
สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๓๔ รู้จักอายตนะ ๖ ช่องทางรับรู้อารมณ์ ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ”

บทที่ ๓๔ รู้จักอายตนะ ๖ ช่องทางรับรู้อารมณ์
รูป คือ กาย มีดิน น้ำ ไฟ ลม เป็นส่วนประกอบพื้นฐานทำให้เกิดโครงสร้างรูปกายต่างๆ
ส่วน นาม คือ ใจ มีโลภะ (ราคะ) โทสะ (ปฏิฆะ) และโมหะ (อวิชชา) เป็นส่วนประกอบพื้นฐาน ทำให้จิตใจปรุงแต่งไปต่างๆ ตามส่วนประกอบพื้นฐานของจิต
โดยมีช่องทางรับอารมณ์ เรียกว่า “อายตนะ” ๖ ได้แก่

๑.ตาเห็นรูป
๒.หูได้ยินเสียง
๓.จมูกได้กลิ่น
๔.ลิ้นลิ้มรส
๕.กายรับรู้การสัมผัส
๖.ใจปรุงแต่งความนึกคิด

การรับรู้ทางตา คือ จักษุวิญญาณ เมื่อกระทบกับรูปก็เกิดความรู้สึกชอบ ชัง หรือ เฉยๆ เรียกว่า “เวทนา” เกิดการรับรู้อย่างไร สัญญาก็จดจำเอาไว้อย่างนั้น เรียกขั้นตอนการทำงานของนามว่า “สัญญา” จากนั้น สังขารก็ทำหน้าที่นึกคิดปรุงแต่งต่อไป ตามลักษณะแห่ง โลภะ(ราคะ) โทสะ (ปฏิฆะ) และโมหะ(อวิชชา)ที่นอนเนื่องอยู่ในจิต เรียกว่า “สังขาร” เป็นเหตุนำไปสู่การยึดอารมณ์นั้น ไม่ว่าจะยึดไว้ในรูปแบบรักหรือยึดไว้ในรูปแบบชังก็ตาม เรียกว่า “อุปาทาน” แล้วตกตะกอนเป็นอนุสัยนอนนิ่งอยู่ในจิตสืบต่อเป็นกระแสวิญญาณ

เมื่อการรับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ กระทบกับอารมณ์ชนิดใดก็จะนึกคิดปรุงแต่งไปตามอนุสัยแห่งโลภะ(ราคะ) โทสะ(ปฏิฆะ) และโมหะ(อวิชชา) ที่นอนเนื่องในจิตแล้วแสดงออกมาตามอนุสัยนั้นๆ

ความหมายของคำว่า “อนุสัย” ที่พูดถึงนี้ ถ้าจะให้ตรงตามภาษาที่สื่อสารกัน ก็น่าจะหมายถึงกมลสันดานของแต่ละบุคคล
“เมื่อต้องการความสะอาด
ก็ต้องชำระล้างด้วยน้ำสะอาด
เมื่อต้องการจิตที่สะอาด
ก็ต้องใช้วิธีชำระล้างจิตให้สะอาด”
เมื่อต้องการความสงบก็ต้องใช้วิธีที่ทำให้จิตสงบ
เมื่อต้องการปัญญาก็ต้องใช้วิธีทำให้เกิดปัญญา
เมื่อเราใช้วิธีต่อสู้แบบข้าศึก จิตก็จะกลายเป็นสมรภูมิความคิดเต็มไปด้วยความขัดแย้งต่อต้านอยู่ภายใน

ดังนั้น เวลานั่งสมาธิ การรู้จักจิตแล้วสร้างความเป็นมิตรกับอารมณ์ที่เป็นข้าศึกขึ้นมาดีกว่าต่อต้านจิต เหมือนรู้จักคนที่เป็นข้าศึกกับเราแล้วสร้างความเป็นมิตรขึ้นมา ดีกว่าจะคอยต่อตีกับคนที่เป็นปฏิปักษ์กับเรา ค่อยๆ ปรับปรุงจิตปรับปรุงวิธีคิดวิธีภาวนาไปเรื่อยๆ เพื่อให้เกิดความลงตัวในการปฏิบัติ

