


เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ พระมหาสิทธิชัย สิทฺธิญาโณ เจ้าหน้าที่ฝ่าย IT วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ประธานโครงการบรรพชาพุทธศากยบุตร นำสามเณรพุทธศากยบุตร เดินจงกรมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน จังหวัดศรีสะเกษ

ใน “โครงการบรรพชาสามเณรพุทธศากยบุตร สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ ปีที่ ๒



จากทศชาติ สู่ ทศบารมี

พระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๑๐ ประการ เพื่อปรารถนาความเป็นพระพุทธเจ้ามาหลายภพหลายชาติ จนไม่อาจกำหนดได้ นับตั้งแต่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นมนุษย์สามัญ เป็นมนุษย์ชั้นสูง จนถึงเป็นพระมหากษัตริย์ แต่ละพระชาติ ทรงบำเพ็ญแต่ละพระบารมี ด้วยจิตใจที่มั่นคง แน่วแน่ จนถึง ๑๐ พระชาติสุดท้าย ก่อนตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมีอย่างยิ่งยวด ดังนี้
๑. พระเตมีย์ ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยการออกบวช เป็นการปลีกตัวปลีกใจ ออกจากการครองเรือน


๒. พระมหาชนก ทรงบำเพ็ญวิริยบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความเพียร ความแกล้วกล้า ไม่เกรงกลัวอุปสรรค พยายามบากบั่น อุตสาหะ ไม่ทอดทิ้งธุระหน้าที่


๓. พระสุวรรณสาม ทรงบำเพ็ญเมตตาบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความรัก ความปรารถนาดี มีไมตรี คิดเกื้อกูลให้ผู้อื่นและเพื่อนร่วมโลกทั้งปวง มีความสุขความเจริญ


๔. พระเนมิราช ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความตั้งใจมั่น การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว วางจุดหมายแห่งการกระทำของตนไว้แน่นอน และดำเนินตามนั้นแน่วแน่


๕. พระมโหสถบัณฑิต ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความรอบรู้ ความหยั่งรู้เหตุผล เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลาย ตามความเป็นจริง และรู้จักแก้ไข ปฏิบัติจัดการต่าง ๆ


๖. พระภูริทัต ทรงบำเพ็ญศีลบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยการรักษากาย วาจา ให้อยู่ในหลักความประพฤติที่เป็นแบบแผนแห่งภาวะของตน ความประพฤติดีงามถูกต้องตามระเบียบวินัย


๗. พระจันทกุมาร ทรงบำเพ็ญขันติบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความอดทน ความทนทานของจิตใจ สามารถใช้สติปัญญาควบคุมตน ให้อยู่ในอำนาจเหตุผล และแนวทางความประพฤติ หรือการปฏิบัติที่ตั้งไว้ เพื่อจุดหมายอันชอบ


๘. พระนารทมหาพรหม ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความวางใจเป็นกลาง ความวางใจสงบราบเรียบสม่ำเสมอ เที่ยงธรรม และดำรงอยู่ในธรรม ไม่เอนเอียง หรือหวั่นไหวไป ด้วยความยินดียินร้ายชอบชังหรือแรงเย้ายวนยั่วยุใด ๆ


๙. พระวิธูรบัณฑิต ทรงบำเพ็ญสัจจบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยความตั้งมั่น ในสัจจะความจริง


๑๐. พระเวสสันดร ทรงบำเพ็ญทานบารมี หมายถึง การบำเพ็ญบารมีด้วยการทุ่มเท อุทิศตนเสียสละแม้แต่สิ่งที่สละได้ยาก


พระโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญพระบารมี ละเอียดขึ้นไปตามลำดับ ตั้งแต่ ขั้นธรรมดา เรียกว่า “บารมี” ขั้นกลาง เรียกว่า “อุปบารมี” และขั้นสูงสุด เรียกว่า “ปรมัตถบารมี”


ขั้นธรรมดา พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญพระบารมี โดยไม่คำนึงถึงทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ และคนที่พระองค์รัก เพื่อบรรลุพระโพธิญาณแล้ว พระองค์ทรงสละได้ แม้กระทั่งทรัพย์สมบัติทั้งปวง ยศถาบรรดาศักดิ์ และคนที่พระองค์รัก


