรับการฝึกอบรมเป็นเสรีไทย เพื่อมาปฏิบัติการในประเทศไทย โดยพักอยู่ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. นั้น
“วันหนึ่ง ระหว่างไปรอเวลาทานอาหารบ้านคุณอนันต์ (จินตกานนท์) เกิดมีการเล่นฝีด้วยแก้วกันขึ้น ผู้เล่นวางนิ้วบนถ้วย ๓ คน ผม (ผู้เขียน) คนหนึ่ง คนจดข้อความอีกคน วันนั้นเชิญ ร.๖ เป็นการเล่นที่มีผลแปลกที่สุดเมื่อแก้วเริ่มเดินแล้วก็ถามว่า ‘ในสงครามนี้ประเทศไทยจะแพ้หรือชนะ?’
แก้วตอบว่า ‘ไม่แพ้ ไม่ชนะ’
ถามสามครั้งก็ตอบออกมาอย่างเดียวทั้งสามครั้ง
ขณะนั้น ขุนปทุมโรคประหาร (พันโท) ขึ้นบันไดมาพอดี แกถามว่าเล่นอะไรกัน ตอบว่าเล่นผีถ้วยแก้ว แกหัวเราะ เพราะไม่เชื่อเรื่องพรรค์นี้ อ้างว่าไม่เชื่อก็ลองถามดูซิ เวลานี้กำลังเชิญ ร.๖ เข้าอยู่
ขุนปทุม
‘เด็ก ๆ ผมชื่ออะไร?’
แก้ว
‘มึงถามกูทำไม มึงชื่อปทุม’
ขุนปทุม
‘ตอนเด็ก ผมอยู่ที่ไหน?’
แก้ว
‘มึงอยู่ในวังกับกู’
ขุนปทุม
‘อยู่ในวังผมนอนที่ไหน?’
แก้ว
‘มึงนอนใต้บันได’
ขุนปทุมก้มลงกราบกับพื้นในทันที”
การนำเรื่องนี้มาเล่าได้รับอนุญาตจากนาวาอากาศเอก วิมล วิริยะวิทย์ ผู้เรียบเรียงแล้ว ผมขอขอบพระคุณในความเอื้อเฟื้อของท่านผู้เรียบเรียงไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย
เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของการเข้าทรงเจ้า (Seance) ซึ่งในต่างประเทศเชื่อถือและมีการท้าพิสูจน์กันทางโทรทัศน์บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ จนเกือบจะไม่มีผู้ใดสงสัยว่าเป็นเรื่องเหลวไหล ผู้ที่แสดงการเข้าทรงเจ้า และเป็นสื่อติดต่อกับวิญญาณของผู้ล่วงลับไปแล้วมีมากมาย เช่น ดอรีส สโตกส์ (Doris Stokes) และ ดอรีส คอลลินส์ (Doris Collins) เป็นต้น
วิธีการติดต่อกับวิญญาณแบบนี้ ในประเทศไทยก็มีเป็นประจำ แต่ดูจะขาดความเชื่อถือจากบุคคลทั่วไป เนื่องจากผู้ที่เข้าทรงเจ้าหรือที่เรียกว่าเป็น “ร่างทรง” อาจจะมีทั้งที่สุจริตและไม่สุจริตปะปนกันอยู่ และไม่มีการท้าพิสูจน์กันอย่างในต่างประเทศ ที่เป็นเรื่องจริงก็มี ที่ไม่จริงก็มี แยกกันยาก กับทั้งมีผู้ที่เห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเหลวไหลหรืองมงายก็มีอีกเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ดี มีอยู่บางสำนักที่ไว้วางใจได้ในความสุจริตและมีผลงานที่น่าเชื่อถือ ดังเช่น คณะของอาจารย์พร รัตนสุวรรณ แห่งสำนักค้นคว้าทางวิญญาณ ได้บันทึกการติดต่อกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชไว้ในเรื่องการสร้างพระเจดีย์อิสรภาพ อนุสรณ์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อกลางปี ๒๕๑๙ ดังที่ปรากฏในวารสาร “วิญญาณ” ฉบับเดือนกันยายน – ตุลาคม ๒๕๑๙ มีความตอนหนึ่งในบันทึกว่า
