
ชวนอ่าน หนังสือ “ภูเขาความคิด”
สมาธิเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบผล
ของสมาธิ (สามัญญผลสูตร)
เรียบเรียงโดย พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม)
“ญาณวชิระ” ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๖๑- ๒๕๖๒

ภูเขาความคิด
เผยแพร่ในรูปแบบ e-book โดย สถาบันพัฒนาพระวิทยากร เมื่อ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๘
โหลดหนังสือ : ภูเขาความคิด 
ท่านสามารถโหลดหนังสือ ภูเขาความคิด สมาธิเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบผลของสมาธิ
กดลิ้งค์เพื่ออ่านได้ที่ https://online.anyflip.com/oqiew/nrty/mobile/index.html

คำนำหนังสือ :
“…ภูเขาความคิด“ เป็นหนังสือเกี่ยวกับการตรวจสอบผลของการปฏิบัติสมาธิในเบื้องต้น โดยอาศัยสามัญญผลสูตรเป็นแกนหลัก เป็นภาคต่อจากเล่ม “สมาธิเบื้อต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ(สติปัฏฐาน๔)”

เนื้อหาในหนังสือเป็นการหยิบเอาข้อคิดจากการปฏิบัติมารวบรวมไว้ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้เริ่มสนใจในทางปฏิบัติ เหมือนการทำแผนที่สภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติสมาธิ แล้วทำเครื่องหมายตรงจุดที่สำคัญเป็นสัญลักษณ์เอาไว้
ผู้เขียนใช้เวลาเรียบเรียงขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๖๒ เป็นผลมาจากความผันผวนของเหตุบ้านการเมืองและการคณะสงฆ์ไทยในห้วงขณะนั้น รวมระยะเวลาที่ถูกขุมขัง ๔๕๐ วัน
ช่วงเวลานั้น เหมือนกำลังลอยคออยู่กลางทะเลลึก ทั้งยังต้องเผชิญกับคลื่นมหาสมุทรของพายุร้ายที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิดไม่เห็นฝั่ง

”ความหวัง คือ แสงสว่างเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่“
แม้มองไม่เห็นฝั่งก็จะไปให้ถึงฝั่ง ในระหว่างนั้น ได้ใช้สมาธิภาวนาเป็นเครื่องดำรงอยู่ เพื่อเตรียมจิตให้พร้อมในการเผชิญหน้ากับความทุกข์เข็ญใด ๆ บรรดามี ซึ่งกำลังรออยู่ข้างหน้า หลังออกจากการนั่งสมาธิในแต่ละวัน ได้บันทึกสภาวะจิตขณะนั้น ๆ เอาไว้ แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นหนังสือ ชุด “สมาธิเบื้อต้นสำหรับชาวบ้าน” จนเสร็จสิ้นบริบูรณ์ อันเป็นการพลิกวิกฤติให้กลับเป็นโอกาสได้สานงานต่อ
เนื่องจากในเวลานั้น มีข้อจำกัดหลายอย่าง จึงทำให้การจดบันทึกและเรียบเรียงหนังสือเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้วิธีจดบันทึกใส่ใบคำถามเกี่ยวกับปมปัญหาในทางคดีที่ทนายสอบถามเข้ามาบ้าง จดบันทึกใส่กระดาษสำนวนคดีบ้าง จดบันทึกใส่กระดาษใบนำส่งอาหารที่ญาติโยมส่งเข้ามาถวายบ้าง ตามแต่จะหยิบฉวยอะไรได้
ภาษาจึงดูกระท่อนกระแท่น กระโดดไปกระโดดมา ตามสภาวการณ์ที่เป็นไปในขณะนั้น
เมื่อนำมาเรียบเรียงเพื่อจัดพิมพ์เป็นหนังสือได้ปรับปรุงถ้อยคำและขยายเนื้อความให้ชัดขึ้น แต่ก็พยายามคงสำนวนดั้งเดิมตามที่จดบันทึกเอาไว้ เพื่อรักษาร่องรอยความจริงแห่งธรรมที่เกิดขึ้นในภาวะขณะนั้น

หลายปีมาแล้ว ขณะเริ่มเข้ามาสนองงานพระอุปัชฌาย์ ผู้เขียนมีหน้าที่เป็นพระพี่เลี้ยงดูแลพระนวกะของสำนักวัดสระเกศ (ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๐) ต้องนำอ่านบทแห่งพระบาลีซ้อมคำขานนาคให้คล่องปาก ต้องโกนผมให้นาค ต้องนำประทักษิณเวียนรอบพระอุโบสถ ต้องนำวันทาสีมา และนำเข้าสู่มณฑลแห่งการอุปสมบทท่ามกลางหมู่สงฆ์จนสำเร็จเป็นพระภิกษุนวกะ ต้องนำพินทุ นำอธิษฐานจีวรบาตรบริขารเครื่องใช้สำหรับพระภิกษุ ต้องนำออกบิณฑบาตเช้าแรก ฉันภัตตาหารมื้อแรก และนำลงโบสถ์ทำวัตรสวดมนต์ตามกิจสงฆ์
หลังทำวัตรค่ำช่วงสามทุ่ม เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) จะนำพระภิกษุสามเณรในสำนัก ตลอดจนญาติโยมที่มาร่วมทำวัตรสวดมนต์ นั่งสมาธิเจริญภาวนาเป็นประจำทุกคืน สิ่งหนึ่งที่พบเห็นในการทำหน้าที่พระพี่เลี้ยง ซึ่งต้องอยู่ใกล้ชิดกับพระนวกะตั้งแต่วันอุปสมบทจนถึงวันลาสิกขา คือ พระนวกะจะให้ความสนใจกับการนั่งสมาธิเป็นพิเศษ
ในช่วงเวลานั้น สังคมไทยได้เกิดประเด็นปัญหาเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติสมาธิ ซึ่งมีความเห็นไม่ตรงกันหลายประการ โดยพุ่งเป้าไปที่การสอนสมาธิไม่ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้า
ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ออกประกาศให้มีการจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดขึ้นทุกจังหวัดทั่วประเทศ ให้มีการจัดทำหลักสูตรสมาธิ โดยยึดตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ผู้ที่เป็นเจ้าสำนักปฏิบัติธรรม สามารถถูกเสนอชื่อเข้าสอบความรู้เป็นพระอุปัชฌาย์ได้เป็นกรณีพิเศษ จะได้ดูแล อบรม ตักเตือน สั่งสอนสิทธิวิหาริกในสำนักของตนได้โดยตรง จากเดิมผู้ที่จะเป็นพระอุปัชฌาย์ต้องมีตำแหน่งทางการปกครองตั้งแต่เจ้าคณะตำบลขึ้นไป
อีกทั้ง เจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังผลักดันให้พระภิกษุชาวต่างชาติทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์สามารถบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรชาวต่างชาติได้เช่นเดียวกับพระสงฆ์ไทย เพื่อให้พระพุทธศาสนาหยั่งรากลึกลงในชนชาตินั้น ๆ โดยมีพระสุเมโธภิกษุ ปัจจุบัน ดำรงสมณศักดิ์ ที่ พระพรหมวชิรญาณ (โรเบิร์ต สุเมโธ) ลูกศิษย์หลวงพ่อชา วัดหนองป่าพง เป็นพระอุปัชฌาย์ชาวต่างชาติรูปแรก และเจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นผู้ลงนามในหนังสือรับรองความเป็นพระอุปัชฌาย์ด้วยตัวท่านเอง
การประกาศจัดตั้งสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดขึ้นทุกจังหวัด ทั่วประเทศ โดยยึดตามหลักสติปัฏฐาน ๔ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาดังกล่าวข้างต้นด้วย
อาศัยเหตุที่ในเวลานั้น ผู้เขียนเกี่ยวข้องใกล้ชิดอยู่กับพระนวกะของสำนักวัดสระเกศ เห็นความสนใจในการนั่งสมาธิของพระนวกะ และต้องคอยตอบคำถามคลี่คลายข้อสงสัยทางพระพุทธศาสนาให้กับพระนวกะอยู่เสมอ ซึ่งก็หนีไม่พ้นหัวข้อเกี่ยวกับการนั่งสมาธิดังกล่าวนี้ด้วย จึงตั้งใจเขียนหนังสือเกี่ยวกับสมาธิ เพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นสำหรับพระนวกะที่สนใจในทางปฏิบัติ โดยแบ่งหนังสือออกเป็น ๓ ภาค เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ คือ
๑. สมาธิเบื้อต้นสำหรับชาวบ้าน ภาค ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสมาธิ
๒. สมาธิเบื้องต้นสำหรับการลงมือปฏิบัติ ภาค ปฏิบัติ (สติปัฏฐานสูตร)
๓. สมาธิเบื้อต้นสำหรับตรวจสอบผลของสมาธิ ภาค ตรวจสอบผลของการปฏิบัติ (สามัญผลสูตร)

