
ผ่านไปแล้วสำหรับ “โครงการบรรพชาพุทธศากยบุตร เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๑๐ สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง”
“Ordination Project for Novice monks in Honor of His Majesty: Building the Great Perfections of the Ten Virtues of a Bodhisattva, with the Unwavering Determination of a Great Man.”

ระหว่างวันที่ ๒๙ มีนาคม – ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๘
ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ
ติดต่อสอบถาม
พระมหาสิทธิชัย สิทฺธิญาโณ ประธานโครงการฯ
โทร. ๐๖๒-๓๔๖-๕๖๓๒
พระมหาติ่ง มหิสสโร,ดร. ประธานดำเนินงานฯ
ติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ทางเพจ
พุทธสถานฮ่องธรรม hongkham esaan
https://www.facebook.com/PhramahaTing
ขอน้อมธรรมโอสถจาก “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ ตอน อัจฉริยภาพแห่งปัญญา ฝึกฝนอุปนิสัยพระมหาบุรุษ ตามรอยพระมโหสถบัณฑิต และ จากหนังสือ “ลูกผู้ชายต้องบวช” เขียนโดย พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ” มาศึกษาเรียนรู้เพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน






๕. พระมโหสถบัณฑิต
อัจฉริยภาพแห่งปัญญามหาบุรุษ

“เราพอใจที่จะบริโภคข้าวเปล่า
เพราะรู้ว่า กาลไหนควรทำความเพียรอย่างองอาจ เพื่อให้ยศเจริญ
ดุจความองอาจแห่งพญาราชสีห์
ท่านจะเห็นเราประสบความสำเร็จอีกครั้ง
ด้วยอานุภาพแห่งปัญญาของตน”

มโหสถชาดก เป็นชาดกที่พระพุทธเจ้าตรัสเล่าถึงเรื่องในอดีตชาติของพระองค์ เมื่อครั้งเกิดเป็นพระมโหสถ มหาบัณฑิตแห่งมิถิลานคร ทรงสมบูรณ์ด้วยปัญญานุภาพที่เลิศล้ำ ยากจะหาผู้ใดเสมอเหมือน สามารถแก้ปัญหาน้อยใหญ่ด้วยไหวพริบปฏิภาณ สามารถคาดการณ์อนาคต และปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ ทรงถึงพร้อมด้วยคุณธรรม เมตตาธรรม และความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ทรงมีปณิธานที่จะบําเพ็ญ “ปัญญาบารมี” ตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาสังคม ช่วยให้เพื่อนมนุษย์ พ้นจากความทุกข์ ความเดือดร้อน ด้วยอัจฉริยภาพแห่งปัญญาของพระองค์

มโหสถชาดก ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต และอรรถกถา ขุททกนิกาย ชาดก มหานิบาต
ขณะตรัสเล่าเรื่องพระมโหสถนั้น พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี

วันหนึ่ง หมู่พระภิกษุออกจากสถานที่สําหรับทําสมาธิ มานั่งประชุมกันในอาคารสําหรับแสดงธรรม ต่างพูดคุยสนทนาสรรเสริญพระปัญญาบารมีของพระพุทธเจ้าว่า “พระพุทธเจ้ามีพระปัญญามาก มีพระปัญญากว้างขวาง หมดจด ลุ่มลึก ประดุจแผ่นดิน มีพระปัญญาแหลมคม ฉับไว สามารถแก้คําที่ผู้อื่นกล่าวคัดค้านคําสอนได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทรงทรมานเหล่าพราหมณ์ มีกูฏทันตพราหมณ์ เป็นต้น เหล่านักบวชปริพาชก มีสภิยปริพาชก เป็นต้น เหล่ายักษ์ มีอาฬวกยักษ์ เป็นต้น เหล่าเทวดา มีท้าวสักกเทวราช เป็นต้น เหล่าพรหม มีพกาพรหม เป็นต้น และเหล่าโจร มีองคุลิมาลโจร เป็นต้น ด้วยพระปัญญานุภาพของพระองค์ ทรงทําให้เขาเหล่านั้น สิ้นพยศ ให้ได้รับการบรรพชา ให้บรรลุมรรคผล พระบรมศาสดามีพระปัญญายิ่งใหญ่เช่นนี้”

