
กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร


กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
เช้าวันนี้ที่วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร หรือ วัดภูเขาทอง (Temple of the Golden Mount Bangkok) …อีกไม่กี่วันก็ถึงช่วงเวลาพิเศษของชีวิตในเทศกาล “Walk Rally ก้าวย่างแห่งความเป็นมงคล สักการะ ๙ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ สวดมนต์ข้ามปี ณ วัดสระเกศ (วัดภูเขาทอง) ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๘ – ๔ มกราคม ๒๕๖๙” กันแล้ว
เหตุใดจึงขอเชิญชวนกันมาสวดมนต์ข้ามปี…
เพราะกัลยาณมิตรคือที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ฉบับ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๑๙ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค “อุปัฑฒสูตร” เรื่อง ความเป็นผู้มีมิตรดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น ตอนหนึ่งว่า
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ นิคมของชาวศักยะชื่อสักระ ในแคว้นสักกะของชาวศากยะทั้งหลาย ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นกึ่งหนึ่งแห่งพรหมจรรย์เทียวนะ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เธออย่าได้กล่าวอย่างนั้น เธออย่าได้กล่าวอย่างนั้น ก็ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียว
ดูกรอานนท์ อันภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี พึงหวังข้อนี้ได้ว่า จักเจริญอริยมรรคประกอบ
ด้วยองค์ ๘ จักกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘. ดูกรอานนท์ ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างไรเล่า?ดูกรอานนท์ ภิกษุ ในธรรมวินัยนี้ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละ ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ … สัมมาวาจา … สัมมากัมมันตะ … สัมมาอาชีวะ … สัมมาวายามะ …
สัมมาสติ … สัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปในการสละดูกรอานนท์ ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี ย่อมเจริญอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ย่อมกระทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อย่างนี้แล. ดูกรอานนท์ ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียวนั้น พึงทราบโดยปริยายแม้นี้ ด้วยว่าเหล่าสัตว์ผู้มีชาติเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจาก
ชาติ ผู้มีชราเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากชรา ผู้มีมรณะเป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากมรณะ ผู้มีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เป็นธรรมดา ย่อมพ้นไปจากโสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส เพราะอาศัยเราผู้เป็นกัลยาณมิตรดูกรอานนท์ ข้อว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้นทีเดียวนั้น พึงทราบโดยปริยายนี้แล.
วัดสระเกศ หรือ วัดภูเขาทอง
กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหารสำหรับวัดสระเกศ เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหาร ตั้งอยู่ริมคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีจุดเด่นคือ พระบรมบรรพต หรือที่เรียกกันว่าภูเขาทอง
วัดสระเกศ หรือ วัดภูเขาทอง
กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหารวัดสระเกศ เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยอยุธยา เดิมชื่อวัดสะแก เปลี่ยนเป็นชื่อวัดสระเกศในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ส่วนพระบรมบรรพรต หรือ เจดีย์ภูเขาทอง เริ่มสร้างในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แล้วเสร็จในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ มีความสูง ๗๗ เมตร
บนยอดด้านบนบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดค้นพบ ณ เมืองกบิลพัสดุ์ ซึ่งเป็นส่วนแบ่งของพระราชวงศ์ศากยราช โดยพระองค์เจ้าปฤษฎางค์ขณะนั้นกำลังทรงผนวชอยู่ที่ประเทศอินเดีย ได้ส่งพระบรมสารีริกธาตุเข้ามาถวายในฐานะที่พระมหากษัตริย์ไทยทรงเป็นกษัตริย์เพียงพระองค์เดียวที่เป็นพุทธมามกะอยู่ในขณะนั้น

จุดกำเนิดการสวดมนต์ข้ามปีนั้นในยุคสมัยที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เป็นเจ้าอาวาส วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร และประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ท่านได้ริเริ่มการสวดมนต์ข้ามปีขึ้นมา

พระราชกิจจาภรณ์ ท่านเมตตาเขียน เรื่องของการสวดมนต์ข้ามปี ให้กับ หนังสือพิมพ์คมชัดลึก เป็นธรรมทาน และจากที่บันทึกไว้ใน มโนปณิธาน อดีตพระราชกิจจาภรณ์ เรื่อง “ตำนานพระอัฏฐารส และมหาสมัยสูตร”… กำเนิดการสวดมนต์ข้ามปีที่ภูเขาทอง หน้าธรรมวิจัย หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันอังคารที่ ๓๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๒ ดังนี้