เนื้อหาของหนังสือได้นำเอาความรู้จากครูบาอาจารย์และสภาวะที่เกิดจากการปฏิบัติมาเรียบเรียงออกเป็นตัวหนังสือ ให้ใกล้เคียงกับสภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติให้มากที่สุด เท่าที่ภาษาตัวหนังสือจะสามารถถ่ายทอดออกมาได้ โดยได้นำเอาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งเป็นพระสูตรว่าด้วยวิธีปฏิบัติสมาธิ และสามัญญผลสูตรซึ่งเป็นพระสูตรว่าด้วยผลของความเป็นสมณะ มาวางไว้เป็นหลักด้วย พระนวกะจะได้มีหลักในการตรวจสอบด้วยตัวเองว่า ส่วนไหนเป็นขั้นตอนการลงมือปฏิบัติ ส่วนไหนเป็นผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ
เมื่อเขียนสมาธิเบื้อต้นสำหรับชาวบ้านเสร็จลงในปี พ.ศ. ๒๕๕๒ และคุณธนิต วิริยะรังสฤษฏ์ ซึ่งเข้ามาอุปสมบทเป็นพระนวกะอยู่คณะ ๗ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ในเวลานั้น ได้นำไปจัดพิมพ์เผยแพร่ หลังจากนั้น ผู้เขียนก็มีงานอย่างอื่นแทรกเข้ามา ด้วยเจ้าประคุณสมเด็จฯ พระอุปัชฌาย์ ให้ไปช่วยดูแลงานในสำนักงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ จนล่วงเลยมาร่วม ๑๐ ปี จึงมีโอกาสเรียบเรียงหนังสือสมาธิเบื้องต้นสำหรับการลงมือปฏิบัติ และสมาธิเบื้อต้นสำหรับตรวจสอบผลของสมาธิตามที่ตั้งใจเอาไว้ โดยอาศัยช่วงเวลาที่ถูกคุมขังเป็นเวลาปีเศษดังกล่าว นั้น

บัดนี้ หนังสือสมาธิเบื้องต้นสำหรับชาวบ้านทั้ง ๓ ภาค ได้สำเร็จลงโดยบริบูรณ์สมดังมโนปณิธานแล้ว ขอพระสัทธรรมแห่งพระบรมศาสดา จงแผ่ไพศาลไปเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มวลมนุษย์ เหมือนฝนในวสันตกาลหลั่งลงสู่พื้นแผ่นดิน เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่มวลสรรพชีวิตนั้น เทอญ…“

พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม) “ญาณวชิระ”
วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร, ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘

ข้อมูลหนังสือ : ภูเขาความคิด
“ภูเขาความคิด”
สมาธิเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบผลของสมาธิ (สามัญญผลสูตร)
ผู้เขียน: พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร, วงศ์ชะอุ่ม)
“ญาณวชิระ”
ปีที่เผยแพร่ : ตุลาคม ๒๕๖๘
ออกแบบปก และรูปเล่ม: พระมหาวรไกร กุญชนะรงค์
ภาพเขียนประกอบ : ทวิช สังข์อยู่
จำนวนหน้า : ๒๐๘ หน้า
ISBN: (e-book) 978-616-94973-0-1
เผยแพร่ โดย: สถาบันพัฒนาพระวิทยากร อาคารสันติวัคคีย์
วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เลขที่ ๓๔๔ แขวงบ้านบาตร
เขตป้อมปราบ กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๐๐

อ่านเนื้อหาหนังสือบางตอน

…..

