
แสงแรกแห่งอรุณรุ่งค่อย ๆ สาดส่องเหนือชุมชนบ้านปากน้ำบุ่งสระพัง จังหวัดอุบลราชธานี เช้าวันนี้ ชาวบ้านต่างทยอยออกมาจับจองพื้นที่ริมถนน เตรียมสำรับอาหารคาวหวานเพื่อรอใส่บาตรพระสงฆ์ตามวิถีพุทธที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน

ในเช้าวันนี้ พระเดชพระคุณพระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร ได้เมตตาเดินทางเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนในชุมชนปากน้ำบุ้งสระพัง พร้อมออกบิณฑบาตร่วมกับคณะพระสงฆ์ ท่ามกลางบรรยากาศอันเรียบง่ายและอบอุ่นของวิถีชนบทอีสาน

ระหว่างเส้นทางบิณฑบาต พระเดชพระคุณได้หยุดทักทายและสนทนากับบรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ที่ออกมานั่งรอใส่บาตรตั้งแต่เช้าตรู่ หลายท่านแม้อายุจะล่วงเลยเข้าสู่วัยชรา แต่ยังคงรักษาศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง บางท่านนั่งอยู่บนเสื่อริมถนน บางท่านใช้ไม้เท้าพยุงกาย แต่ทุกคนล้วนเปี่ยมด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขเมื่อได้มีโอกาสถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์

พระราชกิจจาภรณ์ได้แสดงความห่วงใย สอบถามสารทุกข์สุกดิบ รับฟังเรื่องราวการดำเนินชีวิต และให้กำลังใจแก่ผู้สูงอายุในชุมชนด้วยความเมตตาและเป็นกันเอง สร้างความปลาบปลื้มใจแก่ชาวบ้านเป็นอย่างยิ่ง
ภาพของพระสงฆ์เดินเรียงแถวรับบิณฑบาตท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า ประกอบกับภาพของผู้สูงอายุที่ยังคงยึดมั่นในประเพณีทำบุญตักบาตร สะท้อนให้เห็นถึงความงดงามของวิถีพุทธ ความกตัญญูต่อพระศาสนา และความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างคณะสงฆ์กับชุมชน
การลงพื้นที่เยี่ยมเยียนในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการธำรงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามแล้ว ยังเป็นการเติมพลังใจแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ให้ได้รับความอบอุ่นจากพระเมตตาของคณะสงฆ์ อันเป็นภาพแห่งศรัทธาที่งดงามและน่าประทับใจยิ่ง ณ ชุมชนบ้านปากน้ำบุ้งสระพัง จังหวัดอุบลราชธานี

เริ่มต้นเช้าวันใหม่ด้วยการแบ่งปัน
“ชาวบ้านขาดพระไม่ได้ฉันใด
พระก็ขาดชาวบ้านไม่ได้ ฉันนั้น “

ย้อนกลับไปในปีพุทธศักราช ๒๕๕๘
พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ พระวิจิตรธรรมาภรณ์ เมตตาให้ความรู้เกี่ยวกับอานิสงส์ของการบิณฑบาต และการใส่บาตร ลงในคอลัมน์ ธรรมโอสถ เขียนโดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์ นิตยสาร เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ ๒๓ ฉบับที่ ๑๑๙๙ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘ ตอนหนึ่งว่า …

ปีที่ ๒๓ ฉบับที่ ๑๑๙๙ วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘
เรื่องการบิณฑบาตนั้น เราต้องแยกออกเป็นสองส่วน คือ ในสังคมเมือง และสังคมชนบท
“เนื่องจากว่า เงื่อนไขของคนในสังคมเมืองมีความสลับซับซ้อนมาก คนตื่นขึ้นมามีแต่ความรีบเร่ง ต้องไปส่งลูกแต่เช้าเพื่อไปให้ทันโรงเรียน คนที่ไปทำงานก็ต้องแข่งขันกับเวลา แข่งกับท้องถนนเพื่อที่จะไปให้ทันกันการเข้าทำงาน เพราะฉะนั้น คนที่สามารถก้าวข้ามความสลับซับซ้อนตรงนี้ได้ ก็คือ ต้องยกระดับจิตขึ้นอีกชั้นหนึ่ง จึงจะทำกิจเหล่านี้ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงของสังคมเมืองได้เปลี่ยนวิถีชีวิตของพระสงฆ์และประชาชนไปบ้าง ก็ต้องมีการปรับรูปแบบกันไป “

ท่านอธิบายต่อมาว่า บางที ประชาชนก็เลือกไปทำทานในรูปแบบอย่างอื่นแทนการตักบาตร เนื่องจากเงื่อนไขสังคมเมืองเป็นอย่างนี้ คนก็เลือกในการไปถวายสังฆทาน หยอดตู้บริจาคแทนรูปแบบการตักบาตร แต่วิถีชีวิตของคนในสังคมชนบท ยังเป็นวิถีชีวิตที่การตักบาตรกับพระสงฆ์ยังมีความเกี่ยวข้องกันอยู่มาก