จึงขอนำมารำลึกความทรงจำเพื่อที่เราจะได้เข้าใจที่มา และอานิสงส์ของการสวดมนต์ข้ามปี ที่จะทำให้เรามีส่วนร่วมในการเฉลิมฉลองปีใหม่ด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ด้วยความเข้าใจ เป็นการรำลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ที่เมตตาและกรุณาต่อสรรพชีวิตในการมอบแนวทางแห่งสันติของชีวิตมาให้ชาวโลกอยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็น และเพื่อให้เราพบพุทธิปัญญาที่จะนำจิตเราให้ก้าวไปสู่ความพ้นทุกข์ในสังสารวัฏตามรอยพระองค์ท่านและพระอริยสาวกทั้งหลายที่กรุณาบันทึกพระพุทธมนต์จากพระโอษฐ์ไว้ในพระไตรปิฎก และอรรถกถา โดยผ่านการปฏิบัติมาอย่างอุกฤษฏ์ เสียสละชีวิตมานับไม่ถ้วนเพื่อรักษาธรรมไว้อย่างบริบูรณ์และต่อเนื่องจนผ่านกาลเวลากว่าสองพันหกร้อยปี …

การสวดมนต์ข้ามปีนั้นเป็นประเพณีนิยมของชาวไทยมาแต่เดิม โดยก่อนสิ้นปี พระสงฆ์จะไปเจริญพระพุทธมนต์บทนพเคราะห์ที่กรมประชาสัมพันธ์ จากนั้น ก็จะรอเวลาเที่ยงคืนเพื่อเจริญพระพุทธมนต์บทชัยมงคลคาถา ออกอากาศไปทั่วประเทศ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย

ต่อมา ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้นำคณะสงฆ์วัดสระเกศ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปีขึ้น ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ โดยอนุวัติตามโบราณพระราชประเพณีแห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เคยประกอบพิธีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อันเป็นประเพณีปีใหม่ของไทยที่มีมาแต่เดิม

และ ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ได้เห็นความสำคัญของการสวดมนต์ข้ามปี จึงได้ร่วมกับคณะสงฆ์วัดสระเกศ จัดสวดมนต์ข้ามปีขึ้นอย่างเป็นทางการ และ ต่อมา คณะสงฆ์มีความเห็นร่วมกันว่า การสวดมนต์ข้ามปีเป็นที่นิยมของประชาชนอย่างแพร่หลาย และเป็นค่านิยมที่งดงาม ควรแก่การส่งเสริม ที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ณ ตำหนักสมเด็จฯ วัดสระเกศ จึงได้มีมติให้วัดทุกวัดจัดสวดมนต์ข้ามปี โดยมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นศูนย์กลางการอำนวยการ และให้วัดเจ้าคณะจังหวัดเป็นศูนย์กลางการสวดมนต์ของจังหวัดนั้น ๆ

สำหรับวัดสระเกศนั้น เป็นวัดที่เกี่ยวข้องกับความร่มเย็นเป็นสุขของประเทศชาติบ้านเมืองมาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ที่บริเวณสระน้ำวัดสะแก ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดสระเกศในปัจจุบัน เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน จากนั้นจึงประกอบพิธีมูรธาภิเษก ก่อนปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ผ่านพิภพเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี


ภายหลังเมื่อสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ทรงเปลี่ยนนาม “วัดสะแก” เป็น “วัดสระเกศ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติให้ต้องตามสถานที่ที่พระองค์ประกอบพิธีมูรธาภิเษก วัดสระเกศจึงถือได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นแห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และราชวงศ์จักรี
คณะสงฆ์วัดสระเกศได้รักษาประเพณีการเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อประกอบพิธีทำน้ำพระพุทธมนต์ในวาระที่สำคัญ ตามโบราณพระราชประเพณีแห่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ สืบต่อมา