วิธีดูลมหายใจ (อานาปานสติ)
……
ส่วนวิธีดูลมหายใจสำหรับการฝึกหัดในระยะแรกนั้น ให้ทดลองทำความรู้จักกับลมหายใจของตนเองตามขั้นตอน ดังนี้
รู้ว่า คนเรามีลมหายใจเป็นสัญญลักษณ์ว่ายังมีชีวิต
– วิธีฝึกตอนแรกก็นั่งเฉยๆ หลับตาเบาๆ ทำตัวให้ว่างๆ เปล่าๆ เหมือนภาชนะเปล่า เหมือนในจักรวาลนี้มีเราอยู่เพียงคนเดียว ตั้งใจว่าไม่คิดอะไรเลย ประมาณ ๑ นาที แล้วลองกลั้นลมหายใจจนสุดกลั้นจึงปล่อย จากนั้น สังเกตจังหวะลมหายใจที่ถี่หอบ ก็จะรู้ว่า ชีวิตมีลมหายใจ
รู้ว่า ลมหายใจมีเข้ามีออก
– ลองหายใจเข้า แล้วกลั้นลมหายใจไว้จนสุดกลั้น จะอึดอัด ทุรนทุรายเพื่อจะหายใจออก
– ลองหายใจออก แล้วกลั้นลมหายใจไว้จนสุดกลั้น จะอึดอัด ทุรนทุรายเพื่อจะหายใจเข้า ทดลองอย่างนี้ก็จะทำให้รู้ว่า ลมหายใจมีเข้ามีออก
รู้ว่า ลมหายใจเข้าลมหายใจออก มีกระทบโพรงจมูก
– ลองหายใจเข้าหายใจออกแล้วสังเกตลมกระทบที่โพรงจมูก กระทบเพดานหน้าผากด้านใน โดยหายใจเข้ายาว มีสติระลึกรู้ไว้ที่โพรงจมูกและหน้าผากด้านใน ก็จะรู้ว่า ลมหายใจเข้าลมหายใจออก มีกระทบโพรงจมูก
รู้ว่า ลมหายใจเข้าท้องพอง ลมหายใจออกท้องยุบ
– เมื่อหายใจเข้า ลองเอาความรู้สึกขยายไประลึกรู้อาการพองขึ้นของท้อง ความรู้สึกจะรับรู้ได้ถึงกระบังลมและซี่โครงขยายออก
– เมื่อหายใจออก ลองเอาความรู้สึกขยายไประลึกรู้อาการยุบลงของท้อง ความรู้สึกจะรับรู้ได้ถึงกระบังลมและซี่โครงยุบลง ก็จะรู้ว่า ลมหายใจเข้าท้องพอง ลมหายใจออกท้องยุบ
รู้ว่า ลมหายใจมีสั้นมียาว
– เอาสติเพ่งจดจ่อความสนใจระลึกรู้ไว้ที่ลมหายใจ จะสั้นก็รู้ จะยาวก็รู้ และไม่ต้องตั้งข้อสงสัยว่า สั้นหรือยาวแบบตั้งใจวัดลมหายใจ เพียงแต่ให้ความสนใจจดจ่อรู้ลมหายใจอยู่อย่างนั้น เหมือนยามเฝ้าประตู จดจ่อความสนใจเฝ้าดูคนเดินผ่านเข้าออก คนเตี้ยก็รู้ คนสูงก็รู้ รู้ว่า มีคนเข้าออกเท่านั้น ไม่ต้องรู้แบบต้องวัดส่วนสูงว่า คนนี้สูงเท่าไร คนนี้เตี้ยเท่าไหร่ แต่รู้ว่าสูง ว่าเตี้ย ว่าดำ ว่าขาวเท่านั้น ไม่ใช่รู้แบบใครเดินเข้าออกก็ตามเข้าไปดู ทำอย่างนี้ก็จะรู้ว่า ลมหายใจมีสั้นมียาว
ท่าทีการรู้ลมหายใจแบบนี้สำคัญมาก ต่อการเริ่มฝึกหัดสมาธิ รู้วิธีเสียตั้งแต่เริ่มแรกก็จะไปได้ไว ถ้ารู้แบบคอยวัดลมหายใจ จะอึดอัด เพราะจะคอยถามตัวเองว่า ที่หายใจไปมันสั้นหรือยาว จิตใจก็จะคอยพะว้าพะวังเป็นกังวลว่าจะสั้นหรือยาว บางทีลมหายใจเข้าออกก็ตีกันเสียอีก ในขั้นนี้เป็นแต่เพียงการรู้อาการของลมหายใจ
รู้ว่า ลมหายใจมีหยาบ มีละเอียด
– เมื่อเพ่งความสนใจจดจ่อระลึกรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก จะเห็นลมหายใจหยาบเป็นลำพุ่งเข้าพุ่งออก แล้วค่อย ๆ กลายเป็นลมหายใจละเอียด บางเบา ก็อย่าสงสัย ให้รู้ว่า ลมหายใจมีหยาบ มีละเอียด ก็ดูความหยาบความละเอียดตามอาการของลมหายใจต่อไป ก็จะรู้ว่า ลมหายใจมีหยาบ มีละเอียด
รู้ว่า ลมหายใจมีปรากฏ มีหาย
– เมื่อเห็นลมหายใจปรากฏชัด ทั้งหยาบ ทั้งละเอียดอยู่ ก็อย่าสงสัย อย่าตกใจกลัว อย่าตื่นเต้นจนเกินไป ถ้าตื่นเต้นดีอกดีใจ จิตฟูขึ้นก็ข่มจิตลง ถ้าหวาดกลัวตกประหม่า ก็ยกจิตขึ้นให้เป็นกลาง ๆ แบบดูรู้เฉย ให้รู้ว่า ลมหายใจมีปรากฏ มีหาย ประคับประคองอาการนั้นไว้เหมือนคนกลัวเพชรมีค่าจะหล่นหาย ก็จะรู้ว่า ลมหายใจมีปรากฏ มีหาย
รู้ว่า ลมหายใจมีเกิดมีดับ รู้ว่า ลมหายใจไม่เที่ยง
– หายใจเข้ามีการเกิดดับครั้งหนึ่ง หายใจออกมีการเกิดดับครั้งหนึ่ง รู้ว่า มีความไม่เที่ยงอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก
– หายใจเข้ามีการเกิด หายใจออกมีการดับ เห็นการเกิดและการตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ก็จะรู้ว่า ลมหายใจมีเกิดมีดับ รู้ว่า ลมหายใจไม่เที่ยง
รู้ว่า ลมหายใจมีอยู่ มีผู้รู้ลมหายใจ
– ลมหายใจก็อย่างหนึ่ง ความคิดก็อย่างหนึ่ง ผู้รู้ความคิดและลมหายใจก็อย่างหนึ่ง
– ลมหายใจมีอยู่ มีการเข้าการออกตามธรรมชาติ และมีผู้รู้ลมหายใจ ลมหายใจจึงมีอยู่เพียงเพื่อให้สติระลึกรู้
– ลมหายใจก็เข้าออกอยู่อย่างนั้น แม้ผู้รู้ก็รู้อยู่อย่างนั้นไม่ใช่รู้ไปตามความอยากที่ใจอยากรู้ หรือไม่ใช่รู้ไปตามความคิดเห็น แบบมีตัณหาและทิฏฐิเข้าไปอิงอาศัย ทำอย่างนี้ก็จะรู้ว่า ลมหายใจมีอยู่ มีผู้รู้ลมหายใจ
ดูกายในอริยาบทใหญ่ เปลี่ยนท่าอย่างไรรู้อย่างนั้น
– ดูกายในท่านั่ง : นั่งตรง ๆ นั่งเอกเขนก นั่งพิง กึ่งนั่งกึ่งนอน นั่งหย่อนเท้า นั่งเท้าแขน นั่งรถ นั่งเรือ นั่งเครื่องบิน นั่งอย่างไรรู้อย่างนั้น มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมในท่านั่ง
เห็นรูปนั่ง แต่ไม่มีผู้นั่ง
– ดูกายในท่านอน : นอนหงาย นอนคว่ำ นอนตะแคงซ้าย นอนตะแคงขวา นอนชันเข่า นอนมือก่ายหน้าผาก นอนพลิกไปท่าไหนรู้ท่านั้น นอนอย่างไรรู้อย่างนั้น
เห็นรูปนอน แต่ไม่มีผู้นอน
– ดูภายในท่าเดิน : เดินไปข้างหน้า เดินเร็ว เดินช้า เดินเล่น ๆ กึ่งเดินกึ่งวิ่ง เดินเลี้ยวซ้าย เดินเลี้ยวขวา เดินตุปัดตุเป๋ เดินทอดน่อง เดินกลับไปกลับมา เดินอย่างไรรู้อย่างนั้น ก้าวเท้าไปอย่างไรรู้อย่างนั้น
เห็นรูปเดิน แต่ไม่มีผู้เดิน
– ดูกายในท่ายืน : ยืนตรง ๆ ยืนโน้มไปข้างหน้า ยืนโน้มไปข้างหลัง ยืนเท้าเอว ยืนโยกไปโยกมา ยืนพิง ยืนเหม่อมอง ยืนอย่างไรรู้อย่างนั้น
เห็นรูปยืน แต่ไม่มีผู้ยืน
ดูกายในอริยาบทย่อย : เคลื่อนไหวอย่างไรรู้อย่างนั้น
– ดูการเคลื่อนไหวของกาย : ดูการมอง การแล การเหลียว ดูการกระพริบตา ดูการหลับตา รู้สึกรับรู้ได้ถึงการหันซ้าย หันขวา เอี้ยวซ้าย เอี้ยวขวา การอ้าปาก การยิ้ม การหัวเราะ การกิน การดื่ม การลิ้มรส การเคี้ยว การกลืน การก้มหน้า การขยับแขน การกระดิกนิ้วมือนิ้วเท้า การสวมใส่เสื้อผ้า การถ่มน้ำลาย การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ การเกา การพลิกฝ่ามือ การคว่ำฝ่ามือ การหงายฝ่ามือ การพูด การคุย การเจรจา การต่อรอง การสั่งงาน การทะเลาะ การโต้เถียง มีการเคลื่อนไหวอย่างไร รู้อย่างนั้น เป็นความรู้สึกตัวไปตามความเคลื่อนไหวของอวัยวะทุกส่วน
เห็นการเคลื่อนไหว แต่ไม่มีผู้เคลื่อนไหว
คำว่า “เห็น” ไม่ได้หมายความว่า ตาเห็น คำว่า “ดู” ไม่ได้หมายความว่า “ตาดู” แต่หมายความว่า เห็นด้วยความรู้สึก ดูด้วยความรู้สึก รู้สึกรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของลมหายใจ รู้สึกรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนท่านั่ง รู้สึกรับรู้ได้ถึงรูปนั่ง รูปยืน รูปเดิน รูปนอน รู้สึกรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย รู้สึกรับรู้ได้ถึงความคิดในหัว
คำว่า “เห็น” ในการปฏิบัติสมาธิ จึงไม่ได้หมายถึงตาเห็น แต่หมายถึงเห็นด้วยตาภายใน คือ มีสติระลึกรู้ ดวงตาเป็น ตาของกายเอาไว้มองดู แต่สติเป็นตาของใจ เอาไว้ให้ใจระลึกรู้
ลมหายใจมีอยู่เพียงเพื่อให้สติระลึกรู้ ไม่ใช่เพื่อให้ตัณหาและทิฐิเข้าไปอิงอาศัย
กายมีอยู่เพียงเพื่อให้สติระลึกรู้ ไม่ใช่เพื่อให้ตัณหาและทิฐิเข้าไปอิงอาศัย
ในที่สุด จากการเฝ้าสังเกตอย่างต่อเนื่อง ก็จะเห็นร่างกายชัดขึ้น จากการเฝ้าสังเกตการเคลื่อนไหวของร่างกาย และเห็นกายสังขาร คือ ลมหายใจเข้าออกที่คอยหล่อเลี้ยงร่างกายเอาไว้ ร่างกายสติก็เห็นชัด กายสังขาร คือ ลมหายใจที่หล่อเลี้ยงร่างกายเอาไว้ สติก็เห็นชัด
เห็นชัดขึ้นทั้งร่างกายและสิ่งที่หล่อเลี้ยงร่างกาย
การเฝ้าสังเกตทั้งร่างกายและทั้งกายสังขาร ก็เป็นภาวนาขึ้นมา เพราะการสังเกตดูบ่อย ๆ ก็เห็นชัดขึ้นมาเรื่อย ๆ จนจิตนิ่งรู้อยู่กับสิ่งอันเดียวนี้ ไม่รู้อย่างอื่น ไม่แตกความคิดออกไปเก็บเอาสิ่งอื่นมารู้ ก็มีอารมณ์อันเดียว ขบคิดอยู่กับร่างกาย และกายสังขาร คือ ลมหายใจ