เช้าวันอาทิตย์ที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๑๙ พวกเราทั้งหมดที่มาจากกรุงเทพฯ พากันตื่นแต่เช้ามาทำพิธีที่แท่นศิลาฤกษ์พระเจดีย์อิสรภาพฯ ตอน ๐๖.๐๐ น. เมื่อสวดมนต์จบและร้องเพลงต่อนั้น แสงสว่างเจิดจ้าก็ปังเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ข้าพเจ้า (นางสาวศรีเพ็ญ จัตุทะศรี) จนมองอะไรไม่เห็นแล้ว ความรู้สึกก็เบาหวิวและค่อย ๆ เลื่อนหาย มารู้สึกตัว อีกครั้งจึงทราบว่าองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จมาประทับ รับสั่งอีกว่า
“คนในชาติของเรากำลังถูกศัตรูยัดเยียดความคิดใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น ความเปลี่ยนแปลงกำลังเกิดขึ้นในจิตใจของคนในชาติ ทำให้เกิดการแบ่งแยก ขอทุกคนจงรวบรวมกำลังใจทั้งหมด ทำลายสิ่งชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในชาติ ไม่ใช่จับอาวุธขึ้นประหัตประหารกัน แต่จงคิดทำลายล้างความคิดซึ่งแปลกใหม่ที่แปลกปลอมเข้ามา รวบรวมกำลังใจทั้งหมดเพื่อทำลายล้างความคิดวิปริตอันนั้นให้หมดสิ้น
“ไม่เช่นนั้นแล้วชาติไทยเราจะต้องลุกขึ้นมาสู้กันเอง พวกเราจะต้องไม่ฆ่าคนไทยด้วยกันเอง เราจะทำลายเฉพาะความคิดที่มันแปลกใหม่ที่เข้าไปแทรกซึมอยู่ในจิตใจของคนในชาติให้หมดสิ้น เพื่อคนที่มีความคิดที่แปลกใหม่นั้น จะได้มีแต่ความคิดที่มีแต่ความบริสุทธิ์ ทำลายล้างลัทธิอุบาทว์นั้นให้สิ้นไปชาติไทยจะไม่มีวันแตกสลาย ความคิดจะต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสืบต่อไป อิสรภาพจะมีแก่เราตลอดไป”
อีกตอนหนึ่งของบันทึกมีข้อความว่า
จากวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๑๙ วันชาติอเมริกันเรื่อยมา ยิ่งใกล้วันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๑๙ ซึ่งเป็นวันกำหนดถอนฐานทัพอเมริกันออกไปให้หมด การชุมนุมของกลุ่มต่าง ๆ ซึ่งมีมากขึ้น คือ มีทั้งกลุ่มขับไล่และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการขับไล่ ดูสับสนวุ่นวายไม่ว่าจะไปที่ไหน ๆ ในเย็นวันพุธที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๑๙ นั้นเอง พระองค์ (สมเด็จพระนเรศวรมหาราช) ก็เสด็จมาอีกรับสั่งว่า
“เหตุการณ์สับสนวุ่นวายเช่นนี้จะมีไม่สิ้นสุด จะมีรุนแรงบ้างราวกลางเดือนสิงหาคม และจะสับสนวุ่นวายหนักขึ้น จนถึงขั้นมีการเปลี่ยนแปลงในเดือนตุลาคม ๒๕๑๙ ฯลฯ”
ตามคำพยากรณ์ดังกล่าวก็ตรงกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อมาทุกประการ ผมขอถือโอกาสนี้ขอบพระคุณ
คุณศรีเพ็ญ จัตุทะศรี ที่กรุณาเอื้อเฟื้ออนุญาตให้นำเรื่องนี้มาอ้างอิง ณ ที่นี้ด้วย

ฤกษ์งามยามดี
นอกจากเรื่องการพยากรณ์แล้ว ยังมีอีกเรื่องที่น่าสนใจมากเพราะผูกพันกับคนไทยเรามาช้านาน คือ เรื่องฤกษ์ซึ่งไม่ว่าจะเริ่มต้นประกอบกิจการงานใดคนไทยส่วนมากก็มักจะถือเรื่องฤกษ์ยามเป็นสำคัญ บุคคลทั่วไปมักจะหาฤกษ์สำหรับงานสำคัญในชีวิตและธุรกิจของตนเสมอ เช่น ฤกษ์แต่งงาน ฤกษ์เปิดอาคารที่ทำการร้านค้า เป็นต้น