ครั้นถึงสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พระองค์โปรดฯ ให้มีการฟื้นฟูพิธีเจริญพระพุทธมนต์ บทมหาสมัยสูตร ให้มีระเบียบแบบแผนมากขึ้น โดยโปรดฯ ให้ประกอบพิธีที่พระวิหารพระอัฏฐารส วัดสระเกศ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อันเป็นเทศกาลปีใหม่ตามธรรมเนียมโบราณของชาวไทย เพื่อนำน้ำพระพุทธมนต์ไปแจกจ่ายให้กับประชาชน ได้นำไปประพรมให้ลูกหลานบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
ก่อนหน้าที่ชาวไทยกำหนดเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ พิธีเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยเป็นพิธีสวดมนต์ใหญ่ประจำปี เนื่องในวาระขึ้นปีใหม่ ถือว่าเป็นพิธีที่สำคัญที่ทางบ้านเมืองจะต้องร่วมกันจัดขึ้นเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล และเกิดความร่มเย็นเป็นสุขแก่อาณาประชาราษฎร์ สำหรับประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ พอถึงวันสงกรานต์ต่างก็จัดให้มีพิธีสวดมหาสมัยขึ้นในหมู่บ้านหรือชุมชนของตนเช่นกัน แตกต่างกันไปตามความนิยมของท้องที่นั้นๆ

เรียบเรียงโดย พระครูปลัดสุวัฒนธีรคุณ (เทอด ญาณวชิโร) ปัจจุบันที่ พระราชกิจจาภรณ์
จัดพิมพ์ เป็นธรรมทานโดย กองทุนพุทธานุภาพ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
พิมพ์ครั้งที่ ๑๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒
ต่อมา ทางราชการบ้านเมืองกำหนดวันขึ้นปีใหม่ จากวันสงกรานต์ไปใช้ตามความนิยมของสากล เพื่อให้สอดคล้องกับนานาประเทศ พิธีเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยก็ลดความสำคัญลง และเริ่มเลือนหายไปจากวิถีชีวิตของคนไทย
การที่รัชกาลที่ ๓ โปรดฯ ให้ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยที่พระวิหารพระอัฏฐารส วัดสระเกศ ด้วยพระองค์ทรงปรารภว่า พระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปที่เกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ในมหาสมัยสูตร สืบเนื่องมาจากพระประยูรญาติของพระพุทธองค์เกิดความแตกแยกกันอย่างรุนแรง จนถึงขั้นยกกองทัพมาประจันหน้าจะทำสงครามกัน เพราะแบ่งผลประโยชน์เรื่องน้ำไม่ลงตัว พระพุทธองค์จึงเสด็จมาห้ามทัพ ทำให้สงครามแย่งน้ำยุติลง








พระอัฏฐารส เป็นพระพุทธรูปปางประทับยืน ศิลปะสกุลช่างสมัยสุโขทัยตอนต้น อายุไม่น้อยกว่า ๗๐๐ ปี หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ โดยไม่มีการเชื่อมต่อ มีความสูงถึง ๒๑ ศอก ๑ นิ้ว นับว่าเป็นการหล่อพระพุทธรูปด้วยโลหะ ที่มีขนาดสูงใหญ่ที่สุดเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ชนชาติไทย เดิมประดิษฐานอยู่วัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นวัดประจำพระราชวังจันทน์ อันเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ต่อมา รัชกาลที่ ๓ ดำริที่จะให้มีพระอัฏฐารสไว้ประจำพระนคร จึงโปรดฯ ให้ไปเสาะหาตามกรุงสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา ปรากฏว่าชำรุดมาก และได้ไปพบที่วัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก จึงได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่พระวิหารวัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร

ธรรมเนียมการสร้างพระอัฏฐารส
พระพุทธรูปยืนไว้ประจำพระนคร ของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีต
เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุขปราศจากสงคราม
ป้องกันความแตกแยกของคนในชาติ
ให้คนในชาติเกิดความรักความสามัคคี
และให้ประเทศชาติสถิตสถาพรมั่นคงยั่งยืนนาน
ประหนึ่งพระพุทธปฏิมากรประทับยืนสถิตสถาพรเป็นนิรันดร์