ตัวอย่างเนื้อหาหนังสือ อีกตอนหนึ่ง
…..
วิธีปฏิบัติต่อนิมิตเมื่อนิมิตเกิดขึ้น
…..
ต่อไปจะพูดถึงนิมิต เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะต้องประสบพบเจอระหว่างการปฏิบัติสมาธิ บางคนก็รับรู้ได้น้อย บางคนก็รับรู้ได้มาก บางคนก็เกิดน้อย บางคนก็เกิดมาก บางคนก็เกิดขึ้นเร็ว หายไปเร็ว บางคนก็เกิดขึ้นเร็ว หายไปช้า บางคนก็ทรงอยู่สั้น บางคนก็ทรงอยู่นาน บางคนอาจจะเหมือนไม่มีอยู่เลย คือ มีอยู่แต่บางเบาจนเหมือนรับรู้ไม่ได้ จึงเหมือนไม่มี
ที่จริง เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านไม่นิยมนำมาพูด เว้นแต่ผู้ปฏิบัติติดขัดเกิดข้อสงสัยในการปฏิบัติ ท่านก็จะอธิบายเฉพาะเป็นคนๆ ไป จะเรียกว่าสอบอารมณ์ก็ได้ เพราะเมื่อพูดไปก็จะออกไปทางให้คนเข้าใจไขว้เขวไปว่าเป็นเรื่องอุตริ แต่เพื่อให้เข้าใจในสภาวอารมณ์ ก็เป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติควรจะรู้ไว้ก่อน เหมือนเตรียมตัวจะเดินทางไปในป่าใหญ่ที่ไม่เคยไป ก็ควรจะศึกษาแผนที่ ควรจะรู้เส้นทาง รู้ว่าช่วงไหนเป็นหุบเป็นเหว ช่วงไหนมีสัตว์ร้าย ช่วงมีอันตราย ก็ควรจะรู้ไว้ จะได้ระมัดระวัง การเดินทางก็จะไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย
นิมิตเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งเกิดขึ้นจากผลของการภาวนาจนจิตสงบ ก็จะปรากฏอาการต่างๆ ขึ้น อาการที่ปรากฏเพราะความสงบจากสมถะ เรียกว่า “นิมิต” อาการที่ปรากฏเพราะความสงบจากวิปัสสนา เรียกว่า “วิปัสสนูปกิเลส” ซึ่งว่าไปตามหลักที่ท่านแสดงไว้ตามคัมภีร์ แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นนิมิต หรือวิปัสสนูปกิเลส ก็ไม่อาจแยกอาการออกจากกันว่าสภาวะไหน เรียกว่า นิมิต สภาวะไหน เรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส เพราะทั้งสองเพียงแต่ต่างกันโดยคำทางภาษาเท่านั้น แต่โดยอาการก็อย่างเดียวกัน คือ ผลที่เกิดสืบเนื่องมาจากการดำเนินจิตเข้าสู่ความสงบ ไม่ว่าความสงบนั้นจะเกิดขึ้นจากวิธีปฏิบัติแบบใด รสของความสงบเป็นแบบเดียวกัน และผลที่เกิดจากความสงบก็ย่อมเป็นแบบเดียวกัน แยกกันเพียงชื่อ แต่อาการไม่ได้แยก เหมือนคนๆ เดียว อาจจะมีชื่อเรียกหลายชื่อ แต่จะเรียกว่าอะไร ถ้ารู้จักตัวตนกันแล้ว ก็หมายถึงคนนั้นแหละ ถ้ายังไม่รู้จักก็อาจจะถกเถียงกันเพราะชื่อ ทั้ง ๆ ที่เป็นคน ๆ เดียวกัน แต่คนที่ไม่รู้จักมาก่อน ก็อาจจะทะเลาะกันเพราะชื่อเรียก
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นนิมิตหรือวิปัสสนูปกิเลส ก็ให้รู้ไว้ว่า เป็นอาการที่เกิดจากความสงบ ปฏิบัติสมาธิจนเกิดความสงบ นิมิต หรือ วิปัสสนูปกิเลส จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการที่เกิดจากสมถะที่เรียกว่า นิมิต หรือ อาการที่เกิดจากวิปัสสนา ที่เรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส ก็อย่างเดียวกัน คือ ผลของความสงบ ส่วนจะเกิดน้อยเกิดมาก สัมผัสได้น้อยสัมผัสได้มาก หรือรับรู้ได้น้อยรับรู้ได้มาก ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละบุคคล หรือ บางคนอาจจะไม่เกิดก็ก้าวเข้าสู่ความสงบ คือ ความว่างภายในเลยก็ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็นับว่าดี เหมือนกัปตันขับเครื่องบินขึ้นลงโดยไม่เจอแรงสั่นสะเทือนจากลมพายุ ก็ควรจะดีใจว่านำเครื่องขึ้นลงได้จังหวะดี ไม่เจอพายุ ส่วนครั้งใดที่ต้องเจอพายุก็ต้องระมัดระวังให้มาก ต้องตั้งสติให้ดี อย่าให้เกิดความเสียหายแก่ผู้โดยสาร
เมื่อมีความสงบ จิตจะสังขารปรุงแต่งไปเพราะปีติบ้าง เพราะความสุขจากความสงบบ้าง เกิดความเข้าใจผิด เป็นสัญญาวิปลาส เกิดโอภาส คือ แสงสว่างสาดส่องทั่วไปหมด สว่างไสวสุดขอบจักรวาล ก็เข้าใจผิดคิดว่า รู้โลกจนจบสิ้นแล้ว เข้าใจผิดไปว่าเป็น โลกวิทู เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็ยึดความเห็นความเชื่อนี้อย่างแน่น
ที่จริง เป็นแสงสว่างตามธรรมดาของจิตสงบ แต่เข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากความจริงที่ว่า เป็นเพียงแสงสว่างที่ปรากฏขึ้น ก็จะหายไป แต่ก็ไปยึดเป็นจริงเป็นจัง ก็เป็นอุปทานยึดมั่นในขันธ์ คือ ความคิดความเห็น เมื่อปฏิบัติสมาธิ ก็จะมุ่งให้เกิดแสงสว่างนี้ เพื่อจะเพ่งจดจ่ออยู่กับแสงสว่าง เมื่อสอนก็จะสอนเพื่อให้เกิดแสงสว่างนี้ เพื่อให้จิตเพ่งจดจ่ออยู่กับแสงสว่างนี้ กลายเป็นความเห็นผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิขึ้นมา ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ ดำริก็ดำริผิด เป็นมิจฉาสังกัปปะ ไม่ใช่สัมมาสังกัปปะ ไปจนถึงพยายาม ก็จะพยายามผิด เป็นมิจฉาวายามะ ไม่ใช่สัมมาวายามะ ระลึกรู้ก็เป็นระลึกรู้ผิด เป็นมิจฉาสติ ไม่ใช่สัมมาสติ ความตั้งใจมั่น ก็ตั้งใจมั่นผิด เป็นมิจฉาสมาธิ การปฏิบัติสมาธิก็กลายเป็นมิจฉาสมาธิขึ้นมา ไม่ใช่สัมมาสมาธิ
สมาธิจะเป็นมิจฉาสมาธิ หรือ สัมมาสมาธิ ก็อยู่ที่ความคิดเห็นที่คลาดเคลื่อนไปเพียงเท่านี้
นิมิตเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นคำถามที่อยู่ในใจของผู้ปฏิบัติ จะอธิบายตามลำดับแห่งโพชฌงค์ ๗ ประการ
เมื่อใดก็ตามที่ผู้ปฏิบัติสมาธิ มีฉันทะอันมีในใจขึ้น มีสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก เรียกว่า “สติสัมโพชฌงค์”
เมื่อมีสติระลึกรู้อยู่
ตัวอย่างเนื้อหาหนังสือ อีกตอนหนึ่ง
…..
วิธีปฏิบัติต่อนิมิตเมื่อนิมิตเกิดขึ้น
…..