ขณะนั้น พระบรมศาสดา เสด็จออกจากพระคันธกุฎี ตรัสถามเรื่องที่ภิกษุสนทนาค้างไว้ เมื่อพระภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสต่อไปว่า “ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในกาลนี้เท่านั้น ที่ตถาคตมีปัญญา แม้ในอดีตชาติ เมื่อญาณยังไม่แก่กล้า ยังบําเพ็ญบารมี เพื่อบรรลุพระโพธิญาณอยู่ ก็เป็นผู้มีปัญญาเช่นกัน” จึงตรัสเล่าเรื่องในอดีตชาติของพระองค์ ให้หมู่พระภิกษุสงฆ์ฟัง


บุพนิมิต
ในอดีตกาล มีพระราชาพระนามว่า “วิเทหราช” ทรงครองราชสมบัติในกรุงมิถิลานคร แคว้นวิเทหะ พระองค์มีบัณฑิตคู่พระทัยเป็นคณะมนตรีประจําราชสํานักอยู่ ๔ คน คอยถวายคําปรึกษา ว่าราชการแผ่นดิน คือ เสนกบัณฑิต ปุกกุสบัณฑิต กามินทบัณฑิต และเทวินทบัณฑิต

วันที่พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิ พระเจ้าวิเทหราชทรงพระสุบินนิมิตในเวลาใกล้รุ่งว่า เกิดเปลวเพลิงสูงใหญ่ ประมาณเท่ากําแพงพระนคร โหมลุกไหม้ขึ้น ที่มุมสนามหลวงทั้ง ๔ มุม ท่ามกลางกองเพลิงใหญ่ทั้ง ๔ กองนั้น ได้เกิดเพลิงน้อยขึ้นกองหนึ่ง แสงเท่าหิ่งห้อย แล้วค่อย ๆ โหมลุกไหม้ โชติช่วง กลบแสงเพลิงทั้ง ๔ กองนั้น สว่างเจิดจ้าทั่วจักรวาล แต่ไม่มีสะเก็ดไฟ แม้เท่า เมล็ดพันธุ์ผักกาด ตกลงมาที่พื้นดิน เกิดอันตรายแก่ใคร ๆ ทั้งโลกมนุษย์ เทวดา มาร และพรหม ต่างก็นําเครื่องบูชาต่าง ๆ มาบูชากองไฟนั้น ฝูงชนเดินไปมาระหว่างเปลวเพลิงนั้น ก็ไม่รู้สึกร้อน ไม่ระคายแม้ขุมขน

พระราชา สะดุ้งตื่น ทรงเกิดความหวาดกลัว จึงเสด็จลุกขึ้น ประทับนั่ง ไม่สามารถบรรทม ต่อไปได้ ทรงครุ่นคิดถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นมากมาย จนรุ่งเช้า
บัณฑิตทั้ง ๔ คน มาเฝ้าแต่เช้าตรู่ ทูลถามถึงการบรรทมของพระองค์ว่า หลับสบายดีหรือไม่ พระราชาจึงตรัสบอกให้ทราบถึงพระสุบินนิมิต อันเป็นเหตุให้พระองค์ไม่สามารถหลับลงได้

เสนกบัณฑิตกราบทูลว่า “พระสุบินนั้น เป็นมงคลนิมิต ที่จะให้พระเกียรติยศของพระองค์แผ่ไพศาลไปทั่วทุกสารทิศ เนื่องจากบัณฑิตคนที่ ๕ จะเกิดขึ้นในแผ่นดินของพระองค์ บดบังรัศมี บัณฑิตทั้งหมด ส่วนบัณฑิตคนที่ ๕ เหมือนกองเพลิงที่เกิดขึ้นใหม่ โลกนี้ตลอดจนเทวโลก ไม่มีใคร มีปัญญาเสมอบัณฑิตนั้น”
พระเจ้าวิเทหราช ตรัสถามถึงที่อยู่ของบัณฑิตนั้น เสนกบัณฑิตกราบทูลพยากรณ์เหมือนตาเห็นว่า “เขาเพิ่งจะคลอดจากครรภ์มารดาในวันนี้”
ตั้งแต่นั้น พระราชาก็ทรงระลึกถึงคําพูดของเสนกบัณฑิต ตลอดมา