“ตัวอาตมาเอง แม้จะอยู่ในกรุงเทพฯ เวลากลับต่างจังหวัดก็ได้ไปบิณฑบาต การบิณฑบาต ไม่ใช่แค่ต้องการไปรับอาหารจากญาติโยมเท่านั้น แต่ว่า ถือโอกาสไปเยี่ยมโยม เดินออกจากประตูวัด ก็ไปตามเส้นทางเดินตามหมู่บ้าน เราก็ได้มีโอกาสเจอผู้คน โยมก็ทักทายเรา เราก็ทักทายโยม เป็นวิถีชีวิตที่พระและชาวบ้านอาศัยการบิณฑบาตนี้ให้มีความใกล้ชิดกันมาก”

ตั้งแต่ท่านบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดปากน้ำ (วัดในหมู่บ้าน) ต่อมาไปอยู่วัดป่าพระพิฆเณศวร์ ซึ่งเป็นวัดร้างในป่า ห่างจากหมู่บ้านราว ๓ กิโลเมตร บริเวณบ้านปากน้ำ (บุ่งสระพัง) ตำบล กุดลาด อำเภอ เมือง จังหวัด อุบลราชธานี ท่านเล่าว่า วิถีการบิณฑบาตนั้น มีความสำคัญยิ่งมาจนถึงทุกวันนี้

“อาตมาเดินบิณฑบาตออกจากวัดป่า ตั้งแต่ตีห้าครึ่ง เพราะต้องเดินเข้ามาในหมู่บ้าน หมายความว่า ตีสี่ก็ต้องตื่นแล้ว ทำกิจต่างๆ เช่น กวาดศาลา แล้วก็ตั้งน้ำใช้ น้ำฉัน จากนั้นค่อยเดินออกมา ก่อนจะเข้าหมู่บ้านก็ต้องรอว่าชาวบ้านเขาพร้อมตอนเวลาไหน รับบาตรเสร็จก็เดินกลับ ใช้เวลาเดินไปกลับประมาณ ๖ กิโลเมตร เวลาออกจากหมู่บ้านคนก็ต้องผ่านป่า ผ่านทุ่งนาเข้าไป


“เป็นช่วงเวลาที่เราได้ตรึกตรองบางสิ่งบางอย่าง ผู้คน วิถีชีวิต ใบไม้ ต้นหญ้า กรวดหิน สิ่งเหล่านี้ เป็นสิ่งที่เรานำมาพินิจพิจารณาบางสิ่งบางอย่าง ทำให้เรามีจิตที่ละเอียดลง ผู้คนสองข้างทาง ต้อนวัวควายลงทุ่งลงท่า เป็นชีวิตที่งดงามมาก พอเราเดินไปสัมผัสสิ่งเหล่านี้ ตัวเราก็มีจิตทีละเอียดลออกับสิ่งที่เรียกว่าเป็นชีวิต ทำให้เราได้สัมผัสผู้คน กับทุกสิ่งทุกอย่าง

“จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ วิถีชนบทก็ยังเป็นแบบเดิมตอนที่อาตมาเป็นสามเณรอยู่ ประชาชนก็จะมานั่งกันเป็นกลุ่มๆ อย่างนี้ แล้วพระก็เดินบิณฑบาต ร่วม ๓๐ ปี ของการใช้ชีวิตเป็นพระเป็นเณร ชาวบ้านก็อยู่อย่างนี้ของเขา แล้วก็เลี้ยงพระเลี้ยงเณรในชุมชน ในชุมชนมีวัด วัดก็ต้องเกื้อกูลกับชาวบ้าน ชาวบ้านก็เกื้อกูลกับวัด มีงานบางสิ่งบางอย่างที่เกิดขึ้นในชุมชน พระก็ต้องไปช่วย ตอนเป็นเณร หน้าฝนถนนขาด หลวงพ่อเจ้าอาวาส ก็จะพาพระเณรไปช่วยกันทำถนน ยังเป็นภาพที่ติดตาอยู่ตอนเป็นเณรที่ไปช่วยชาวบ้าน ในการถมถนน”

สิ่งเหล่านี้เป็นมุมหนึ่งที่สังคมไทยในเมือง ในปัจจุบันอาจจะไม่เคยเห็น ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์ สะท้อนว่า ส่วนวิถีชีวิตในชนบทที่พระสัมพันธ์กับชาวบ้านอีกมุมหนึ่ง พระท่านยังทำอย่างนี้อยู่

“หมู่บ้านในประเทศไทยประมาณ ๗๐,๐๐๐ หมู่บ้าน วัด ณ เวลานี้ก็มีประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าวัด เราอาจจะตัดวัดในชุมชนเมืองออกไป ประมาณ ๔,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ วัด วัดที่เหลือประมาณ ๓๐,๐๐๐ วัด เป็นวัดที่กระจายตัวอยู่ตามชุมชนทั่วประเทศไทย พระเหล่านี้ก็ยังมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับชาวบ้าน ซุกตัวอยู่เงียบๆ ในมุมใดมุมหนึ่งของสังคมใดสังคมหนึ่ง ในประเทศไทย แล้วต่างเกื้อกูลกันและกัน ชาวบ้านขาดพระไม่ได้ฉันใด พระก็ขาดชาวบ้านไม่ได้ ฉันนั้น “