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ฺ วัดสระเกศ ฯ
เมื่อครั้งย้ายพระอัฏฐารสมากรุงเทพนั้น ได้ล่องแพมาตามคลองน้ำ เนื่องจากพระอัฏฐารสมีขนาดใหญ่จึงกดทับแพให้จมน้ำมองเห็นเฉาะองค์พระ คนก็ลืออันว่าพระลอยน้ำ ผ่านมาถึงไหน ประชาชนสองฝากฝั่งที่ทราบข่าวก็มารอรับเป็นจำนวนมาก จนมาถึงท่าที่จะขึ้นที่กรุงเทพ ปรากฏว่ามีประชาชนหลั่งไหลมาดูพระลอยน้ำและมาช่วยกันชักพระขึ้นเป็นจำนวนมาก ว่ากันว่าคนที่มาเหลือจะคณานับได้ จนเป็นคำพูดติดปากว่า มีคนถึงสามแสนคน ย่านที่ชักพระอัฏฐารสขึ้นจากท่าน้ำเรียกว่า “ย่านสามแสน” ต่อมา จึงกลายเป็น “สามเสน” ซึ่งเป็นชื่อย่านในปัจจุบัน
ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ให้จัดมีพิธีเจริญพระพุทธมนต์รับปีใหม่ หรือที่เรียกว่า สวดมนต์ข้ามปีขึ้น โดยถือตามคตินิยมปีใหม่แบบสมัยปัจจุบัน และทางวัดได้นำน้ำพระพุทธมนต์บทมหาสมัยสูตรมาแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่มาพิธี ตามธรรมเนียมเทศกาลปีใหม่โบราณของชาวไทยด้วย


สวัสดีปีใหม่ เมื่อต้นปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ ภาพถ่าย โดย มนสิกุล

วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร (วัดภูเขาทอง) ในปีนี้ ชวนกันมาเทศกาล “สวดมนต์ข้ามปี ๒๕๖๙” ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘ – ๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ เริ่มต้นปีใหม่อย่างเป็นมงคล กับ กิจกรรม Walk Rally ๙ มงคล ก้าวย่างตามเส้นทางศักดิ์สิทธิ์

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้ง ๙ เพื่อสะสมบุญบารมี ก่อนร่วมสวดมนต์ข้ามปี ต้อนรับพุทธศักราช ๒๕๖๙ อย่างสว่างไสวและอิ่มบุญอิ่มใจ
๑. ต้นพระศรีมหาโพธิ์ และรูปหล่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร)

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ วัดสระเกศ เป็นหน่อพระศรีมหาโพธิ์ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มีประวัติว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ในปีจอ จุลศักราช ๑๑๗๖ ตรงกับพุทธศักราช ๒๓๕๗ ทรงโปรดให้เลือกสมณทูตให้ออกเดินทางไปสืบทอดพระพุทธศาสนาที่ลังกาทวีป โดยเลือกจากพระภิกษุผู้ชอบธุดงค์ ก็ได้พระอาจารย์ดีกับพระอาจารย์เทพ จากวัดสระเกศ เป็นหัวหน้าสมณทูตออกไปสืบพระศาสนาที่ลังกาทวีป

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
อาจารย์ดีกับอาจารย์เทพไปอยู่เป็นเวลา ๓ ปี ครั้นกลับมาได้นำหน่อต้นโพธิ์ลังกาพันธุ์พระศรีมหาโพธิ์เมืองอนุราธบุรีมาถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ๓ ต้น ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ปลูกไว้ที่วัดมหาธาตุ ๑ ต้น วัดสุทัศนเทพวราราม ๑ ต้น และ วัดสระเกศ ๑ ต้น ประดิษฐานอยู่ที่ลานโพธิ์หน้าพระอุโบสถ จนถึงปัจจุบัน หน่อพระศรีมหาโพธิ์ ๓ ต้นนี้ เป็นหน่อจากต้นที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ นับเป็นรุ่นที่ ๓ แล้ว

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
และกราบนมัสการรูปหล่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร อดีตประธานสมัชชามหาคณิสสรคณะสงฆ์ไทย อดีตประธานกรรมการมหาเถรสมาคม และอดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช พระเถระผู้สร้างคุณูปการต่อแผ่นดินไทย สร้างพระเณรเพื่อสันติภาพของโลก และการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทุกมิติอย่างอเนกอนันต์

ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
๒. พระประธาน พระอุโบสถ

พระอุโบสถ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นสถานที่ประดิษฐาน “พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี” ปูนปั้น ปางสมาธิ ลงรัก ปิดทอง ซึ่งเป็นพระประธาน พระอุโบสถ วัดสระเกศ อันเป็นการเจริญพุทธานุสติ และความเป็นสิริมงคล ซึ่งเป็นที่เลื่อมใสและยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชน พร้อมด้วยความสมพุทธลักษณะองค์หนึ่งในกรุงเทพมหานคร