แม้ภิกษุสงฆ์เองก็หาฤกษ์ลาสิกขาด้วย ซึ่งสมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศฯ ก็ทรงเป็นหนึ่งในโหรที่ประทานฤกษ์ให้แก่ผู้ที่มาขอเป็นจำนวนมากที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย ท่านประทานฤกษ์ในการเริ่มโครงการสำคัญ ๆ ของประเทศหลายโครงการ อาทิ ฤกษ์ในพระราชพิธีวางศิลาฤกษ์เขื่อนภูมิพลเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๐๔ เวลา ๑๘.๒๕ น. ซึ่งท่านรับสั่งว่าเป็นฤกษ์ที่ดีมาก เขื่อนนี้จะช่วยสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับประเทศอย่างใหญ่หลวงและจะอยู่ไปชั่วกาลนาน แต่ในวันนั้นเองก่อนที่จะถึงเวลาตามฤกษ์นั้นเป็นเวลาที่อาจมีอุบัติเหตุถึงขั้นมีผู้เสียชีวิตได้
ท่านเองก็จะต้องเสด็จไปร่วมงานในพระราชพิธีนี้ด้วย ท่านทรงมีลางสังหรณ์ว่ารถของทางราชการที่จะมารับท่านไป ณ บริเวณพระราชพิธีที่จังหวัดตากนั้น อาจจะมาไม่ตรงเวลาที่นัดหมาย คือ รถต้องมารับท่านก่อนสว่าง แล้วก็เป็นจริงดังที่ท่านกริ่งเกรง รถไม่มาตามนัด แต่มาเวลาเจ็ดนาฬิกาเศษ ท่านรับสั่งว่า ถ้าเสด็จตอนนั้นจะมีผู้ได้รับอุบัติเหตุอาจถึงตายได้ ซึ่งท่านทรงถือว่า เมื่อท่านทรงทราบล่วงหน้าเช่นนั้นแล้ว หากยังจะเสด็จก็เท่ากับว่าเป็นการฆ่าคนโดยเจตนา แต่ถ้าท่านไม่เสด็จตอนนั้น ก็จะไม่ทันกำหนดในพระราชพิธี ท่านทรงลำบากพระทัยมาก
ท่านทรงตัดสินพระทัยรอจนพ้นเวลาถึงฆาตไปอีกเล็กน้อยแล้วจึงเสด็จ ท่านทรงเล่าว่าตลอดทางมีแต่ความโกลาหลวุ่นวาย เพราะรถเสียหลายครั้ง และเมื่อเสร็จพระราชพิธีแล้ว ตอนเสด็จกลับกรุงเทพฯ ก็มีหญิงกลางคนผู้หนึ่งวิ่งตัดหน้ารถที่ท่านทรงนั่งมาในระยะกระชั้นชิด คนขับรถห้ามล้ออย่างกะทันหัน ข้าวของในรถกระจัดกระจาย แต่เดชะบุญหญิงผู้ตัดหน้ารถแคล้วคลาดไม่เป็นอันตราย เพราะรถหยุดชิดติดตัวผู้เสียหายพอดี มีข่าวตามมาในภายหลังว่า ในตอนเช้าของวันที่มีพระราชพิธีนั้นเองก็มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่นายหนึ่งเสียชีวิต เนื่องจากรถยนต์จี๊ปที่ท่านโดยสารไปในพระราชพิธีนั้นพลิกคว่ำระหว่างทาง

มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านทรงเล่าว่า ฐานรองรับเจดีย์ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ยอดภูเขาทอง วัดสระเกศฯ แตกร้าวและทรุด ต้องมีการซ่อมสร้างใหม่เป็นการด่วน ท่านก็ทรงหาฤกษ์เพื่อให้ปลอดอุปสรรคในการไปขอความอนุเคราะห์จากจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ตามฤกษ์ที่ทรงวางไว้นั้น
เมื่อท่านทรงขอเข้าพบจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ได้ทันที และท่านทรงของบประมาณเป็นกรณีฉุกเฉิน ๕ ล้านบาท ตามที่กรมชลประทาน ซึ่งจะเป็นผู้สร้างได้ประมาณการไว้ เพื่อซ่อมสร้างฐานทรงกรวยรองรับเจดีย์ ซึ่งท่านก็ทรงได้รับการตอบสนองในทันทีทันใดนั้นจากท่านจอมพล ป. พิบูลสงคราม ดุจกัน