กำเนิดพระมโหสถบัณฑิต
ที่กรุงมิถิลานคร แคว้นวิเทหะนั้น มีหมู่บ้านอยู่ ๔ แห่ง ตั้งอยู่ประตูพระนครทั้ง ๔ ทิศ ได้แก่
หมู่บ้านทักขิณยวมัชฌคาม อยู่ประตูด้านทิศใต้
หมู่บ้านปัจฉิมยวมัชฌคาม อยู่ประตูด้านทิศตะวันตก
หมู่บ้านอุตตรยวมัชฌคาม อยู่ประตูด้านทิศเหนือ
และ หมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคาม อยู่ประตูด้านทิศตะวันออก
ณ หมู่บ้านปาจีนยวมัชฌคาม ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของพระนคร มีบ้านเศรษฐีท่านหนึ่ง ชื่อ “สิริวัฒกเศรษฐี” ภรรยาของเศรษฐีนั้น ชื่อ “สุมนาเทวี” วันที่พระราชาทรงพระสุบินนิมิตนั้น เป็นเวลาเดียวกันกับพระโพธิสัตว์จุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มาถือกำเนิดในครรภ์นางสุมนาเทวี และมีเทพบุตรอีก ๑,๐๐๐ องค์ มาเกิดในบ้านเศรษฐีคนอื่น ๆ ในหมู่บ้านนั้นด้วย

ครั้นเวลาผ่านไป ๑๐ เดือน นางสุมนาเทวี ได้คลอดบุตรชายผิวพรรณงามบริสุทธิ์ดุจทองคํา
พระอินทร์ ทราบว่า พระโพธิสัตว์คลอดจากครรภ์มารดาในวันนี้ ประสงค์จะทําเชื้อสาย พระพุทธเจ้า ให้เป็นที่รับรู้ของมนุษย์กับทั้งเทวโลกโดยทั่วไป จึงเสด็จมาด้วย อทิสสมานกาย ( อทิสสมานกาย หมายถึง กายทิพย์ที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้) ที่ไม่มีใครเห็นพระองค์ ทรงวางแท่งโอสถทิพย์ ไว้ที่มือ ในขณะที่พระโพธิสัตว์คลอดจากครรภ์มารดา พระโพธิสัตว์ กําแท่งโอสถนั้นไว้
ขณะพระโพธิสัตว์คลอดนั้น มารดามิได้มีความเจ็บปวดทุกข์ทรมานเลยแม้แต่น้อย คลอดง่าย คล้ายน้ำไหลออกจากกระบอกกรองน้ำ
นางสุมนาเทวี เห็นแท่งโอสถในมือบุตร จึงเอ่ยปากถามอย่างอ่อนโยนว่า “ลูกได้อะไรมาจ๊ะ” พลันนั้น นางก็แว่วได้ยินเสียงบุตรตอบว่า “โอสถจ๊ะ แม่” แล้วโอสถทิพย์ ก็ถูกวางไว้ในมือของเธอ พร้อมกับได้ยินว่า “แม่เอาโอสถนี้ ไปรักษาคนเจ็บป่วยเถิด” นางสุมนาเทวี รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง จึงบอกเศรษฐีผู้เป็นสามี ซึ่งป่วยเป็นโรคปวดศีรษะมานานร่วม ๗ ปี

เศรษฐีคิดว่า เมื่อลูกคลอดจากครรภ์มารดา ได้ถือโอสถมาด้วย ทั้งพูดกับมารดาได้ในขณะเกิด โอสถนี้น่าจะออกฤทธิ์ชะงัดนัก จึงเอาโอสถฝนที่หินบดยา แล้วทาที่หน้าผากนิดหนึ่ง อาการปวดศีรษะ ที่เป็นมา ๗ ปี ก็หายเป็นปลิดทิ้งทันที ทําให้เศรษฐีดีใจมาก
เสียงเล่าขานถึงเรื่องที่พระโพธิสัตว์ถือโอสถมาเกิดด้วย ก็แพร่กระจายออกไปสู่สาธารณชน อย่างกว้างขวาง คนเจ็บป่วย ต่างก็พากันหลั่งไหลมาบ้านเศรษฐีเพื่อขอยา อย่างไม่ขาดสาย