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
ฝาผนังด้านใน ระหว่างซุ้มหน้าต่าง เป็นภาพทศชาติ ส่วนด้านบนเป็นภาพเทวดา และท้าวจตุโลกบาล ส่วนด้านหน้าเป็นภาพมารวิชัย ส่วนด้านหลังพระประธานเป็นภาพไตรภูมิ คือ ภาพสวรรค์ มนุษย์ และนรก

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนาม พระประธาน พระอุโบสถ วัดสระเกศ “พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี”

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
ลักษณะของพระพุทธรูปประธานเป็นพระพุทธรูปางสมาธิซึ่งไม่ค่อยพบมากนักใน งานช่างไทย ลักษณะโดยรวมแล้วใกล้เคียงกับพระพุทธรูปในสมัยอยุธยา จึงแสดงให้เห็นงานที่สืบต่อมาจากสมัยก่อน ตรงตามประวัติที่กล่าว่ารัชกาลที่ ๑ โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพอกทับพระประธานองค์เดิม

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
ลักษณะดังกล่าวเป็นงานช่างในสมัยนี้ซึ่งต่างจากงานช่างในสมัยรัชกาลที่ ๓ ที่จะมีพระพักตร์อย่างหนึ่งอันเป็นลักษณะเฉพาะที่เกิดขึ้นในภายหลัง ลักษณะของพระพุทธรูปประธานมีลัพระพักตร์ค่อนข้างสี่เหลี่ยมแบบอยุธยา ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลวสูง พระโอษฐ์กว้างแบบอยุธยา

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
ลักษณะชายสังฆาฏิที่ซ้อนทับกันแบบเดียวกับพระพุทธรูปอยุธยาตอนปลายในสมัยของ พระเจ้าปราสาททอง มีส่วนที่แตกต่างคือในสมัยรัตนโกสินทร์นิยมทำสังฆาฏิพาดกึ่งกลางพระวรกาย ในขณะที่พระพุทธรูปสมัยอื่นๆ นั้นชายสังฆาฏิจะอยู่ทางเบื้องซ้าย

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
ประวัติ “พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี”
พระประธานภายในพระอุโบสถวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงปราบดาภิเษก ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แล้ว ทรงย้ายพระนครมาตั้งอีกฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อประดิษฐานพระแก้วมรกต ขณะก่อสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามอยู่นั้น ได้ทรงปรารภถึงระฆังของวัดสะแก ซึ่งเป็นวัดที่พระองค์ประกอบพิธีสรงมูรธาภิเษกว่า มีเสียงดังไพเราะมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายระฆังจากวัดสะแกไปแขวนไว้ที่หอระฆังวัดพระแก้ว และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างระฆัง ขึ้นแทนระฆังที่โปรดให้สร้างขึ้นแทน ยังอยู่บนหอระฆังวัดสระเกศจนถึงปัจจุบัน

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
ต่อมา โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองรอบวัดสะแก พระราชทานชื่อว่า “ คลองมหานาค และ คลองโอ่งอ่าง ” จึงทรงบูรณะปฏิสังขรณ์วัดสะแกไปพร้อมกัน โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอุโบสถวัดสะแกขึ้นใหม่ โดยใช้เชลยชาวเขมรถึงหนึ่งหมื่นคนในการก่อสร้าง เมื่อสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ ปรากฏว่า ฐานชุกชีสูงกว่าเดิมมาก ทำให้พระประธาน องค์เดิมที่สร้างด้วยศิลาสลักปางสมาธินั้นดูเล็กไป ไม่สมกับขนาดของพระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระประธานองค์ใหม่ขึ้น โดยใช้ปูนปั้นพอกครอบองค์พระประธานองค์เดิม ให้คงเป็นปางสมาธิเช่นเดิม แล้วลงรักปิดทอง

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
พระอุโบสถวัดสระเกศ จึงเป็นพระอุโบสถที่มีพระประธานซ้อนกันอยู่สององค์ ด้วยไม่ได้มีการพระราชทานพระนามมาแต่เดิม พระประธานประจำพระอุโบสถวัดสระเกศ คนทั่วไปคงเรียกว่า “หลวงพ่อพระประธาน” สืบมา จนกระทั่งในรัชสมัย

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เล่าว่า เคยทูลถามเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ) ว่า ทำไมพระประธานวัดสระเกศ จึงไม่มีพระนาม เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ตรัสว่า คงเห็นว่า พระประธานพระอุโบสถวัดสระเกศ เป็นพระประธานที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสร้างด้วยพระองค์เอง และไม่ได้ถวายพระนามเอาไว้ จึงไม่มีใดผู้ถวายพระนาม คงเรียกกัน สืบมาว่า “หลวงพ่อพระประธาน”