ส่วนผมเคยขอประทานฤกษ์จากท่านเพื่อไปสอบแข่งขัน ชิงทุนของเอกชนไปเรียนต่อต่างประเทศ (ในเวลานั้นยังไม่มีทุนรัฐบาล) ท่านก็ประทานให้ ผมกราบทูลถามท่านด้วย ว่าจะชิงทุนได้หรือไม่ ท่านรับสั่งว่า ไม่ได้ แต่เป็นลูกผู้ชายชีวิตต้องสู้ ได้หรือไม่ได้ไม่สำคัญ ต้องไปลองสอบดู ก็จริงตามรับสั่งของท่าน บางครั้งมีผู้มาขอประทานฤกษ์จากท่านเพื่อ “กระทำกิจการบางอย่าง” แต่ท่านก็ไม่ประทานเรื่องนี้ทราบกันในภายหลังว่าผู้ที่มาขอฤกษ์นั้น มาขอเพื่อปฏิวัติการปกครองบ้านเมือง ท่านทรงทราบเพราะ “เวลา” ที่มาขอฤกษ์นั้นเองฟ้องอยู่ในตัว

ผมเคยกราบทูลถามท่านว่า ศิษย์ของผมคนหนึ่งขอประทานฤกษ์จากท่านเพื่อออกเดินทางไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา การเดินทางเป็นไปโดยสวัสดิภาพ แต่ต่อมาอีกประมาณ ๖ เดือน ศิษย์ของผมผู้นี้ประสบอุบัติเหตุรถยนต์คว่ำเสียชีวิต เหตุใดจึงเกิดอุบัติเหตุได้ในเมื่อได้ฤกษ์ดีจากสมเด็จพระสังฆราชไป ท่านรับสั่งว่า ฤกษ์นั้นเป็นการเลือกเวลาที่ดีเพื่อการเดินทางเท่านั้น หลังจากนั้นฤกษ์นั้นไม่อาจจะคุ้มครองผู้ใช้ฤกษ์สำหรับเดินทางได้อีก
นอกจากเรื่องฤกษ์ซึ่งมีผู้ไปขอประทานจากท่านมากมายแล้ว ผู้ที่เคารพนับถือท่านมักจะสอบถามท่านเสมอว่า เงินทองที่ตนหามาได้จะเพียงพอให้ลูกหลานตั้งหลักฐานอยู่เย็นเป็นสุขได้ตลอดไปหรือไม่? ท่านรับสั่งว่า อยู่ที่เงินทอง ที่หามาได้นั้นบริสุทธิ์หรือไม่ ถ้าบริสุทธิ์ก็แน่นอนว่าลูกหลานจะได้ประโยชน์เต็มที่ แต่ถ้าไม่บริสุทธิ์เงินทอง ซึ่งเป็น “ของร้อน” จะอันตรธานไป หรือไม่ลูกหลานก็อาจมีอันเป็นไป และมิได้รับประโยชน์จากเงินทองนั้นเลย ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตมนุษย์เป็นไปตามกฎแห่งกรรม
จากการกราบทูลถามท่านเกี่ยวกับกฎแห่งกรรมกับโหราศาสตร์ ท่านประทานความเห็นอีกบางประการว่า โหราศาสตร์อาจช่วยให้เห็นกรรมเก่าของแต่ละคนได้บางส่วน แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลของกรรมเก่าของแต่ละคนให้เป็นอื่นไปได้ แม้กระนั้นก็ตาม อาจชี้ช่องให้เห็นทางที่ควรเลือกปฏิบัติในปัจจุบันได้ส่วนหนึ่ง
ชีวิตกับการพยากรณ์
ในการพยากรณ์นั้น คาเรนกับผมจะดูในทางสร้างสรรค์ และให้กำลังใจแก่ผู้มาดู แต่มิใช่ปลอบใจโดยปราศจากเหตุผล บางครั้งแม้จะปรากฏว่าผู้ดูกำลังเคราะห์ร้ายหรืออนาคตค่อนข้างมืดมน เราก็จะแนะนำทางแก้ไขปัญหาชีวิตหรือวิกฤตการณ์ให้หรือเตือนใจไว้ล่วงหน้า เพื่อให้ผู้มาดูระมัดระวัง ซึ่งโดยปรกติก็ได้ผลดี
มีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งเรา ถือเป็นเรื่องสำคัญและจะไม่ดูให้ แม้จะได้รับการวิงวอนก็ตาม คือ การทายอายุ ซึ่งเราเห็นว่าไม่ได้ประโยชน์อันใด เมื่อผมเริ่มดูใหม่ ๆ ได้ดูให้เพื่อนรักผู้หนึ่งที่เรียนอยู่ในประเทศอังกฤษด้วยกัน ผมทายว่าเพื่อนผู้นี้จะมีอายุสั้น คือจะสิ้นชีวิตเมื่ออายุ ๔๐ ปิเศษ ผมคาดไม่ถึงว่าคำทำนายของผมจะทำให้เพื่อนรักของผมนอนไม่หลับไปหลายคืน ทั้ง ๆ ที่เพื่อนผมเป็นผู้ซักถามและรบเร้าให้ผมดูเรื่องนี้เอง
