
ร้อยยี่สิบราตรี …๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๑
ผู้เขียนกลับมาเปิดบันทึก เมื่อครั้งเดินทางไปเยี่ยมท่านอาจารย์เจ้าคุณเทอด พระราชกิจจาภรณ์ เมื่อครั้งที่ท่านถูกกล่าวหาโดยไม่มีความผิด จนถูกจองจำฟรี เป็นเวลาปีกว่าที่อยู่ในเรือนจำ หรือประมาณ ๔๕๐ วัน
ในบันทึก เริ่มต้นเขียนไว้ในช่วงที่ผ่านไป ๑๒๐ วันแล้ว วันนั้น ๒๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๑ เมื่อได้ไปกราบเยี่ยมท่านอาจารย์เจ้าคุณซึ่งถูกจำกัดอิสรภาพอยู่ที่นั่น ผู้เขียนก็ร่ำไห้อยู่ภายในใจ เหตุใด ครูบาอาจารย์จึงได้ถูกเข้าใจผิดมากมาย จนต้องถูกจับ…เป็นคำถามมาจนถึงทุกวันนี้ที่ยังไม่มีคำตอบ
หรือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องอจินไตย ?
“อาจเป็นเวรกรรมในสังสารวัฏที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ในชาตินี้” ท่านอาจารย์เจ้าคุณบอกกล่าวผ่านเสียงที่ออกมาทางโทรศัพท์ที่มีกระจกคั่น ที่นั่น เรือนจำพิเศษ กรุงเทพฯ

เมื่อมองย้อนกลับไป …
เป็นเรื่องที่เรียกว่า กลับตาลปัตรก็ไม่ผิดนัก เมื่อท่านพระอาจารย์ผู้สละชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา บวชเรียนมาตั้งแต่เยาว์วัยจนถึงปัจจุบัน กว่าสามสิบพรรษา ต้องถูกจำกัดพื้นที่… พระสุปฏิปันโนผู้มีศีลาจาวัตรงดงามมาตลอดชีวิตในร่มกาสาวพัสตร์
ท่านเล่าให้ฟังในเวลาต่อมาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงขีดหนึ่งในรอยน้ำ …
ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาจนกระทั่งปัจจุบันล้วนเกิดเหตุการณ์ต่างๆ มากมายกับนักบวช พระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ พระผู้เสียสละชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา พระที่รักษาป่าต้นน้ำ พระผู้ช่วยเหลือเกื้อกูลสังคม มากมายมหาศาล ล้วนผ่านประสบการณ์เช่นนี้ การถูกจองจำทั้งๆ ที่ไม่มีความผิดจึงเกิดขึ้นได้ และเกิดมาแล้วทุกยุคทุกสมัย

หรือนี่เป็นหนึ่งบททดสอบและการเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง ทุกขสัจจ์สำหรับผู้จะหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวงจึงเป็นเรื่องเสียดแทงใจเหนือคำบรรยายในเบื้องต้น แต่เมื่อเข้าใจและผ่านพ้นภาวะทุกข์กัดกินก็จะหลุดจางคลายไปออกจากจิตจนเป็นอิสระในที่สุด
แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวที่กว่าจะผ่านคืนวันอันโหดร้ายมาได้ คืนวันที่มีแต่แสงนีออนแยงตา ไม่มีการดับไฟในนั้น แต่ขณะเดียวกันก็ไม่มีโอกาสเห็นแสงจันทรา

ท่านเล่าว่า ได้แต่เพียงกลับมาอยู่กับลมหายใจในปัจจุบันขณะ และมีความหวังดังคำตรัสของพระมหาชนกที่ว่ายอยู่กลางน้ำเชี่ยว ๗ วัน ๗ คืนว่า “บุรุษผู้เป็นบัณฑิต ควรพยายามร่ำไป ไม่ควรเบื่อหน่ายในกิจของตน… เพียรสู้ทนทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถ ย่อมจะประสบความสำเร็จแน่นอน”

ท่านเล่าว่า ตั้งแต่ราตรีแรกจนถึงเวลาผ่านไป ๑๒๐ ราตรี ในช่วงแรก ตั้งแต่วันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑ เป็นต้นมา เด็กวัยรุ่นคนหนึ่งที่อยู่ในห้องเดียวกันก็นำผ้าสามผืนมาปูให้ทุกวัน โดยทุกคนเมื่อเข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่วันแรกจะได้รับผ้าห่มคนละสามผืน ผืนหนึ่งไว้ปูนอน อีกผืนไว้หนุนนอน และอีกผืนไว้ห่มนอน และตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ เด็กวัยรุ่นคนนั้นเขาได้ทำสิ่งนี้มาตลอดทุกวัน และทุกเช้า เขาจะไปนำข้าวต้มมาให้ฉันทุกวันเช่นกัน