ต่อไปจะพูดถึงนิมิต เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติจะต้องประสบพบเจอระหว่างการปฏิบัติสมาธิ บางคนก็รับรู้ได้น้อย บางคนก็รับรู้ได้มาก บางคนก็เกิดน้อย บางคนก็เกิดมาก บางคนก็เกิดขึ้นเร็ว หายไปเร็ว บางคนก็เกิดขึ้นเร็ว หายไปช้า บางคนก็ทรงอยู่สั้น บางคนก็ทรงอยู่นาน บางคนอาจจะเหมือนไม่มีอยู่เลย คือ มีอยู่แต่บางเบาจนเหมือนรับรู้ไม่ได้ จึงเหมือนไม่มี
ที่จริง เรื่องนี้ครูบาอาจารย์ท่านไม่นิยมนำมาพูด เว้นแต่ผู้ปฏิบัติติดขัดเกิดข้อสงสัยในการปฏิบัติ ท่านก็จะอธิบายเฉพาะเป็นคนๆ ไป จะเรียกว่าสอบอารมณ์ก็ได้ เพราะเมื่อพูดไปก็จะออกไปทางให้คนเข้าใจไขว้เขวไปว่าเป็นเรื่องอุตริ แต่เพื่อให้เข้าใจในสภาวอารมณ์ ก็เป็นเรื่องที่ผู้ปฏิบัติควรจะรู้ไว้ก่อน เหมือนเตรียมตัวจะเดินทางไปในป่าใหญ่ที่ไม่เคยไป ก็ควรจะศึกษาแผนที่ ควรจะรู้เส้นทาง รู้ว่าช่วงไหนเป็นหุบเป็นเหว ช่วงไหนมีสัตว์ร้าย ช่วงมีอันตราย ก็ควรจะรู้ไว้ จะได้ระมัดระวัง การเดินทางก็จะไปถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย
นิมิตเป็นสภาวธรรมอย่างหนึ่งเกิดขึ้นจากผลของการภาวนาจนจิตสงบ ก็จะปรากฏอาการต่างๆ ขึ้น อาการที่ปรากฏเพราะความสงบจากสมถะ เรียกว่า “นิมิต” อาการที่ปรากฏเพราะความสงบจากวิปัสสนา เรียกว่า “วิปัสสนูปกิเลส” ซึ่งว่าไปตามหลักที่ท่านแสดงไว้ตามคัมภีร์ แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นนิมิต หรือวิปัสสนูปกิเลส ก็ไม่อาจแยกอาการออกจากกันว่าสภาวะไหน เรียกว่า นิมิต สภาวะไหน เรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส เพราะทั้งสองเพียงแต่ต่างกันโดยคำทางภาษาเท่านั้น แต่โดยอาการก็อย่างเดียวกัน คือ ผลที่เกิดสืบเนื่องมาจากการดำเนินจิตเข้าสู่ความสงบ ไม่ว่าความสงบนั้นจะเกิดขึ้นจากวิธีปฏิบัติแบบใด รสของความสงบเป็นแบบเดียวกัน และผลที่เกิดจากความสงบก็ย่อมเป็นแบบเดียวกัน แยกกันเพียงชื่อ แต่อาการไม่ได้แยก เหมือนคนๆ เดียว อาจจะมีชื่อเรียกหลายชื่อ แต่จะเรียกว่าอะไร ถ้ารู้จักตัวตนกันแล้ว ก็หมายถึงคนนั้นแหละ ถ้ายังไม่รู้จักก็อาจจะถกเถียงกันเพราะชื่อ ทั้ง ๆ ที่เป็นคน ๆ เดียวกัน แต่คนที่ไม่รู้จักมาก่อน ก็อาจจะทะเลาะกันเพราะชื่อเรียก
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นนิมิตหรือวิปัสสนูปกิเลส ก็ให้รู้ไว้ว่า เป็นอาการที่เกิดจากความสงบ ปฏิบัติสมาธิจนเกิดความสงบ นิมิต หรือ วิปัสสนูปกิเลส จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการที่เกิดจากสมถะที่เรียกว่า นิมิต หรือ อาการที่เกิดจากวิปัสสนา ที่เรียกว่า วิปัสสนูปกิเลส ก็อย่างเดียวกัน คือ ผลของความสงบ ส่วนจะเกิดน้อยเกิดมาก สัมผัสได้น้อยสัมผัสได้มาก หรือรับรู้ได้น้อยรับรู้ได้มาก ก็ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยของแต่ละบุคคล หรือ บางคนอาจจะไม่เกิดก็ก้าวเข้าสู่ความสงบ คือ ความว่างภายในเลยก็ได้ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น ก็นับว่าดี เหมือนกัปตันขับเครื่องบินขึ้นลงโดยไม่เจอแรงสั่นสะเทือนจากลมพายุ ก็ควรจะดีใจว่านำเครื่องขึ้นลงได้จังหวะดี ไม่เจอพายุ ส่วนครั้งใดที่ต้องเจอพายุก็ต้องระมัดระวังให้มาก ต้องตั้งสติให้ดี อย่าให้เกิดความเสียหายแก่ผู้โดยสาร
เมื่อมีความสงบ จิตจะสังขารปรุงแต่งไปเพราะปีติบ้าง เพราะความสุขจากความสงบบ้าง เกิดความเข้าใจผิด เป็นสัญญาวิปลาส เกิดโอภาส คือ แสงสว่างสาดส่องทั่วไปหมด สว่างไสวสุดขอบจักรวาล ก็เข้าใจผิดคิดว่า รู้โลกจนจบสิ้นแล้ว เข้าใจผิดไปว่าเป็น โลกวิทู เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้งแล้ว ก็ยึดความเห็นความเชื่อนี้อย่างแน่น
ที่จริง เป็นแสงสว่างตามธรรมดาของจิตสงบ แต่เข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากความจริงที่ว่า เป็นเพียงแสงสว่างที่ปรากฏขึ้น ก็จะหายไป แต่ก็ไปยึดเป็นจริงเป็นจัง ก็เป็นอุปทานยึดมั่นในขันธ์ คือ ความคิดความเห็น เมื่อปฏิบัติสมาธิ ก็จะมุ่งให้เกิดแสงสว่างนี้ เพื่อจะเพ่งจดจ่ออยู่กับแสงสว่าง เมื่อสอนก็จะสอนเพื่อให้เกิดแสงสว่างนี้ เพื่อให้จิตเพ่งจดจ่ออยู่กับแสงสว่างนี้ กลายเป็นความเห็นผิด เป็นมิจฉาทิฏฐิขึ้นมา ไม่ใช่สัมมาทิฏฐิ ดำริก็ดำริผิด เป็นมิจฉาสังกัปปะ ไม่ใช่สัมมาสังกัปปะ ไปจนถึงพยายาม ก็จะพยายามผิด เป็นมิจฉาวายามะ ไม่ใช่สัมมาวายามะ ระลึกรู้ก็เป็นระลึกรู้ผิด เป็นมิจฉาสติ ไม่ใช่สัมมาสติ ความตั้งใจมั่น ก็ตั้งใจมั่นผิด เป็นมิจฉาสมาธิ การปฏิบัติสมาธิก็กลายเป็นมิจฉาสมาธิขึ้นมา ไม่ใช่สัมมาสมาธิ
สมาธิจะเป็นมิจฉาสมาธิ หรือ สัมมาสมาธิ ก็อยู่ที่ความคิดเห็นที่คลาดเคลื่อนไปเพียงเท่านี้
นิมิตเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นคำถามที่อยู่ในใจของผู้ปฏิบัติ จะอธิบายตามลำดับแห่งโพชฌงค์ ๗ ประการ
เมื่อใดก็ตามที่ผู้ปฏิบัติสมาธิ มีฉันทะอันมีในใจขึ้น มีสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก เรียกว่า “สติสัมโพชฌงค์”
เมื่อมีสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก ตรึกก็ตรึกอยู่กับลมหายใจ ตรองก็ตรองอยู่กับลมหายใจ พิจารณาก็พิจารณาอยู่กับลมหายใจ รู้ก็รู้อยู่กับลมหายใจ หายใจเข้ายาวก็รู้ หายใจออกยาวก็รู้ หายใจเข้าสั้นก็รู้ หายใจออกสั้นก็รู้ ลมหายใจหยาบก็รู้ ลมหายใจละเอียดก็รู้ ครุ่นคิด พิจารณาไตร่ตรองธรรมอยู่กับลมหายใจ เรียกว่า “ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์”