ขั้นกลาง พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญพระบารมี โดยไม่คำนึงถึงอวัยวะ ร่างกาย ทรงหวงแหนพระโพธิญาณ ยิ่งกว่าหวงแหนอวัยวะ ร่างกาย เพื่อบรรลุพระโพธิญาณแล้ว พระองค์ทรงสละได้ แม้กระทั่งอวัยวะ และร่างกายของตน


ขั้นสูงสุด พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญพระบารมี โดยไม่คำนึงถึงชีวิต ทรงหวงแหนพระโพธิญาณ ยิ่งกว่าหวงแหนชีวิต เพื่อบรรลุพระโพธิญาณแล้ว พระองค์ทรงสละได้ แม้กระทั่งชีวิตของตน


บารมีทั้ง ๑๐ ประการ พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญละเอียดขึ้นไปตามลำดับ รวมเป็นบารมี ๓๐ ประการ ดังนี้

๑. เนกขัมมบารมี การบำเพ็ญบารมีด้วยการออกบวช เป็นการปลีกตัว ปลีกใจ ออกจากการครองเรือน ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งยั่วยุทางกายอันอาศัยเรือนเป็นเหตุ แม้จะยังไม่ออกบวชก็พรากกาย ออกไปจากความวุ่นวายของโลกในขณะนั้น เป็นกายวิเวก และการตั้งจิต ให้อยู่ในความสงบ เป็นจิตวิเวก เนกขัมมะ ขั้นสูงสุด หมายถึง การออกจากกิเลสทั้งปวง โดยมีความดับทุกข์ เป็นเป้าหมาย

พระโพธิสัตว์ ได้ทรงปฏิบัติในเนกขัมมบารมี มาโดยลำดับ ตั้งแต่ขั้นธรรมดา จนถึงขั้นสูงสุด บางพระชาติ ก็ออกบวช บางพระชาติ แม้ไม่ได้ออกบวช ก็ทรงดำรงตนอย่างมีสติ น้อมใจให้ออกจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองต่าง ๆ ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี อย่างแรงกล้า ตามลำดับ ดังนี้

(๑) เนกขัมมบารมี ปลีกตัวออกไปจากความยินดีในทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ และ คนที่รัก ด้วยความรักในพระโพธิญาณ ยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ และคนที่รัก จึงตัดความห่วงใย ปลีกตนเองไปบำเพ็ญกายวิเวก คือ ความสงัดทางกาย ถึงแม้ทรัพย์สมบัติ ยศถาบรรดาศักดิ์ และคนที่รัก จะสูญสิ้นไป เพราะการบำเพ็ญเนกขัมมบารมี ก็เสียสละได้ ไม่ยอมละทิ้งปณิธาน

(๒) เนกขัมมอุปบารมี ปลีกตัวออกไปด้วยความรักในพระโพธิญาณ โดยไม่คำนึงถึงอวัยวะ ร่างกาย จึงตัดความห่วงใย ที่มีต่ออวัยวะ ร่างกาย ปลีกตัวออกไปบำเพ็ญจิตวิเวก ด้วยการบำเพ็ญฌาน และสมาธิ เมื่อต้องบำเพ็ญเนกขัมมอุปบารมี เพื่อพระโพธิญาณแล้ว ก็ไม่ห่วงใยอวัยวะ ร่างกาย แม้จะต้องสูญเสียอวัยวะ ร่างกาย ก็เสียสละได้ ไม่ยอมละทิ้งปณิธาน

(๓) เนกขัมมปรมัตถบารมี ปลีกตัวออกไปด้วยความรักในพระโพธิญาณ โดยไม่คำนึงถึงชีวิต จึงตัดความอาลัยในชีวิต ปลีกตนบำเพ็ญอุปธิวิเวก คือ ความสงัดจากกิเลส ด้วยอริยมรรคญาณ เมื่อต้องบำเพ็ญเนกขัมมปรมัตถบารมี เพื่อพระโพธิญาณแล้ว แม้จะต้องสูญเสียชีวิต ก็เสียสละได้ ไม่ยอมละทิ้งปณิธาน