ต่อมา ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๑๐ เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๕ เพจเฟซบุ๊ก วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ได้มีการเผยแพร่ หนังสือขอพระราชทานนามพระประธานประจำพระอุโบสถ ลงนามโดย พล.อ.อ.สถิตย์พงษ์ สุขวิมล ราชเลขานุการในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว วันที่ ๑๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๕

ระบุว่า ตามที่ลิขิตอ้างถึง วัดสระเกศ ขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยนามพระประธานประจำพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ปางสมาธิ ลงรัก ปิดทอง ซึ่งเป็นที่เลื่อมใสและยึดเหนี่ยวจิตใจของพุทธศาสนิกชน แต่ยังไม่มีนามอันเป็นมงคลปรากฏให้พุทธศาสนิกชนได้เอ่ยนามขององค์พระประธานอันเป็นการเจริญพุทธานุสสติ อีกทั้งเพื่อความเป็นสิริมงคลและเป็นเกียรติประวัติแก่วัดสืบต่อไป ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น ได้นำความกราบบังคลทูลพระกรุณาทรงทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระประธานประจำพระอุโบสถดังกล่าวว่า “พระพุทธมงคลชินสีห์วชิรมุนี”

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
ส่วนเศวตรฉัตรพระประธานประจำพระอุโบสถวัดสระเกศนั้น เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) บอกว่า ได้ยินจากเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทยมหาเถระ) ทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ทรงรับสั่งให้สร้างถวาย เมื่อคราวเสด็จทอดผ้าพระกฐินปีหนึ่ง โดยพระองค์ เสด็จทางชลมารค ขึ้นที่ท่าน้ำด้านหน้าพระวิหารพระอัฏฐารส ทรงบวงสรวงพระอัฏฐารส ซึ่งพระองค์โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาจากวัดพิหารทอง เมืองพิษณุโลก จากนั้น จึงเสด็จ เข้าพระอุโบสถถวายผ้าพระกฐิน

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
๓. พระอัฏฐารส

กราบขอบพระคุณ ภาพจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
พระอัฏฐารส มีพระนามเต็มว่า พระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร พระพุทธรูปปางห้ามญาติ ศิลปะสกุลช่างสมัยสุโขทัยตอนต้น อายุ ๗๐๐ ปี เป็นประพุทธรูปยืนที่มีความสูงที่สุดในกรุงเทพมหานคร ซึ่งหล่อปิดทองขนาดใหญ่มาก สูงถึง ๕ วา ๑ ศอก ๑๐ นิ้ว (๒๑ ศอก ๑ นิ้ว) ประดิษฐานอยู่ชุกชี ในพระวิหาร หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ โดยไม่มีการเชื่อมต่อ นับว่าเป็นการหล่อพระพุทธรูปด้วยโลหะ ที่มีขนาดสูงใหญ่ที่สุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชนชาติไทย

กราบขอบพระคุณ ภาพจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
เดิมประดิษฐานอยู่วัดวิหารทองเมืองพิษณุโลก วัดประจำพระราชวังจันทน์ ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รัชกาลที่ ๓ โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่พระวิหาร วัดสระเกศ กรุงเทพมหานคร
อนึ่ง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินทอดพระกฐินที่วัดสระเกศแห่งนี้ ย่อมเสด็จมาทรงจุดธูปเทียนถวายสักการะพระอัฏฐารสก่อน แล้วจึงเสด็จเข้าพระอุโบสถ
พระวิหารพระอัฏฐารส ยังใช้เป็นสถานที่ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ บทมหาสมัยสูตร เพื่อทำน้ำพระพุทธมนต์ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ เพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน สืบเนื่องมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๓ จนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า ๑๗๐ ปี

กราบขอบพระคุณ ภาพจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
๔. พระคัมภีร์โบราณ