จะว่าไป ชีวิตที่นี่กับชีวิตพระมีเพียงขีดบางๆ ที่กั้นไว้เท่านั้น หากมองเห็นความจริงแล้ว ทุกอย่างไม่ต่างกัน เหมือนมาธุดงค์ ท่านว่าอย่างนั้น
ไม่มีใครรู้ว่า ในใจของท่านมีความทุกข์หรือไม่ แต่ข้างในนั้นเต็มไปด้วยคนทุกข์ทั้งกายและใจ ที่ค่อยๆ ทยอยมาปรึกษาท่านทีละคน ท่านเห็นว่า ธรรมะเท่านั้นที่จะช่วยคลายทุกข์ให้ผู้คนได้ ในพื้นที่อันจำกัดเช่นนั้น

ธรรมะจะช่วยให้เกิดความเข้าใจในความเป็นจริงของชีวิต การทำสมาธิ และการรับฟังความทุกข์ มีประโยชน์มากมหาศาลกับคนที่นี่ ท่านอาจารย์เจ้าคุณจึงเริ่มที่ช่วยพวกเขาตามกำลังเท่าที่ทำได้
ดังที่ท่านเล่าให้ฟังถึงเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่มาปรึกษาเรื่องความสับสนในใจ ท่านก็ให้กลุ่มวัยรุ่นสทนากันถึงความทุกข์ของแต่ละคนที่ประสบ ไม่เพียงพูดคุยธรรมดา แต่ให้ฝึกสติ รับรู้ความรู้สึกอยู่กับลมหายใจเข้า-หายใจออกจนเกิดสมาธิแล้วพิจารณากาย-ใจ ตามหลักสติปัฏฐาน ๔ จนจิตใจสงบ ให้คิดอย่างรอบคอบ แล้วค่อยสนทนากัน จากนั้น เมื่อมีเวลาให้ฝึกสมาธิกันเองตามความสนใจของเขาตั้งแต่ตื่นจนถึงเข้านอนในแต่ละวัน
ท่านเล่าว่า มีฝรั่งคนหนึ่งอยู่มานานแล้ว ไม่มีญาติมาเยี่ยมเลย ท่านเห็นแล้วก็เกิดความเมตตา ก็เป็นญาติให้ฝรั่งคนนั้น ซื้อสบู่แปรงสีฟัน ยาสีฟันให้ และสนทนากัน ก็ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจขึ้นมาบ้าง ก็เลยทำให้อยู่กันจนเป็นเหมือนบ้านที่สอง ความรู้สึกกับผู้คนที่นี่เหมือนเป็นญาติ ทั้งผู้คุม ผู้ต้องขัง เราอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน
แต่ก็นั่นแหละ ท่านเล่าว่า ที่นี่เป็นที่รวมของสรรพชีวิตของคนข้างนอกที่กระทำผิด พอมาอยู่ข้างในย่อมจะมีความกดดันมากเป็นธรรมดา แต่ธรรมะและความเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่นเท่านั้นที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์จากความกดดันที่มากระทบใจในแต่ละวันได้

บางครั้งอาตมาก็รู้สึกว่า เราเป็นครึ่งพระ ครึ่งคน หรืออย่างไร ?
แต่อย่างน้อยที่นี่ก็มีเวลามากขึ้น
มีเวลาทบทวน จนเกิดความชัดเจนขึ้นในใจทีละเล็กทีละน้อยมาโดยลำดับ มีเวลาทำสมาธิมากขึ้น เดินจงกรมมากขึ้น อ่านหนังสือธรรมะ อ่านพระไตรปิฎก และช่วยที่นั่นจัดทำห้องสมุดและหาทางที่จะนำพระไตรปิฎกเข้ามาในห้องสมุดของเรือนจำเพื่ออ่าน ศึกษา และหาทางที่จะช่วยเหลือผู้คนที่นี่ตามกำลัง

“อนิจจัง” ใช่ ท่านบอก ทุกอย่างมันอนิจจังจริงๆ ขณะเดียวกันก็พบกับ “นิจจัง” ด้วย
อนิจจัง- นิจจัง ความไม่แน่นอน คือ ความแน่นอนจริงๆ ถ้าเราเข้าใจ ชีวิตมันก็มีเพียงเท่านี้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ไม่มีอะไรคงทน

ตลอดเวลากว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา ได้ทำงานให้หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถร)
“อาตมาเขียนโครงการ เป็นร้อยๆ โครงการ จนมาถึงวันนี้ วันที่มาอยู่ในนี้ ช่างเป็นเรื่องประหลาดหรืออย่างไร กับโครงการมากมายเพื่อพระพุทธศาสนา กับการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปในทุกมิติ กับการเคลื่อนไปของพระหนุ่มในพื้นที่ทั่วประเทศทั้งสี่ภาคที่ได้ปลูกเมล็ดพันธุ์ลงไปและกำลังเติบโต ในการช่วยเหลือผู้คนในพื้นที่ให้ได้ธรรมะ จะต้องสะดุด หยุดชะงักลง”

แต่ไม่หรอก ทุกโครงการที่ท่านได้ทำ และพระสงฆ์ในแต่ละพื้นที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่ายพุทธบุตร หรือ การอบรมพระวิทยากร ฯลฯ ทุกอย่างได้รับการต่อยอดไปในทิศทางของพระภิกษุรุ่นใหม่แต่ละท่านในแต่ละพื้นที่ตามศักยภาพและปัญหาที่พบ โดยนำหลักสูตรธรรมประยุกต์ไปปรับใช้เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลผู้คนให้ออกจากความทุกข์น้อยใหญ่ตามกำลัง

โครงการมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโครงการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โครงการสวดมนต์ข้ามปี และหลักสูตรการปฏิบัติธรรมมากมายที่เกิดขึ้น เป็นหลักสูตรที่ตอบโจทย์ปัญหาในพื้นที่อย่างมีทิศทางและเป้าหมายในการช่วยเหลือผู้คนให้ดับทุกข์ได้น้อยใหญ่ตามเหตุปัจจัย
ท่านบอกว่า เมื่อระลึกย้อนไปถึงสิ่งที่ทำมาก็ปีติทุกครั้งที่ได้ทำความดี ทำสิ่งที่งดงามฝากไว้ในพระพุทธศาสนา จนถึงวันนี้ ก็ต้อง อดทน และ ทนให้ได้

คำนี้ของท่านได้ส่งผ่านไปถึง โยมพ่อ โยมแม่ของท่านด้วย ที่ก็ประหลาดใจ แปลกใจเดียวกับท่านและลูกศิษย์ทุกคน ว่าทำไมท่านจึงไปอยู่ในนั้น
ท่านบอกว่า สามสิบกว่าปี ก็แทบไม่ได้กลับไปบ้านเลย แต่เมื่อท่านต้องประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้ หัวใจ และความรู้สึกของคนเป็นพ่อแม่ก็ย่อมเป็นห่วงกังวลถึงลูกมากมหาศาล ว่าเกิดอะไรขึ้น แม้ว่าจะมอบชีวิตลูกให้กับพระพุทธเจ้า ให้กับพระพุทธศาสนาแล้วก็ตาม แล้วทำไมจึงต้องเกิดสิ่งนี้ขึ้น เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ไม่เข้าใจ โยมพ่อ โยมแม่ก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่า พระลูกชายที่งดงามด้วยวัตรปฏิบัติมาตลอดชีวิตความเป็นพระไม่เคยด่างพร้อยในศีลาจาวัตรทำไมต้องไปอยู่ในนั้น

สหธรรมมิก และพระลูกศิษย์ของท่านจึงแวะเวียนกลับไปบ้านโยมพ่อโยมแม่ของท่านเพื่อให้กำลังใจ และฝากคาถา ๒ คำนี้ไว้
“อดทน และ ทนให้ได้”
ผู้เป็นศิษย์เมื่อได้ยินคำนี้ ก็ต้องอดทน และทนให้ได้ เช่นกัน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ท่านบอกว่า สิ่งที่โยมพ่อกับโยมแม่จะได้รับก็คือ ความแกร่ง

ใช่ เราก็ต้องแกร่งขึ้น จะมัวมาน้ำตาไหล เสียใจไม่ได้แล้ว เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้น …พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้ามีใครมายิงลูกศรใส่เรา เราไม่ต้องไปถามหาคนยิง แต่ให้เรารักษาบาดแผลจะดีกว่า
นี่คือการให้อภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่ต้องทำ และต้องทำให้ได้ด้วย
มโนปณิธานของท่านยังแจ่มชัด และชัดเจน ดังคำกล่าวของท่านบนหนังสือ “ทศชาติ” ที่ท่านเขียนว่า “ขุนเขาย่อมมีวันทลาย สายน้ำย่อมมีวันเปลี่ยนทาง แต่ปณิธานของมหาบุรุษไม่เปลี่ยนแปลง”

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้ตระหนักว่า นี้คือบททดสอบบารมี เพราะบางทีท่านอาจทำดีเกินไปหรืออย่างไร

บันทึกท้ายบท

ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) เปิดตู้นิทรรศการเล็กๆ ให้สหธรรมมิก และศิษยานุศิษย์ได้ชมเรื่องราวที่ท่านเก็บรวบรวมไว้ในช่วง ๔๕๐ วันในเรือนจำ ซึ่งมีทั้ง ผ้าไตร จีวร สังฆาฏิ ที่ถูกปลดออกในช่วงเวลาที่ต้องเข้าเรือนจำ โดยมิได้เปล่งวาจาลาสิกขา รวมทั้งชุดขาวที่ประดุจไตร จีวร ที่ต้องสวมใส่ในช่วงนั้น อีกทั้งบันทึกซึ่งรวมเป็นเล่มในชื่อว่า “สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) ก็เขียนขึ้นในเรือนจำ โดยท่านบันทึกอยู่บนด้านหลังใบเสร็จอาหารที่มีญาติโยมซื้ออาหารไปถวายจากที่เรือนจำมีขาย และจากเศษกระดาษที่พอจะหาได้ ในนั้น และแล้วในที่สุดสัจธรรมก็ปรากฏ เมื่อท่านและคณะพระเถระทั้ง ๕ รูป ไม่ได้มีความผิดใดๆ ในที่สุด ศาลก็ยกฟ้อง คดีถึงที่สุดเมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๖๗
จากนั้น เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ ราชกิจจานุเบกษา ก็ประกาศพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ ในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังนี้