ส่วนท่านเศรษฐี ก็เอาโอสถนิดหนึ่ง ฝนที่หินบดยา แล้วละลายน้ำ ให้คนเจ็บทา อาการเจ็บป่วย ก็หายเป็นปลิดทิ้งทันที คนที่หายจากโรค ต่างก็พากันสรรเสริญว่า ยาในเรือนท่านสิริวัฒกเศรษฐีออกฤทธิ์ได้ชะงัดมาก
ตามธรรมเนียมการตั้งชื่อบุตรธิดาสมัยนั้น นิยมนําชื่อปู่ย่ามาเป็นชื่อบุตร เพราะเชื่อว่าเป็นสิริมงคลกับเด็ก แต่เนื่องจากวันที่บุตรเกิด ได้ถือโอสถมาด้วย และโอสถนั้น ก็ออกฤทธิ์รักษาโรคได้อย่างชะงัดมาก สิริวัฒกเศรษฐี จึงไม่ได้ตั้งชื่อบุตรตามชื่อปู่ย่า แต่ตั้งชื่อว่า “มโหสถ” แปลว่า“ผู้เกิดมาพร้อมกับยาขนานใหญ่” ตามคําที่ชาวบ้านเรียกว่า “โอสถนี้ มีคุณมาก” โดยนําคําว่า มหา ที่แปลว่า ใหญ่ กับคําว่า โอสถ ที่แปลว่า ยา มาผสมกัน
ท่านเศรษฐีคิดว่า บุตรมีบุญมาก นอกจากจะมีโอสถมาด้วย ยังพูดกับมารดาได้ ตั้งแต่แรกเกิด ไม่น่าจะเกิดมาคนเดียว จะต้องมีเด็กคู่บุญมาเกิดด้วย จึงให้สอบถามดู ก็ได้ข่าวว่า มีทารกเกิดวันเดียวกันถึง ๑,๐๐๐ คน เศรษฐีจึงให้เครื่องประดับและนางนมแก่เด็กทั้ง ๑,๐๐๐ คน ให้จัดงานมงคล แก่ทารกทั้งหมด พร้อมกับพระโพธิสัตว์ เมื่อพระโพธิสัตว์เจริญวัย ก็มีพวกเด็กทั้ง ๑,๐๐๐ คนนั้น เป็นเพื่อนสนิท

ฉายแววมหาบัณฑิต
เมื่อมโหสถ อายุได้ ๗ ขวบ มีรูปร่างหน้าตางดงาม ขณะมโหสถเล่นอยู่กลางลานบ้านกับพวกเด็ก ๆ ได้มีช้าง และม้า เป็นต้น พลัดหลงเข้ามาเหยียบสนามเด็กเล่นกระจุยกระจาย บางครั้ง ถูกแดดแผดเผาก็ร้อน บางครั้งลมพัดแรง ข้าวของสําหรับเล่น ก็ปลิวกระจัดกระจาย ทําให้พวกเด็ก ๆ หมดสนุก
วันหนึ่ง พวกเด็ก ๆ กําลังเล่นกันอยู่ ด้วยความสนุกสนาน เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก มโหสถมีเรี่ยวแรงมากกว่าเด็กคนอื่น ๆ ดุจพญาช้างสาร พอเห็นเมฆตั้งเค้าขึ้นเท่านั้น ก็วิ่งเข้าไปในศาลา หลังหนึ่งได้ทัน ส่วนเด็กคนอื่น ๆ วิ่งตามไปทีหลัง ต่างเปียกปอน ลื่นล้ม เหยียบเท้ากัน พลาดล้มหัวเข่าแตก ได้รับบาดเจ็บไปตาม ๆ กัน

มโหสถ เห็นความลําบากของเพื่อนเล่น จึงคิดว่า ควรมีศาลาสําหรับเล่น เมื่อฝนตก แดดออก จะได้ไม่ลําบาก จึงบอกให้พวกเด็ก ๆ สหาย นําเงินมาบริจาคสร้างศาลาคนละ ๑ กหาปณะ พวกเด็กก็ทําตามนั้น
มโหสถ ให้เรียกนายช่างมาออกแบบสร้างศาลาโดยให้เงิน ๑,๐๐๐ กหาปณะเป็นค่าจ้างนายช่างใหญ่ ขุดตอไม้ ปรับพื้นที่ให้เสมอ แล้วขึงเชือก วัดระยะ กะที่สร้างศาลา

มโหสถ เห็นวิธีขึงเชือกของนายช่าง ไม่ถูกใจ จึงบอกว่า “นายช่าง ท่านอย่าขึงเชือกอย่างนี้ ควรขึงอย่างนี้” นายช่างบอกว่า “นายน้อย ข้าพเจ้า ขึงเชือกตามที่เรียนมา ถ้าขึงวิธีอื่นต่างจากนี้ ข้าพจ้า ไม่มีความรู้” เมื่อนายช่างไม่สามารถทําตามได้ มโหสถจึงกล่าวว่า “ถ้าไม่รู้แม้กระทั่งวิธีขึงเชือกแล้ว จะรับเงินเป็นค่าสร้างศาลาได้อย่างไร” จึงลงมือขึงเชือกเอง เชือกที่มโหสถขึงแน่นหนามาก เหมือนพระวิสสุกรรมเทพบุตร ( พระวิสสุกรรมเทพบุตร เป็นเทพนักออกแบบ อยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ) ขึง
มโหสถ ถามนายช่างว่า “ท่านสามารถขึงเชือกอย่างนี้ ได้ไหม” นายช่างตอบว่า “ทําไม่ได้ นายน้อย” มโหสถถามว่า “แล้วท่านทำตามที่เราบอกได้หรือไม่” นายช่างตอบว่า “ถ้าให้ทำตามที่บอก ก็สามารถทำได้” มโหสถจึงบอกว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านจงทําตามสิ่งที่เราบอก” มโหสถ จึงออกแบบศาลาให้เป็นส่วน ๆ โดยให้มีห้อง ดังนี้