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
พระคัมภีร์โบราณ พระธรรมเจดีย์นี้มีการขุดค้นพบในถ้ำเทือกเขาบาบิยัน ประเทศอัฟกานิสถาน บนเส้นทางสายไหม ซึ่งสมัยพุทธกาลเรียกว่า แคว้นคันธาระ อันเป็นแคว้นต้นกำเนิดพระพุทธรูปยุคแรกของโลก โดยพระคมภีร์ดังกล่าวได้รับการยืนยันว่า เป็นผลงานจารึกของเหล่าพระอรหันต์สาวกในราวพุทธศตวรรษที่ ๖ หรือประมาณ ๒,๐๐๐ ปีมาแล้ว

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
ได้ทำการจารึกบนใบลาน เปลือกไม้ หนังสัตว์ และแผ่นทองเหลือง ด้วยอักษร “พราหมีโบราณ” ซึ่งอักษรที่ใช้ในสมัยพุทธกาล ทั้งนี้สถาบันอนุรักษ์สเคอเยน แห่งราชอาณาจักรนอร์เวย์ ได้พระคัมภีร์ชุดแรกมาจากผู้ค้าของเก่า ซึ่งถูกลักลอบย้ายออกจากหุบเขาบาบิยัน และแตกหักเล็กน้อยไว้ได้ประมาณ ๕,๐๐๐ ชิ้น และชิ้นส่วนเล็กๆ อีกประมาณ ๘,๐๐๐ ชิ้น ซึ่งนักโบราณคดี นักภาษาศาสตร์ จากนานาชาติได้ร่วมกันชำระเป็นเวลา ๑๒ ปี จึงทำให้ทราบแน่ชัดว่า พระคัมภีร์โบราณนั้น คือ พระไตรปิฎกนั่นเอง”
๕. หลวงพ่อโต

หลวงพ่อโต พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปหล่อปิดทอง ในสมัยรัชกาลที่ ๓ หน้าตักกว้าง ๗ ศอก ๑ คืบ สูง ๑๐ ศอก นับว่าเป็นพระพุทธรูปหล่อด้วยโลหะที่ใหญ่มากองค์หนึ่ง พระพุทธรูปที่ใหญ่ขนดานี้ส่วนมากปั้นด้วยปูน ชาวบ้านเรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” คงจะเนื่องจากเป็นพระพุทธรูปใหญ่นั้นเอง
๖. หลวงพ่อโชคดี

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
“หลวงพ่อโชคดี” มีพระนามเต็มว่า “พระพุทธมงคลสุวรรณบรรพต” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หรือปางชนะมาร ขนาด ๓๙ นิ้ว มีพุทธลักษณะพุทธศิลป์ มีความโดดเด่น ด้วยพระเกศมีลักษณะเปลวเพลิงหล่อด้วยเงิน บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีความงดงาม ด้วยศิลปะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ถวายพระนามโดย เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ซึ่งนับเป็นพระพุทธรูปองค์สุดท้ายที่เจ้าประคุณสมเด็จฯ เป็นประธานเททองหล่อ และมีบัญชาให้ประดิษฐาน ณ ศาลาสุวรรณบรรพต วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
ด้านหลังพระประธาน มีจิตรกรรมฝาผนังต้นดอกมณฑาทิพย์ หรือ ดอกมณฑารพ ดอกไม้ทิพย์แห่งสวรรค์ และประตููมณฑาทิพย์โปรยฟ้า ประตูพฤกษาภิรมย์ และพญานาค ๔ ตระกูล
สำหรับดอกมณฑาทิพย์ หรือ ดอกมณฑารพ ปรากฏในพระไตรปิฎก ตอนหนึ่งว่า ก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จปรินิพพาน ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า…

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายโดย พระมหาปฐมพงษ์ ญาณวัโส จริยธรรมแชนแนล
สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ
“ดูกรอานนท์ ไม้สาละทั้งคู่ ผลิดอกบานสะพรั่งนอกฤดูกาล ร่วงหล่นโปรยปราย ลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา แม้ดอกมณฑารพอันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ ดอกมณฑารพเหล่านั้น ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา แม้จุณแห่งจันทน์อันเป็นของทิพย์ ก็ตกลงมาจากอากาศ จุณแห่งจันทน์เหล่านั้น ร่วงหล่นโปรยปรายลงยังสรีระของตถาคตเพื่อบูชา ดนตรีอันเป็นทิพย์เล่า ก็ประโคมอยู่ในอากาศ เพื่อบูชาตถาคต แม้สังคีตอันเป็นทิพย์ก็เป็นไปในอากาศเพื่อบูชาตถาคต
ดูกรอานนท์ ตถาคตจะชื่อว่าอันบริษัทสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นอบน้อม ด้วยเครื่องสักการะประมาณเท่านี้หามิได้ ผู้ใดแลจะเป็นภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก หรืออุบาสิกาก็ตาม เป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นย่อมชื่อว่าสักการะ เคารพ นับถือ บูชาตถาคต ด้วยการบูชาอย่างยอด เพราะเหตุนั้นแหละอานนท์ พวกเธอพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบ ประพฤติตามธรรมอยู่ดังนี้ฯ” ในเวลาที่พระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว ทุกหนแห่งในเมืองกุสินาราเต็มไปด้วยดอกมณฑารพ