เมื่อสติจดจ่ออยู่กับลมหายใจ อยู่กับการครุ่นคิด ใคร่ครวญ พิจารณาธรรม มีความเพียรพยายามดำเนินจิตเช่นนี้อยู่บ่อยๆ จะเพียรก็เพียรอยู่กับการพลิกขณะจิตกลับมาไว้ที่ลมหายใจ จะเพียรก็เพียรอยู่กับการพิจารณาใคร่ครวญธรรม เมื่อเผอเรอหลงลืมสติไปบ้างก็ เพียรพลิกขณะจิตกลับมาอยู่กับลมหายใจเรียกว่า “วิริยสัมโพชฌงค์”
เมื่อมีความเพียรพยายามพลิกขณะจิตเปลี่ยนความคิดให้กลับมามีสติอยู่กับลมหายใจเนือง ๆ จิตก็จะเริ่มเกาะแนบแน่น มีอารมณ์เดียวอยู่กับลมหายใจ ความฟุ้งความวุ่นวายเริ่มระงับลง ลมหายใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับจิต และจิตก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับลมหายใจ ความปีติลิงโลดใจก็เกิดขึ้น เรียกว่า “ปีติสัมโพชฌงค์”
เมื่อปีติเกิดขึ้นความปั่นป่วนภายในจิตก็เกิดขึ้น ทั้งตื่นเต้น ทั้งดีใจ ทั้งลิงโลดใจ กล้าๆกลัว ๆ ขนลุกขนพอง น้ำหูน้ำตาไหล ควบคุมสติไว้ไม่อยู่ ร้องห่มร้องไห้ เกิดความอัศจรรย์ใจ กว่าจะข่มความตื่นเต้น ความดีใจ ความกล้า ๆ กลัว ๆ ลง ให้อยู่ในอาการสงบราบเรียบ ก็ต้องใช้เวลานานหลายบัลลังก์ต่อการนั่งแต่ละครั้ง
ในระหว่างนี้แหละที่นิมิต หรือ วิปัสสนูปกิเลสจะเกิดขึ้นมีอาการต่างๆ ต้องประคองจิตอย่าตื่นเต้นจนเกินไป อย่าตกใจกลัวจนเกินไป ให้เฝ้าสังเกตความเป็นไปของจิตเหมือนคนนั่งริมฝั่งดูผิวน้ำ จะเกิดระลอกคลื่น ก็รู้ จะเกิดคลื่นลูกใหญ่ ก็รู้ จะเกิดปั่นป่วนเหมือนทะเลคลั่ง ก็รู้ ก็เป็นแต่เพียงผู้รู้ ไม่ใช่ไปเป็นคลื่นน้ำ ก็เป็นแต่เพียงผู้รู้ความปีติลิงโลด แต่ไม่ได้เป็นความปีติลิงโลด แล้วจิตจะสงบระงับราบเรียบลง เป็นปัสสิทธิ เรียกว่า “ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์”
เมื่อจิตสงบระงับความปั่นป่วนจากปีติและสุขก็หมายความว่า ปัสสัทธิเกิด คือ มีความสงบระงับ จิตก็จะตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเป็นสมาธิ ก็เป็น “สมาธิสัมโพชฌงค์”
เมื่อจิตมีความตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ก้าวเข้าสู่ความว่างภายใน มีสติบริบูรณ์ มีอุเบกขาเป็นใหญ่ เบิกบานสว่างไสวอยู่ เหมือนเกิดภาวะครอบแก้วครอบดวงจิตไว้ให้ดำรงอยู่ด้วยปัญญาอันเลิศ เรียกว่า “อุเบกขาสัมโพชฌงค์”
เมื่อจิตถอนออกมาจากความว่างภายใน ก็อาจจะเกิดนิมิตได้อีก ตอนก้าวเข้าสู่ความว่างภายใน ก็อาจเกิดนิมิต หรือ หลังจิตถอนออกมาจากความว่างภายในก็อาจเกิดนิมิต ก่อนจิตเข้าสู่ความเป็นจิตปภัสสร ก็อาจเกิดนิมิตหรือหลังจากจิตถอนออกมาก็อาจเกิดนิมิต
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม นิมิตหรือวิปัสสนูปกิเลสล้วนเกิดจากจิตที่เกิดความสงบ ก็จะเกิดอาการต่าง ๆ ซึ่งเป็นการแสดงอาการของจิตขณะดเนินไปสู่ความสงบ ไม่ใช่สิ่งวิเสสวิเสโสอะไร เป็นธรรมดาของจิตสงบ
เมื่อดูลมหายใจไปจนจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียวกับลมหายใจ ก่อนจะรวมดวงลงสู่ความว่างภายใน ระหว่างนั้นจะเกิดนิมิตเป็นภาพต่าง ๆ เป็นอาการต่าง ๆ แทรกเข้ามา เหมือนคลื่นวิทยุที่ถูกคลื่นแทรก ไม่ชัดเจน เป็นการเกิดการสั่นสะเทือนอย่างแรงของจิตก่อนเข้าสู่ความสงบ เช่นเห็นภูตผีปีศาจน่ากลัว เห็นสัตว์ประหลาดน่ากลัว เห็นเทพบุตรเทพธิดา เห็นคนคุ้นเคยทั้งที่ตายแล้ว และที่ยังมีชีวิตอยู่ เห็นพระพุทธรูป เห็นพระพุทธเจ้า เห็นพระสงฆ์ เห็นพระอรหันต์ เห็นพระอริยสงฆ์ เห็นครูบาอาจารย์ อาจจะชัดบ้างไม่ชัดบ้างตามคุณภาพของจิตขณะนั้น ปะติดปะต่อได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ซึ่งจะเป็นอาการธรรมดาในระยะแรก ๆ ของความสงบ
เมื่อเกิดอาการดังกล่าวนี้จิตจะละวางลมหายใจไปชั่วขณะ ก็ให้พลิกขณะจิตกลับมาดูลมหายใจต่อไป เพื่อไม่ไห้จิตขาดหลัก เห็นก็เห็น ได้ยินก็ได้ยิน รู้สึกได้ก็รู้สึกได้ รับรู้ได้ก็รับรู้ แต่ให้มีสติ พลิกขณะจิตกลับมาดูลมหายใจต่อไป แม้จะเห็นก็เห็นเฉยๆ ก็กลับมาดูลมหายใจต่อไป ได้ยินก็ได้ยินเฉย ๆ ก็กลับมาดูลมหายใจต่อไป รับรู้ก็รับรู้เฉย ๆ ก็กลับมาดูลมหายใจต่อไป
ให้ทำเช่นนี้บ่อย ๆ เพื่อให้จิตคุ้นชินกับนิมิต กับวิปัสสนูปกิเลส เพื่อให้อินทรีย์แก่กล้าขึ้นมา จนกลายเป็นเห็นธรรมดา รู้ธรรมดา ไม่ตื่นเต้น ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ ไม่ลิงโลดใจ ไม่ยินดียินร้ายกับสิ่งที่เห็น
ไม่ว่าจะเกิดอาการอะไร ก็พลิกขณะจิตกลับมาดูลมหายใจ อย่าใส่ใจนิมิตดังกล่าว
บางทีก็เหมือน มีปีศาจจ้องมองมาข้างหน้าบ้าง ข้างหลังบ้าง หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น จนรู้สึกกลัว ก็ให้มีสติพลิกขณะจิต เปลี่ยนความคิดกลับมาดูลมหายใจ ในขณะอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า ก็ให้เอาลมหายใจเป็นฐานที่มั่นของจิตไปก่อน เมื่อพลิกขณะจิตมาตั้งมั่นไว้ที่ลมหายใจแล้ว บางขณะจิตจะถูกนิมิตดึงดูดให้หลุดจากลมหายใจ เลื่อนลอยออกไปจับจ้องอยู่ที่นิมิตต่างๆ อีก ก็ให้มีสติพลิกขณะจิต หรือให้มีสติเปลี่ยนความคิด กลับมาตั้งหลักไว้ที่ลมหายใจ