สุดทางจงกรม : สมาธิเบื้องต้นสำหรับลงมือปฏิบัติ (มหาสติปัฏฐาน ๔) บทที่ ๓๔ รู้จักอายตนะ ๖ ช่องทางรับรู้อารมณ์ ประพันธ์โดย พระราชกิจจาภรณ์ (พระมหาเทอด ญาณวชิโร) “ญาณวชิระ” จัดพิมพ์ โดย : สถาบันพัฒนาพระวิทยากร เลขที่ ๓๔๔ อาคารสันติวัคคีย์ แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบ กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๐๐

ส่วนหนึ่งจากคำนำ “สุดทางจงกรม”
สุดทางจงกรมเป็นหนังสือเกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิในเบื้องต้น โดยอาศัยหลักมหาสติปัฏฐาน ๔ เป็นแนวทาง เป็นภาคต่อจากเล่ม “สมาธิเบื้องต้นสำหรับชาวบ้าน ภาค ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสมาธิ” ที่ได้พิมพ์ไปแล้ว เมื่อปี พุทธศักราช ๒๕๕๒
เนื้อหาในหนังสือเป็นการหยิบเอาข้อคิดจากการปฏิบัติมารวบรวมไว้ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้เริ่มสนใจในทางปฏิบัติเหมือนการทำแผนที่สภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นขณะปฏิบัติสมาธิ แล้วทำเครื่องหมายตรงจุดที่สำคัญเป็นสัญลักษณ์เอาไว้ ผู้เขียนใช้เวลาเรียบเรียงขณะถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๖๒ รวมระยะเวลาที่ถูกคุมขัง ๔๕๐ วัน

ช่วงเวลานั้นเหมือนกำลังลอยคออยู่กลางทะเลลึก ทั้งยังต้องเผชิญกับคลื่นมหาสมุทรของพายุร้ายที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ท่ามกลางค่ำคืนที่มืดมิดไม่เห็นฝั่ง “ความหวัง คือ แสงสว่างเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ แม้มองไม่เห็นฝั่งก็จะไปให้ถึงฝั่ง” ในระหว่างนั้น ได้ใช้สมาธิภาวนาเป็นเครื่องดำรงอยู่ เพื่อเตรียมจิตให้พร้อมในการเผชิญหน้ากับความทุกข์เข็ญใดๆ บรรดามี ซึ่งกำลังรออยู่ข้างหน้า หลังออกจากการนั่งสมาธิในแต่ละวัน ได้บันทึกสภาวะจิตขณะนั้นๆ เอาไว้ แล้วนำมาเรียบเรียงเป็นหนังสือ ชุด สมาธิเบื้องต้นสำหรับชาวบ้าน จนเสร็จสิ้นบริบูรณ์
เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายอย่าง จึงทำให้การจดบันทึกและการเรียบเรียงหนังสือเป็นไปด้วยความยากลำบาก ต้องใช้วิธีจดบันทึกใส่ใบคำถามเกี่ยวกับปัญหาในทางคดีที่ทนายสอบถามเข้ามาบ้าง จดบันทึกใส่กระดาษสำนวนคดีบ้าง จดบันทึกใส่กระดาษใบนำส่งอาหารที่ญาติโยมส่งเข้ามาถวายบ้าง ตามแต่จะนึกอะไรขึ้นมาได้ และหยิบฉวยสิ่งใดทัน
ภาษาจึงดูกระท่อนกระแท่น กระโดดไปกระโดดมา ตามสภาวการณ์ที่เป็นไปในขณะนั้น
เมื่อนำมาเรียบเรียงเพื่อจัดพิมพ์เป็นหนังสือได้ปรับปรุงถ้อยคำและขยายความให้ชัดขึ้น แต่ก็พยายามคงสำนวนดั้งเดิมตามที่จดบันทึกเอาไว้ เพื่อรักษาร่องรอยความจริงแห่งธรรมที่เกิดขึ้นในภาวะขณะนั้น…
พระราชกิจจาภรณ์
(พระมหาเทอด ญาณวชิโร,วงศ์ชะอุ่ม)
“ญาณวชิระ”
วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร, มกราคม ๒๕๖๘