ส่วนหนึ่งจาก
ความนำ “จากทศชาติ สู่ทศบารมี” หนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕


คลิกอ่าน E – book หนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕
ทศชาติ ฉบับ ญาณวชิระ

คลิกฟัง หนังสือ “ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง” ฉบับ ญาณวชิระเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๙๐ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๕
ทศชาติ ฉบับ ญาณวชิระ

สำหรับ “โครงการบรรพชาสามเณรพุทธศากยบุตร สร้างมหาบารมีทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษ ไม่เปลี่ยนแปลง เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง“ จัดขึ้นเป็นปีที่ ๒ ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน จังหวัดศรีสะเกษ

เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีการอนุรักษ์ สืบสาน พุทธประเพณีศิลปะวัฒนธรรมอันดีงาม การศึกษาเรียนรู้ ๑๐ ปณิธานพระมหาบุรุษ จากหนังสือ ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ฉบับ ญาณวชิระ
และเป็นการอบรมเรียนรู้ทั้งภาคปริยัติ และปฏิบัติเพื่อส่งเสริมการพัฒนาจิต ด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง โดยยึดหลักไตรสิกขา อันมีพระรัตนตรัยเป็นสรณะ

อันเป็นโครงการต่อเนื่อง โดยเริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ ๒๖ เดือนมีนาคม ถึงวันที่ ๒๐ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๙

โดยมีผู้รับผิดชอบโครงการ คือ พระมหาสิทธิชัย สิทธิญาโณ พระเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์(IT) วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานครฯ เป็นประธานโครงการ และ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอิสาน ตำบลทุ่งไชย อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ

อุปถัมภ์โครงการโดย มูลนิธิบุญพระศาสนาสงเคราะห์
ที่ปรึกษาโครงการ ประกอบด้วย คณะสงฆ์จังหวัดศรีสะเกษ, คณะสงฆ์อำเภออุทุมพรพิสัย, คณะสงฆ์วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร , สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ และ สภาวัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ /วัฒนธรรมจังหวัดศรีสะเกษ




(๒) “ย่างก้าวแห่งปัญญา” จาก ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ถึง ลูกผู้ชายต้องบวช ๒๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ สามเณรพุทธศากยบุตร เดินจงกรมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน จังหวัดศรีสะเกษ





เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ พระมหาสิทธิชัย สิทฺธิญาโณ เจ้าหน้าที่ฝ่าย IT วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ประธานโครงการบรรพชาพุทธศากยบุตร นำสามเณรพุทธศากยบุตร เดินจงกรมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน จังหวัดศรีสะเกษ

การเดินจงกรม จาก ธรรมนิพนธ์เรื่อง “ลูกผู้ชายต้องบวช” เรียบเรียงโดย ญาณวชิระ พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร อธิบายว่า

การเดินจงกรม คือ การที่พระภิกษุเดินย่างก้าว โดยมีสติกำหนดอยู่ที่เท้าซึ่งกำลังก้าวเดินไป เป็นวิธีการทำสมาธิอย่างหนึ่งในอิริยาบถเดิน พุทธศาสนาควรศึกษาและทำความเข้าใจการทำสมาธิด้วยอิริยาบถเดิน ที่เรียกว่า “เดินจงกรม” การเดินจงกรมมีหลายวิธี ดังจะแนะนำตามลำดับ ต่อไปนี้

๑. การเดินจงกรมโดยไม่ต้องมีคำบริกรรมแต่อย่างใด ผู้เดินจงกรม ยืนตรงเอามือประสานกันไว้ด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ โดยมือขวาจับที่ข้อมือซ้าย หรือมือซ้ายจับที่ข้อมือขวา ตามความถนัด เท้าทั้งสองชิดกันพอประมาณ