เคราะห์ดีที่ต่อมา มีสุภาพสตรีไทยท่านหนึ่งเดินทางไปประเทศอังกฤษ ท่านผู้นี่มีชื่อเสียงมากในการทำนายดวงชะตา ท่านดูแม่นยำจริง ๆ เพื่อนรักของผมปรารถกับท่านว่า ผมทำนายว่าเขาจะอายุสั้น สุภาพสตรีผู้นั้นก็ดูให้ทั้งลายมือ ดวงชะตา และโหวงเฮ้ง แล้วยืนยันว่าเพื่อนผมจะอายุยืนจะอยู่ไปอีกนานปีที่เดียว ผมก็โล่งอกไปในฐานะที่เป็นผู้สร้างความกังวลใจให้เพื่อนโดยใช่เหตุ ซึ่งต่อมาเพื่อนรักของผมก็ยังแข็งแรงสดชื่นรื่นเริงอยู่ ไม่ปรากฏวี่แววว่าจะมิโรคภัยไข้เจ็บมาคุกคามเลย และมีอายุอยู่ถึง ๘๐ ปี จึงจากไปอย่างสงบ

ข้อน่าพิจารณาอีกข้อหนึ่งก็คือ การพยากรณ์เรื่องของตนเองนั้นสมควรพิจารณาเป็น ๒ ตอน กล่าวคือ ตอนแรกได้แก่ การศึกษาพื้นดวงชะตา การพิจารณาศึกษาเรื่องของตนเองย่อมมีประโยชน์อย่างมาก อีกตอน คือ ตอนที่จะพยากรณ์เรื่องอนาคตของตนเองนั้นแทบจะเรียกว่าทำไม่ได้เลย เหมือนกับการเป็นผู้พิพากษาไม่อาจตัดสินคดีของตนเองได้ ด้วยแต่ละคนต่างก็มีอคติลำเอียงเข้าข้างตนเอง หรือไม่ก็ลำเอียงไปในทางตรงกันข้าม หาความพอดีไม่ได้

ดังนั้น ถึงผู้พยากรณ์จะดูตนเองอย่างไรก็แม่นยำได้ยาก ที่เคยมีผู้พูดกันว่า ผมดูดวงตนเองว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีนั้นก็ไม่เป็นความจริงเลย เพราะถ้าจะว่ากันให้ถึงแก่นแล้ว แม้ปัจจุบันผมก็ยังหาเหตุผลทางโหราศาสตร์ไม่ได้ด้วยซ้ำไปว่า ด้วยอิทธิพลของดวงดาวใดที่ทำให้ผมเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเมือง เป็นความจริงดังที่สมเด็จพระสังฆราช วัดสระเกศฯ ทรงกล่าวว่า โหราศาสตร์ปัจจุบันยังทำนายได้ไม่ครบถ้วนทุกเรื่อง
ในทำนองเดียวกัน หลายคนขอดูลายมือของผมว่า เส้นใดบ่งระบุว่าผมจะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผมก็ชี้แจ้งว่าเส้นดังกล่าวยังไม่ปรากฏชัดเจน เพิ่งจะชัดเจนเมื่อผมได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าๆ แต่งตั้งแล้ว หรือกล่าว อีกนัยหนึ่งว่ามีเส้นใหม่ขึ้นตามหลังหรือพร้อมกันกับเหตุการณ์ด้วยซ้ำไป เรื่องอย่างนี้ใครจะพยากรณ์ได้ และถึงพยากรณ์อย่างไรโอกาสถูกต้องก็มีน้อยมาก ทั้งโดยมารยาทในสังคม เรื่องทำนองนี้ก็มีใช่สิ่งที่จะนำมาพูดคุยเพ้อฝันโอ้อวดกัน
นอกจากนั้น บางท่านคิดไปเองว่าผมใช้โหราศาสตร์ตัดสินใจในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ปราศจากมูล เพราะในทางพยากรณ์นั้นไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะแม่นยำเสมอไป ยิ่งไปกว่านั้นการตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหาสำคัญของบ้านเมือง ก็มีขั้นตอนทำนองเดียวกับการตัดสินคดีความ ว่าโดยสังเขปก็คือ ในเบื้องต้นต้องทราบข้อมูลเสียก่อนว่า เรื่องราวเป็นมาอย่างไร ปัญหาอยู่ตรงไหน ความเห็นของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร ผู้เชี่ยวชาญเห็นอย่างไร รัฐมนตรีหรือผู้รับผิดชอบเห็นอย่างไร เพราะเหตุผลอันใด
และเมื่อผู้ร่วมรับผิดชอบ ทุกคนอภิปรายกันแล้วจะตัดสินใจอย่างไรนั้นต้องสอดคล้องกับสามัญสำนึกในทุกกรณี การตัดสินใจจะผิดพลาดไม่ได้เพราะบางเรื่องเมื่อพลาดแล้วไม่มีทางแก้ไขได้ เมื่อกรณีเป็นเช่นนี้แล้ว จะมีผู้รับผิดชอบในการบริหารราชการ