๑. ห้องสําหรับสตรีไร้ญาติ ใช้เป็นที่คลอดบุตร
๒. ห้องสําหรับสมณะและพราหมณ์ ผู้อาคันตุกะ มาพัก
๓. ห้องสําหรับคฤหัสถ์ ผู้อาคันตุกะ มาพัก
๔. ห้องสําหรับเก็บสินค้าของพวกพ่อค้า ซึ่งเป็นผู้อาคันตุกะ ได้มาพัก
มโหสถ ออกแบบห้องแต่ละห้อง ให้มีประตูทางเข้าออกด้านหน้ามุข มีห้องสําหรับวินิจฉัยคดีความ และโรงธรรม มีสนามเล่นอยู่ตรงกลาง ครั้นศาลาเสร็จ ก็ให้จิตรกรเอก มาเขียนภาพจิตรกรรมฝาผนัง อย่างวิจิตร อ่อนช้อย งดงาม ตามจินตนาการของตน
มโหสถ เป็นแม่งานควบคุมการก่อสร้างศาลาเอง ทุกประการ คิดว่า ศาลายังไม่งดงามพอ จึงให้ขุดสระโบกขรณี ก่ออิฐล้อมรอบ มีเหลี่ยมมุมคดเคี้ยวไปมานับ ๑,๐๐๐ แห่ง มีท่าสําหรับลงอาบ นับ ๑๐๐ ท่า เต็มไปด้วยดอกบัว ๕ ชนิด ให้จัดสวนหย่อมไว้ริมสระ ปลูกต้นไม้นานาพันธุ์ ทั้งไม้ดอกไม้ประดับ ผลิดอกออกผลงดงาม

มโหสถ เริ่มใช้ศาลานั้น ตั้งโรงทาน ให้ทานสมณะและพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม และคนผู้เดินทางจรมาจากต่างแดน ผู้คนเป็นอันมาก ได้มาพักอาศัยศาลานั้น มโหสถนั่งในศาลา แนะนํา ผู้คน ให้รู้จักสิ่งที่ควรทํา และไม่ควรทํา เริ่มให้การวินิจฉัยคดีความต่าง ๆ
กาลนั้น ได้เป็นเหมือนกาลเสด็จอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า

ท่านสามารถ โหลดหนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ ได้ที่
https://www.opm.go.th/opmportal/multimedia/2022/project/index.html


หลังจบ “โครงการบรรพชาพุทธศากยบุตร เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๑๐ สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง”

คณะผู้จัดทำโครงการได้รับความเมตตาจาก พระราชอุปเสณาภรณ์ , พระราชกิจจาภรณ์ , พระศรีคุณาภรณ์ และ พระครูสิริวิหารการ

ในการนี้ คณะสามเณรได้รับโอกาสในการเข้ากราบสักการะ และได้รับความเมตตาให้พำนักพักแรม รวมถึงอุปถัมภ์ภัตตาหารเช้าและเพลอย่างดียิ่ง

ทั้งนี้ คณะทำงานได้มีโอกาสถวายรายงานและสรุปผล “โครงการบรรพชาพุทธศากยบุตร เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๑๐ สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง”

ในโอกาสเดียวกันนี้ พระราชกิจจาภรณ์ ได้เมตตามอบทุนการศึกษาและหนังสือ “ลูกผู้ชายต้องบวช” แก่สามเณร เพื่อใช้ในการศึกษาเล่าเรียนในลำดับต่อไป




จาก “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ถึง “ลูกผู้ชายต้องบวช” ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน จังหวัด ศรีสะเกษ ๗. อัจฉริยภาพแห่งปัญญา ฝึกฝนอุปนิสัยพระมหาบุรุษ ตามรอยพระมโหสถบัณฑิต