บางขณะอาจเกิดปีติ เกิดน้ำตาไหล ร้องห่มร้องไห้ ขนลุกขนพอง บางขณะเหมือนตัวพองขยายใหญ่ขึ้น หรือหดเล็กลง ท่อนล่างหนักเหมือนถูกกลืนกิน เกิดแสงเป็นเฉดสีต่างๆ ปรากฏขึ้นมา หรือปรากฏเป็นดวงไฟเล็กใหญ่ใกล้เข้ามา ถอยห่างออกไป หรือ ลอยนิ่งๆ อยู่ อาจเป็นแสงนวลไยอุ่น ๆ อยู่ระหว่างหน้าผาก อาจเป็นแสงใสสุกสว่างเหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญ หรืออาจเป็นแสงร้อนแรงเหมือนดวงพระอาทิตย์ส่องสว่างเต็มห้องแล้วขยายออกไปสุดขอบจักรวาล
ไม่ว่าจะเป็นอะไรแทรกเข้ามา ในระหว่างที่ขณะจิตกำลังรวมดวงก่อนก้าวเข้าสู่ความเป็นเอกภาพ มีความว่างภายใน ก็อย่าคำนึงถึง อย่าใส่ใจ อย่าตื่นเต้นดีใจ อย่ากลัว อย่าสงสัย ให้ดูให้รู้เฉย ๆ แล้วพลิกขณะจิตกลับเข้าสู่ฐานที่ตั้ง คือ ลมหายใจ เพื่อรอโอกาสให้จิตมีกำลังขึ้นมา ภาษาในทางปฏิบัติกล่าวว่า “เพื่อให้อินทรีย์แก่กล้าขึ้นมา” จะได้ไม่ถูกนิมิตหลอกจนหลงไปตามสิ่งที่จิตสร้างขึ้น ปรุงแต่งขึ้น หรือสิ่งที่จิตสังขารขึ้น บางทีจิตก็ดึงเอาเหตุการณ์ในอดีตย้อนไปจนถึงชาติหนหลังขึ้นมา ก็ให้รู้
บางขณะเกิดอาการหมุนคว้างเหมือนหมุนตามการหมุนของจักรวาล แล้วหมุนแคบเข้ามาจนตัวเราหมุน จากหมุนกว้าง ๆ ก็เป็นหมุนแคบเข้ามา จากหมุนช้าเหมือนการหมุนของจักรวาล ก็ค่อย ๆ หมุนเร็วมากขึ้นเรื่อย ๆ จนความเร็วเพิ่มขึ้นเท่ากับจังหวะการเต้นของหัวใจ ที่จริง ในระยะแรกเหมือนรู้สึกสบายกับการหมุนลอยคว้างอยู่ในอากาศ จิตจึงจับจ้องที่อาการลอย เพราะขาดสติไปหลงยินดีกับการลอยและการหมุน จึงไม่รู้สึกตัวว่ากำลังหมุนเร็วขึ้น กระชั้นขึ้นตามการเร่งของลมหายใจ
ในที่สุดลมหายใจก็กระชั้น การหมุนก็เร็วเหมือนลูกข่าง
บางขณะก็ได้ยินเสียงแทรกเข้ามา ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้าง บางทีก็เหมือนแว่วเสียง บางทีก็เหมือนชัด เหมือนกระซิบเข้ามาข้างหูบ้าง บางทีก็แว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง ว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว เป็นพระโสดาบันบ้าง เป็นพระอรหันต์บ้าง เป็นพระอริยบุคคลบ้าง ปฏิบัติถูกต้องตรงแล้วบ้าง ก็ฟังเฉย ๆ ไม่ยินดี ไม่ยินร้าย ที่ท่านเรียกว่า ละอภิชฌา และโทมนัสในโลกเสียได้ ค่อย ๆ ชะลอให้ก้าวข้ามพ้นนิมิตไป จิตจึงจะรวมดวงเป็นเอกภาพเข้าสู่ความว่างภายใน
บางขณะก็ได้กลิ่นเหมือนสัตว์เน่าคละคลุ้งอยู่รอบตัว จนต้องลุกขึ้นไปดู นึกว่ามีสัตว์มาตายอยู่ข้าง ๆ พอลุกไปดูก็ไม่เห็นมีอะไร บางทีก็เหมือนเหม็นติดอยู่ปลายจมูก พอดูให้ชัดลงไปอีก ก็เหมือนเหม็นออกมาจากลมหายใจ อย่ากลัว อย่าตกใจ อย่าสงสัย ให้รู้เฉย ๆ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ตัดความยินดียินร้ายในโลกเสียได้ แล้วพลิกขณะจิตกลับสู่ฐานที่ตั้งของจิต คือ ลมหายใจ ก็ดูลมหายใจต่อไป
บางขณะก็เหมือนได้ยินเสียงระฆังดังกังวาลอยู่ในหูติดต่อกันไม่หยุด ที่จริงเป็นเสียงความเงียบในหู แต่จิตละเอียดมากจึงปรุงแต่งไปเร็วเป็นเสียงระฆัง ทำให้เกิดความรำคาญเสียงที่ดังอยู่ในหู เกิดความรู้สึกขัดเคืองใจต่อเสียง ความที่จิตละเอียดจะรำคราญแม้กระทั่งเสียงเข็มนาฬิกาเดิน
บางขณะก็ได้กลิ่นหอมเหมือนดอกไม้บานอยู่รอบตัว จิตก็ปรุงแต่ง
จินตนาการไปว่าเป็นดอกไม้ทิพย์บ้าง เป็นเทวดามาโปรยดอกไม้ทิพย์ให้บ้าง ก็รู้เฉย ๆ ไม่ยินดีไม่ยินร้ายตัดความยินดียินร้าย ตัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ แล้วพลิกขณะจิตกลับเข้าสู่ฐานที่ตั้งแห่งสติ คือ ลมหายใจ
บางขณะก็ปรากฏเหมือนมีพระธุดงค์มาบอกพระกรรมฐาน บางครั้งติดขัดเรื่องอารมณ์พระกรรมฐานก็จะมีพระกรรมฐานมาแก้อารมณ์ให้ เป็นครูอาบาจารย์ที่เคยพบเคยเห็นบ้าง ไม่เคยพบเคยเห็นบ้าง บางครั้งก็สอนเดินจงกรม แบบช้าบ้าง แบบเร็วบ้าง แบบลอยอยู่กลางอากาศเหมือนนกบินอยู่ในอากาศบ้าง สอนให้เห็นถึงการปรากฏแห่งอนิจจัง ทุกข์ อัตตา มีอยู่ทุกขณะของก้าวย่าง มายืนยันการปฏิบัติว่าถูกต้องแล้ว ปฏิบัติดีแล้วบ้าง ก็รู้เฉย ๆ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ตัดความยินดียินร้าย ตัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้
บางขณะนิมิตก็ผุดขึ้นมาจากภายในจิตเอง เป็นมรรคบ้าง เป็นผลบ้าง เป็นความรู้ชนิดต่าง ๆ บ้าง เป็นบทแห่งคาถาโบราณ เป็นบทกวีบ้าง เป็นผู้รู้เห็นสิ่งที่ถูกปกปิดไว้บ้าง แทรกขึ้นมาภายในจิต เป็นลักษณะรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ แม้จะเป็นนิมิตที่ผุดขึ้นมาจากจิต ก็ไม่ยินดียินร้าย แล้วพลิกขณะจิตกลับเข้าสู่ฐานที่ตั้งแห่งสติ คือ ลมหายใจ ใช้สติตัดอย่าให้ทันได้ปรุงแต่งไปมาก เพราะจิตที่ละเอียดกำลังก้าวลงสู่ความสงบ จะปรุงแต่งเร็วมาก ได้ยินเสียงอะไร ได้กลิ่นอะไร ถ้าสติไม่เร็วพอที่จะตัดได้ทัน ก็จะปรุงแต่งจินตนาการไปไกลกลายเป็นเสียงวิเศษวิเสโส กลายเป็นกลิ่นทิพย์ไปก็มี
ที่จริง ก็เป็นเพียงแว่วเสียงลมบ้าง กลิ่นน้ำหอม กลิ่นดอกไม้โชยลมมาบ้าง กลิ่นสาบสางของลมหายใจบ้าง แต่จิตที่ละเอียดก็จะปรุงแต่งไปเป็นสิ่งที่วิเศษ เพราะสติไม่เร็วพอที่จะตัดการปรุงแต่งของจิตได้ทัน จึงเปิดโอกาสให้จิตได้สังขารอย่างต่อเนื่องแล้วก็ยึดในสิ่งที่จิตสังขารขึ้นมา และการเพ่งความสนใจไปที่นิมิต ก็ไม่ได้อันตรายหรือว่าน่ากลัวอะไร ไม่ใช่สิ่งที่จะเป็นอันตรายต่อชีวิตอะไร ที่ท่านไม่ให้เพ็งความสนใจไปที่นิมิต ไม่ใช่กลัวว่า จะเป็นอันตรายต่อชีวิต แต่กลัวว่า นิมิตจะทำให้เกิดความเนิ่นช้า เป็นอันตรายต่อการรวมดวงก้าวลงสู่ความสงบของจิต