แผ่นดินคนใดกล้าเสี่ยงวินิจฉัยปัญหาสำคัญของชาติบ้านเมืองโดยอาศัยโหราศาสตร์ หรือโดยทางอื่นรวบรัดตัดตอน ตัดสินไปเองตามลำพัง โหราศาสตร์อาจมีบทบาทบ้าง คือ การหาฤกษ์ดีหรือการเลือกเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มกิจการที่สำคัญ แต่ก็ไม่อาจทำได้เสมอไปเพราะในการบริหารราชการแผ่นดินกิจการสำคัญต่าง ๆ ต้องเริ่มตามแผนที่วางไว้แล้ว โอกาสที่จะเลือกเวลาปฏิบัติย่อมมีน้อยมาก
ในระหว่างที่ผมเป็นหัวหน้ารัฐบาล ได้มีโอกาสไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ คาเรนก็ได้รับเชิญด้วยในฐานะเป็นคู่สมรสของผู้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่น หลังจากที่หัวหน้ารัฐบาลของทั้งสองประเทศร่วมแถลงข่าวผลการเจรจาระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นแล้ว นายทาเคโอะฟูกูดะ (Takeo Fukuda) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นขณะนั้นไปทราบมาจากที่ใดที่หนึ่งว่าผมเป็นหมอดูสมัครเล่นด้วย
นายฟูกูดะยื่นมือมาให้ผมดู ทันใดนั้นบรรดานักข่าวทั้งไทย ญี่ปุ่น และประเทศอื่นก็พากันถ่ายภาพนายฟูกูดะกับผม จนห้องแถลงข่าวสว่างไสววูบวาบเหมือนฟ้าแลบ ผมรำพึง กับตนเองว่า “โธ่! นายฟู่กูดะจะอดใจรออีกสักอึดใจเดียวเพื่อให้พวกนักข่าวออกไปเสียก่อนก็ไม่ได้”
อย่างไรก็ตามผมตกอยู่ในฐานะต้องตกกระไดพลอยโจน จึงต้องดูลายมือให้นายฟูกูดะทั้ง ๆ ที่ยังอยู่ต่อหน้าผู้สื่อข่าว ยังดีที่อีกไม่กี่นาทีต่อมาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของญี่ปุ่นก็เร่งรัดให้บรรดาผู้สื่อข่าวทั้งไทยและเทศกลับออกไปจากห้องแถลงข่าวได้หมด
เมื่ออยู่กันตามลำพังระหว่างเรา ๔ คน นางฟูกูดะ ภริยาของนายฟูกดะก็ขอให้คาเรนดูอนาคตให้ด้วย เราทั้งสองดูอนาคตของผู้นำทางการเมืองของญี่ปุ่นและคู่ชีวิตของเขาอยู่ประมาณครึ่งชั่วโมง จากนั้นผมถูกผู้สื่อข่าว ทั้งญี่ปุ่นไทย และชาติอื่น ๆ ซักถามว่าดูอะไรให้ท่านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและภริยาบ้าง อนาคตของท่านเป็นอย่างไรผมก็ตอบไปว่าเป็นเรื่องส่วนตัวของท่านผู้ดู ผมไม่อาจเปิดเผยอะไรได้
หลังจากที่ผมพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ทางการเมืองมาได้ไม่นาน คาเรนกับผมก็พยากรณ์ให้เพื่อนฝูงและผู้รู้จักมักคุ้น ต่อมาอีกสัก ๒ – ๓ ปี จากนั้นคาเรนหันมาสนใจในทางศาสนามากขึ้น และตัดสินใจเลิกพยากรณ์ไปโดยให้เหตุผลว่า เรื่องโหราศาสตร์หรือการพยากรณ์นั้นไม่จริงแท้แน่นอน

การเชื่อมั่นในการกระทำของตนเองและยึดถือตามแนวทางศาสนาน่าจะเป็นวิถีทางที่ดีที่สุด ดีกว่าจะอยู่กับความไม่แน่นอน พร้อมกับชักชวนให้ผมเลิกเชื่อถือทางโหราศาสตร์ด้วย ผมไตร่ตรองดูเห็นว่าที่คาเรนพูดก็มีเหตุผลอยู่ แต่ผมมองอีกแง่หนึ่งว่า โหราศาสตร์แม้จะไม่แน่นอนแต่ก็มีความเป็นไปได้อยู่ ซึ่งปรากฏด้วยตัวผมเองหลายต่อหลายครั้งว่า ในที่สุดเรื่องก็เป็นจริงดังคำทำนาย