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายจาก วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
สำหรับหลวงพ่อโชคดี มีคติแห่งการสักการะหลวงพ่อโชคดีว่า ผู้ใด ได้สักการะบูชา ย่อมประสบสิ่งที่ใจปรารถนาทุกประการ
๗. หลวงพ่อดุสิต

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
หลวงพ่อดุสิต
มีประวัติว่าเป็นพระประธานประจำพระอุโบสถวัดดุสิตมาก่อน วัดดุสิตนั้น เดิมตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานพระราชวังสวนดุสิต อยู่ใกล้กันกับวัดแหลม หรือวัดเบญจมบพิตร เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างพระราชวังดุสิตและสวนดุสิต จำต้องขยายบริเวณเกินเนื้อที่วัดทั้งสองวัด จึงทรงพระราชปรารภสร้างวัดชดใช้วัดทั้งสองขึ้นวัดหนึ่ง คือวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม แล้วจึงได้โปรดให้อัญเชิญพระประธานในพระอุโบสถวัดดุสิตไปประดิษฐานอยู่ในห้องด้านหลังพระวิหารพระอัฏฐารส วัดสระเกศ ซึ่งว่างอยู่ ภายหลังเรียกกันว่า “หลวงพ่อดุสิต”ประดิษฐานอยู่ตลอดมาจนทุกวันนี้
๘. หลวงพ่อดวงดี

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
“หลวงพ่อดวงดี” มีพระนามเต็มว่า “พระพุทธมงคลบรมบรรพต” เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หรือปางตรัสรู้ มีพุทธลักษณะพุทธศิลป์แห่งพุทธศตวรรษที่ ๒๖ มีความงดงาม โดดเด่น ด้วยศิลปะสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
หล่อขึ้นจากแผ่นดวงมหาโภคทรัพย์ที่บรรจุอยู่บนยอดบรมบรรพต ภูเขาทอง ถวายพระนามโดย เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ อดีตประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช และมีบัญชาให้ประดิษฐาน ณ ศาลาสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
นอกจากนั้น ที่ศาลาหลวงพ่อหลวงดี ยังเป็นที่ประดิษฐานปฏิมากรรมและรูปหล่อ ตลอดจนจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับประวัติเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) และจิตรกรรมฝาผนังไตรภูมิจักรวาล และแสนโกฏิจักรวาล อันวิจิตรงดงาม

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
มีคติแห่งการสักการะหลวงพ่อดวงดีว่า ผู้ใด ได้สักการะบูชา จะมีดวงชะตาที่ดี เป็นที่รักของมิตรสหาย ปลอดภัยจากอุปสรรคนานาประการ
๙. หลวงพ่อดำ

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
หลวงพ่อดำวัดสระเกศ
พระพุทธรูปองค์นี้ เป็นพระปั้นปิดทอง ปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง ๔ ศอก ฝีมือปั้นสันนิษฐานว่าเป็นยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นพระพุทธรูปที่คู่กับบรมบรรพต (ภูเขาทอง) มาแต่ต้น เล่ากันว่า สร้างไว้ให้เพื่อเจ้านายและพุทธบริษัททั่วไปที่ไม่สามารถขึ้นไปบูชาบนองค์บรมบรรพตได้บูชาที่พระพุทธรูปองค์นี้

กราบขอบพระคุณ ภาพจากวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร
ปีนี้ชวนกันมา จุดประทีปแห่งปัญญา ชวนกันมา “Walk Rally ก้าวย่างแห่งความเป็นมงคล สักการะ ๙ สิ่งศักดิ์สิทธิ์” สวดมนต์ข้ามปี ณ วัดสระเกศ (วัดภูเขาทอง) ตั้งแต่วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๘ – ๔ มกราคม ๒๕๖๙


