จากนั้น กำหนดอาการยืนให้เห็นด้วยจิตว่าเรายืนอยู่อย่างไร เท้าอยู่อย่างไร มืออยู่อย่างไร กำหนดพื้นที่เท้าสัมผัสว่าเย็นร้อนนุ่มอ่อนแข็งอย่างไร กำหนดอากาศรอบๆ ตัวว่าเป็นอย่างไร แล้วเอาจิตไปไว้ที่เท้าทั้ง ๒ พร้อมกับก้าวเท้าออกเดิน จิตกำหนดอาการที่เท้ากำลังก้าวไปแต่ละก้าวๆ ปล่อยตัวตามสบาย ปล่อยกายตามสภาวะของกาย

เหมือนกำลังเดินอยู่กลางจักรวาลอันกว้างไกล ไม่มีพันธะ ไม่มีสิ่งเกาะเกี่ยว หรือทำความรู้สึกเหมือนคนกำลังปั่นจักรยาน สิ่งที่กำลังก้าวไปไม่ใช่ตัวตนของเรา การเดินโดยไม่มีคำบริกรรมภาวนาจะเดินช้าหรือเร็วก็ได้ แต่นิยมเดินเร็วพอประมาณ เพราะถ้าเดินช้าจิตจะเปลี่ยนเร็ว คือ จิตจะไม่อยู่กับอาการที่เท้ากำลังก้าวไป


การเดินจงกรมโดยไม่มีคำบริกรรมภาวนา จึงนิยมเดินเร็ว เพื่อไม่เปิดโอกาสให้จิตได้คิดเรื่องต่างๆ แต่ให้จิตเคลื่อนไปกับเท้าที่กำลังก้าวย่าง

๒. การเดินจงกรมโดยมีคำบริกรรมภาวนา เช่น พุทโธ หรือ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ หรือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา


สำหรับคำบริกรรมว่า พุทโธ นั้นไม่นิยมนำมาใช้ในการเดินจงกรม เนื่องจากการเดินจงกรมจิตและคำบริกรรมต้องสัมพันธ์อยู่กับเท้าที่ก้าวย่างไป บูรพาจารย์จึงไม่นิยมใช้ แต่มีที่ใช้อยู่บางสำนักเท่านั้น เพราะท่านถือว่าการบริกรรมอยู่ที่ใจ

การกำหนดยืน

ก่อนเดินจงกรมให้ยืนกำหนดยืนหนอๆ ๓ ครั้ง โดยเอาจิตตรวจตั้งแต่ศีรษะเคลื่อนลงมาที่ตา จมูก ปาก คาง คอจนถึงปลายเท้า จากปลายเท้ากลับขึ้นมาจนถึงศีรษะ แล้วกำหนดอยากเดินหนอๆ ๓ ครั้ง

จากนั้น เอาจิตไปอยู่ที่เท้าข้างขวาพร้อมกับกำหนดขวาย่างหนอ เอาสติไปอยู่ที่เท้าข้างซ้ายพร้อมกับกำหนดซ้ายย่างหนอ แล้วกำหนดตามเท้าที่กำลังก้าวย่างไปอย่างช้าๆ

การกำหนดเดิน
ขณะบริกรรมว่า “ขวา” แล้วค่อยๆ ยกส้นเท้าขวาขึ้นอย่างช้าๆ แต่ปลายเท้ายังไม่พ้นพื้น ขณะบริกรรมว่า “ย่าง” ปลายเท้าขวาพ้นจากพื้นพร้อมกับค่อยๆ เคลื่อนไปข้างหน้า ขณะบริกรรมว่า “หนอ” ปลายเท้าขวาแตะพื้นสุดเสียงคำบริกรรมว่า “หนอ” ฝ่าเท้าขวาวางเรียบเสมอพื้น อย่างนุ่มนวล แผ่วเบา แต่มั่นคง

จากนั้น เอาสติไปไว้ที่เท้าซ้ายพร้อมกับบริกรรมว่า ซ้ายย่างหนอ ขณะบริกรรมว่า “ซ้าย” ค่อยๆ ยกส้นเท้าซ้ายขึ้นอย่างช้าๆ เช่นเดิม แต่ปลายเท้ายังไม่พ้นพื้น ขณะบริกรรมว่า “ย่าง” ค่อยๆ ยกปลายเท้าซ้ายขึ้นให้พ้นพื้นพร้อมกับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ขณะบริกรรมว่า “หนอ” ปลายเท้าซ้ายแตะพื้นสุดเสียงคำบริกรรมว่า “หนอ” ฝ่าเท้าซ้ายวางเรียบเสมอพื้น ให้กำหนดเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ตามเท้าที่ก้าวไป