ดังนั้นหากเราจะใช้โหราศาสตร์มาพิจารณาประกอบด้วยอีกทางหนึ่งก็ไม่น่าจะเสียหายแต่อย่างใด และผมมองว่าโหราศาสตร์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ในแง่ของวิชาสถิติ ตัวผมเองศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่อายุยังน้อยก็ยังไม่อาจเรียนรู้ได้หมด ยังมีเรื่องที่ผมปรารถนาจะค้นคว้าและเรียนรู้อีกมาก นอกจากนี้ในบางครั้งหราศาสตร์ก็ให้ประโยชน์แก่ผมเหมือนกัน อย่างน้อยก็เคยช่วยให้ผมเอาตัวรอดไปได้ในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด
สถานการณ์ที่ไม่คาดคิดดังว่านั้น เกิดขึ้นในโอกาสหนึ่งที่ผมได้กราบทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า จุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เป็นประธานในการหาทุนเพื่อการกุศลงานหนึ่ง เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงที่ประชุมทรงมีพระดำรัสต่อที่ประชุมว่า
“ความจริงการหารายได้ไม่เห็นต้องลำบากจัดงานเลย อาจารย์ธานินทร์เป็นเศรษฐีอยู่แล้ว ขอเงินบริจาคจากอาจารย์ธานินทร์คนเดียวก็พอ”
ตอนนั้นผมไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน เพราะหากปฏิเสธออกไปว่าผมมิใช่เศรษฐี ก็คงไม่มีผู้ใดเชื่อ บังเอิญขณะนั้นผมนึกถึงเรื่องโหราศาสตร์ขึ้นมาได้จึงกราบทูลว่า
“ขอพระราชทาน กราบทูลทราบฝ่าพระบาท
มีหลายท่านเห็นว่าข้าพระพุทธเจ้าร่ำรวย ซึ่งดูโดยผิวเผินแล้วก็น่าเชื่ออยู่ เพราะตามตำราโหราศาสตร์บอกว่าดวงของข้าพระพุทธเจ้ามีดาวศุกร์สัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์มั่งคั่งเป็นดาวเด่น แต่เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้วจะพบว่าดาวศุกร์ในดวงของข้าพระพุทธเจ้า แม้จะเด่น แต่ก็มิได้จรัสแสงตลอดเวลา หากแต่มีช่วงเวลาที่อับแสงเหมือนกัน และพิจารณาให้ลึกลงไปอีกจะพบว่ามีดาวมฤตยูทับอาทิตย์ กุมลัคน์ และเล็งจันทร์อยู่ หมายความว่าอาจเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในทางอับโชคเมื่อใดก็ได้
“หากดวงข้าพระพุทธเจ้าเป็นดวงเศรษฐี ก็คงต้องเรียกว่าเป็นดวงเศรษฐีตกยาก จะออกปากขอยืมเงินใครก็ไม่มีใครเขาให้ เขาคิดว่าล้อเขาเล่นมากกว่าขัดสนจริง ๆ แต่ยังโชคดีที่ในดวงนั้นมีดาวอังคารเล็งดาวเสาร์ แสดงว่าเป็นคนหาเงินเก่งพอตัวอยู่ จะรีดจะไถใคร ก็ดูเขาจะเกรงใจ มักอนุเคราะห์ให้เสมอ ดังนั้น การที่ข้าพระพุทธเจ้าตกที่นั่งเป็นแม่งาน จัดงานหาทุนเพื่อการกุศลเช่นครั้งนี้จึงน่าจะทำได้ดี
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม”
เมื่อผมกราบทูลจบ พระองค์ทรงพระสรวล เช่นเดียวกับที่ประชุมที่หัวเราะชอบใจ ช่วยให้บรรยากาศในที่ประชุมครื้นเครงขึ้นทันตา และทรงพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระประชุมต่อไป งานนี้ผมรอดพ้นจากการเสียหน้าเข้าตาจนไปได้ด้วยเหตุผลทางโหราศาสตร์โดยแท้