นิมิตเป็นอันตรายต่อกันรวมดวงของจิต ไม่ใช่เป็นอันตรายต่อชีวิต
ที่ไม่ให้ใส่ใจนิมิต เนื่องจากว่า เมื่อปฏิบัติสมาธิใหม่ ๆ ศรัทธาจะแรงกล้า แต่จิตยังอ่อน สติยังอ่อน ปัญญายังอ่อน ถ้ามัวไปยุ่งอยู่กับนิมิตอาจทำให้หลงไป หลงไปแล้วจิตก็ไม่รวมดวงเป็นหนึ่งก้าวลงสู่ความสงบเป็นเอกภาพอยู่ภายใน รวมเรียกว่า “อินทรีย์ยังอ่อน” เหมือนเด็กอ่อนต่อโลกมัวหลงโลกก็จะเสียผู้เสียคน เพราะหลงแสงสีของโลก ท่านจึงให้กลับมาตั้งหลักไว้ที่ลมหายใจก่อน ปรากฏอะไรขึ้น ก็ให้มีสติกลับมาตั้งหลักอยู่ที่ลมหายใจก่อน แล้วก็ใช้ปัญญาพิจารณาตรวจสอบดูให้แน่ ทำอยู่อย่างนี้เนือง ๆ อินทรีย์ก็จะแก่กล้าขึ้นมา ทำให้รู้ถ้วนทั่วถึงอาการของจิต ก็จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรเป็นจิต อะไรเป็นอารมณ์ที่จิตสร้างขึ้น อะไรมาจากข้างนอก อะไรมาจากข้างใน
คำว่า “ไม่ให้ใส่ใจ” ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่ให้รับรู้เลย ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ให้ดู” “ไม่ให้รู้” ไม่ใช่เช่นนั้น ก็ให้ดูก็รู้ตามที่นิมิตเกิด เพราะนิมิตเกิดที่จิตก็ดูที่จิต แต่ดูเฉย ๆ อย่าตกใจ อย่ากลัว อย่าตื่นเต้น อย่าลิ่งโลด ประคองจิตให้ราบเรียบสม่ำเสมอชลอนิมิตให้ข้ามพ้นไป รวมความ คือ ไม่ยินดี ต่อสุขเวทนา ไม่ยินร้าย เป็นทุกขเวทนา วางอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้ จิตก็รวมดวงก้าวลงสู่ความว่าง มีสติกำหนดรู้การรวมของจิต ไม่รับรู้ถึงความเจ็บปวดใดๆ จิตจะบริสุทธิ์ เบิกบาน สว่างไสวอยู่เช่นนั้น
เมื่อจิตรวมดวงอยู่อย่าไปรบกวนจิต ก็ดูเฉย ๆ รู้เฉย ๆ รู้ว่า อยู่ในความว่างภายใน เมื่อจิตจะถอนออกมาก็จะถอนออกมาเอง อย่าไปอยากออกหรืออยากเข้า เมื่อจิตจะเข้าก็จะดำเนินเข้าไปตามลำดับของจิตเอง เมื่อจิตจะถอนจะคลายออก ก็จะถอนออกตามลำดับของจิตเอง แต่เมื่อจิตถอนออกมาก็พลิกขณะจิต ไปพักไว้ที่ลมหายใจ อย่าปล่อยให้จิตไร้ที่ยึด หรืออย่าปล่อยให้จิตไร้หลัก เมื่อไม่มีที่ยึดจะทำให้จิตเลื่อนลอยไปปรุงแต่งไปคิดอย่างอื่นแทน อย่าปล่อย
โอกาสให้คลื่นความคิดอย่างอื่นแทรกเข้ามารบกวน
พอจิตถอนออกจากความสงบ ก็ดูลมหายใจ เมื่อดูลมหายใจไป พอจิตกลับไปรวมดวงสู่ความสงบภายใน ก็ดูความว่าง พอจิตถอนออกจากความว่าง ก็ดูลมหายใจ ทำสลับกันไปมาอยู่อย่างนี้เนืองๆ บัลลังก์แล้วบัลลังก์เล่า จนกว่าอินทรีย์จะแก่กล้าขึ้นมา ปัญญารู้รอบในสภาวะก็จะเกิดขึ้นตามมา ก็คือ มีความชำนาญในการภาวนา มีความชำนาญในการรวมจิต และถอนจิต ชำนาญในการเข้าและการออกจากสมาธิ ค่อย ๆ ให้อินทรีย์เจริญเติบโตขึ้นมาจนแก่กล้าเหมือนก่อกองไฟจากหัวไม้ขีดก้านเล็ก ๆ เพียงก้านเดียว แต่ค่อย ๆ ประคับประคองป้องลมเติมเชื้อชิ้นน้อย ๆ ค่อย ๆ ให้เป็นกองไฟใหญ่ขึ้นมาจนลุกโชติช่วง
เมื่อจิตมีกำลังขึ้นมา จากนั้น ก็ให้จิตทำงานวิปัสสนา พิจารณากายใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ฝึกให้จิตทำงานวิปัสสนาอยู่บ่อย ๆ เพื่อให้จิตคุ้นชินกับการคิดแบบวิปัสสนา คุ้นชินกับการรับรู้อารมณ์ที่เป็นจริง การทำอยู่บ่อย ๆ ทำอยู่เนือง ๆ เช่นนี้ เป็นการอบรมบ่มเพาะจิตให้วิชชาเกิดขึ้น เรียกว่า “ภาวนา” คือ ค่อยๆ ฝึกหัดให้รู้ขึ้นมา ค่อย ๆให้เจริญขึ้นมา ค่อย ๆ ให้เข้าใจขึ้นมา ค่อย ๆ ให้มีประสบการณ์ทางจิตขึ้นมา จนเป็นความรู้ของตนเอง ไม่ใช่ฟังจากครูบาอาจารย์มาพูด ฟังจากครูบาอาจารย์มาก็นำมาขบคิด ใคร่ครวญอยู่ภายใน น้อมเข้ามาภาวนาอยู่ภายใน วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ มาฝึกมาหัดจนเกิดเป็นความรู้ความเข้าใจด้วยตัวของตนเอง
ไม่ใช่ความรู้ที่จำมาจากการอ่านหนังสือ อ่านตำรับตำรา ก็พูดไปตามตัวหนังสือพูดไปตามตำรับตำรา ซึ่งไม่ใช่ความรู้ที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ของตัวเอง ความรู้ที่จำมาจากครูบาอาจารย์ จดจำตำรับตำราก็อย่างหนึ่ง แต่ก็นำมาขบคิดใคร่ครวญ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์ ให้เกิดเป็นความรู้ที่ตรงตามสภาวธรรมขึ้นมาในตัว จนเป็นญาณทัศน์ ที่รู้ลงไปตรง ๆ ตามความจริงของอาการนั้น ๆ


ภูเขาความคิด <- แตะที่ตัวหนังสือ คลิกอ่าน
ชวนอ่าน หนังสือ “ภูเขาความคิด” สมาธิเบื้องต้นสำหรับตรวจสอบผลของสมาธิ (สามัญญผลสูตร) เรียบเรียงโดย พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม) “ญาณวชิระ” ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๖๑- ๒๕๖๒