การกำหนดกลับ

เมื่อถึงปลายทางที่จะกลับ ให้วางเท้าทั้งสองคู่กันพร้อมกับกำหนดบริกรรมว่า “ยืนหนอๆ” ๓ ครั้ง โดยเอาจิตตรวจตั้งแต่ศีรษะเคลื่อนลงมาที่ตา จมูก ปาก คาง คอจนถึงปลายเท้า จากปลายเท้ากลับขึ้นมาจนถึงศีรษะ แล้วกำหนดบริกรรมว่า “อยากกลับหนอๆ” ๓ ครั้ง จากนั้นเอาจิตไปอยู่ที่เท้าข้างขวาพร้อมกับกำหนดบริกรรมว่า “กลับหนอๆ” เป็นคู่ ๓ คู่ คือ กลับหนอ กลับหนอ คู่แรก กลับหนอ กลับหนอ คู่ที่ ๒ กลับหนอ กลับหนอ คู่ที่ ๓ แต่ละคู่ให้เท้าทำมุมหมุนไปข้างขวา ประมาณ ๖๐ องศา เมื่อครบทั้ง ๓ คู่ หน้าจะตรงทางที่เดินมาพอดี ในขณะที่เท้าทั้ง ๒ จะวางคู่กัน

เมื่อจะหยุดให้ยืนบริกรรม “ยืนหนอๆ” ๓ ครั้ง แล้วตามด้วย “อยากหยุดหนอๆ” ๓ ครั้ง หากจะนั่งสมาธิให้บริกรรม“ยืนหนอๆ” ๓ ครั้ง แล้วตามด้วย “อยากนั่งหนอๆ” ๓ ครั้ง แล้วกำหนดอาการนั่ง

สำหรับการเดินจงกรมโดยกำหนดแบบอนิจจัง (ความไม่เที่ยง) ทุกขัง(ความเป็นทุกข์) อนัตตา(ความไม่มีตัวตน) ก็ไม่มีข้อแตกต่างอะไร เป็นแต่เพียงเปลี่ยนคำบริกรรมจากขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอมาเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเท่านั้น โดยเอาจิตไปไว้ที่เท้าข้างขวาหรือซ้ายพร้อมกับกำหนดดังนี้ ขณะยกเท้าขึ้นให้บริกรรมอนิจจัง ขณะเท้าก้าวย่างไปให้บริกรรม ทุกขัง ขณะเท้าแตะพื้นให้บริกรรม อนัตตา

ในขณะเดินอาจหยุดยืนแล้วพิจารณาร่างกายเราหรือสรรพสิ่งว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นไม่มีตัวตนที่แท้จริงก็ได้ เมื่อพิจารณาแล้วก็ก้าวเดินต่อไป




นอกจากนั้น ยังมีวิธีเดินจงกรม โดยไม่ต้องมีคำบริกรรม เพียงขณะเดินให้เอาจิตไปดูอาการที่เท้ากำลังเคลื่อนไหวขึ้นลง และสัมผัสพื้น จะเดินช้าหรือเร็วก็ได้ ไม่มีข้อกำหนด ขอเพียงให้รับรู้อาการที่เท้ากำลังเคลื่อนไป ให้ทำความรู้สึกว่าวัตถุสิ่งหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวไปข้างหน้า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา มองทะลุผ่านความเป็นเราความเป็นเขาแล้วเคลื่อนเท้าไปอย่างสิ่งที่ปราศจากชีวิต แต่สมบูรณ์ด้วยสติสัมปชัญญะ คมและฉับไวต่อทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว


(๒) “ย่างก้าวแห่งปัญญา” จาก ทศชาติ ปณิธานมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง ถึง ลูกผู้ชายต้องบวช ๒๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๙ สามเณรพุทธศากยบุตร เดินจงกรมถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พุทธสถานฮ่องธรรม ฮ่องคำอีสาน จังหวัดศรีสะเกษ