ด้วยเหตุผลนานาประการดังกล่าวข้างต้น ผมจึงยังคงพยากรณ์เรื่องต่าง ๆ ให้เพื่อนฝูงต่อไปตามลำพังดังเช่นที่เคยปฏิบัติ ต่อมาท่านผู้ใหญ่ผู้มีอาวุโสที่ผมเคารพนับถืออย่างสูงท่านหนึ่ง เห็นว่าผมควรจะช่วยงานการกุศล และ ช่วยให้กำลังใจแก่ผู้ที่มีปัญหาชีวิตหรือผู้ที่ต้องการคำปรึกษาในเรื่องการงานอาชีพและเรื่องอื่น ๆ โดยเปิดการพยากรณ์อย่างกว้างขวางสำหรับบุคคลทั่วไป แทนที่จะพยากรณ์อยู่แต่เฉพาะในหมู่เพื่อนฝูงเท่านั้น ซึ่งผมใคร่ครวญ ดูด้วยตนเองแล้ว เห็นว่าเป็นโอกาสอันดีที่ผมจะมีช่องทางช่วยงานสาธารณกุศลอีกทางหนึ่ง ทั้งยังอาจช่วยคลายทุกข์คลายกังวล และชี้ทางสว่างให้แก่ผู้กำลังตกอยู่ในภาวะมืดแปดด้านด้วย
ผมจึงอาสาสมัครไปร่วมพยากรณ์เพื่อการกุศลในงานกาชาดที่สวนอัมพร และในงานประจำปีของศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ อย่างต่อเนื่องหลายปีด้วยกัน ซึ่งผมดีใจที่มีโอกาสช่วยทั้งส่วนรวม และส่วนตัวของผู้มีปัญหา โดยทุกครั้งที่ผมจะไปพยากรณ์ ผมจะอธิษฐานต่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งมวล ขอประทานพรจากท่านเพื่อดลบันดาลให้ผมได้ประจักษ์ว่า ปัญหาที่แท้จริงของผู้มาดูกับผมนั้น คืออะไร และสามารถแนะทางให้เขาพันทุกข์ได้อย่างไร
นอกจากนี้ ผมจะใช้สามัญสำนึกและจิตวิทยาประกอบการทำนายด้วย อะไรที่แก้ไขไม่ได้ก็ไม่กล่าวให้ผู้ดูท้อหรือหมดกำลังใจ แต่ถ้าอะไรที่มีทางออกอย่างสร้างสรรค์ก็จะชี้ทางสว่างให้อย่างไม่ลังเลใจ ซึ่งก็ได้ผลดีเป็นอันมาก แต่ภายหลังภารกิจและราชการประจำของผมมีอยู่ค่อนข้างรัดตัว ไม่อาจปลีกตัวมาช่วยงานการกุศลด้านนี้ได้อย่างที่ทำติดต่อกันมาช่วงเวลาหนึ่ง
ผมใคร่ขอกล่าวว่า การพยากรณ์ทำไม่ได้แม่นยำทุกเรื่อง ดูคล้ายกับว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่พึงประสงค์จะให้ใครรู้ล่วงหน้าไปเสียทุกอย่าง หรือจะมองอีกแง่หนึ่งก็ได้ว่า ยังมีอีกหลายเรื่องที่อยู่นอกเหนือระบบการพยากรณ์ในปัจจุบันไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ๆ

บางครั้งผมเคยนำเอาเรื่องที่ผลคำทำนายผิดพลาดมาพิเคราะห์ใหม่ ผลการทำนายก็ยังคงออกมาเหมือนเดิม แต่ก็มีบางเรื่องเหมือนกันที่ผลคำทำนายคลาดเคลื่อนเพราะคำนวณผิดพลาด ในขณะที่อีกหลายเรื่องหาสาเหตุที่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นไม่ได้ ไม่ว่าในทางโหราศาสตร์ ทางลายมือ หรือนั่งทางใน กล่าวโดยสรุป คือการจะทำนายถูกทั้งหมดเป็นไปไม่ได้ เฉพาะตัวของผมเองนั้นว่าโดยถัวเฉลี่ย ทำนายถูกต้องได้อย่างมากก็แค่เพียงร้อยละ ๖o เท่านั้น
อนึ่ง แม้ในระยะเวลาสิบปีเศษก่อนที่คาเรนจะจากไป คาเรนเลิกพยากรณ์แล้ว แต่ลางสังหรณ์ (Premonition)ของคาเรนก็ยังคงน่าทึ่งอยู่ตามเติม บ่อยครั้งที่คาเรนมักเตือนล่วงหน้าถึงเหตุเภทภัยอันจะเกิดแก่ครอบครัวของเราได้อย่างแม่นยำ แม้ไม่ใช่ทุกครั้ง แต่เมื่อลูก ๆ หรือผมถามคาเรนว่ารู้ได้อย่างไร คาเรนตอบเหมือนกันทุกครั้งว่า “สามัญสำนึก” (I’s common sense) แต่เราพ่อลูกเห็นพ้องกันว่า เป็นสามัญสำนึกที่ไม่สามัญเลย












