ถามใจตัวเองให้ดี เมื่อมีคน “ชี้นำ” : โดย พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป

0
1126

 

“บางครั้ง การฟังเสียงคนอื่นมากเกินไป จนลืมเสียงหัวใจตนเองไม่ค่อยดีเท่าไหร่  เพราะเคยเห็นคนที่ไปตามผู้ชี้นำเสมอ…จนลืมไปว่าอะไรที่สิ่งสำคัญสำหรับตัวเอง” 

 

ถามใจตัวเองให้ดี เมื่อมีคน “ชี้นำ”

โดย พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป

 

หลายคนเหลือเกินที่จะชี้ให้เราไปสู่เป้าหมาย  แต่มีไม่กี่คนหรอก  ที่จะนำเราไปสู่จุดหมายที่ชี้นั้น  และบางคนก็ทำได้แค่ชี้ให้เราเห็น

มากมายเป้าหมายที่อยู่เบื้องหน้า  เราเองจะต้องเลือกสักอย่าง  แล้วก็พยายามก้าวไปให้ถึงจุดนั้นด้วยตัวเอง  เพราะจริงๆ แล้ว มันยากที่จะมีใครมานำเราไป  อย่างมากก็แค่เดินนำ  ทำให้เราเห็นว่า ทางนั้นพอจะไปได้บ้างแต่ก้าวสำคัญก็ยังเป็นของเรา เพราะถ้าพลาด…ก็หล่นเองและเจ็บเอง

           บางคนอยากหาเพื่อนร่วมทาง  ที่มีจุดหมายจุดเดียวกัน  ก็อาจจะพอหาได้  แต่ความหมายเดียวกันอาจจะยากสักหน่อย  เพราะแม้เราจะมองจุดเดียวกัน  เราก็อาจจะหมายถึงคนละอย่างกัน  เคยขึ้นไปบนยอดดอยอย่างลำบากกว่าจะขึ้นไปถึง แล้วมองยอดดอยมากมาย  เห็นแล้วก็สะท้อนใจว่า…เราคงต้องเลือกสักยอดก็พอ  เพราะถ้าขืนไปให้ครบทุกยอด  อาจจะแย่ได้  เพราะยอดแรกก็เหนื่อยมากแล้ว 

           เมื่อขึ้นถึงจุดสูงสุดบางคนก็แค่แวะมานั่งชมวิว เก็บภาพ แต่บางคนกลับพยายามขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และบางคนก็แค่อยากได้ภาพลงโซเชียลมีเดียเท่านั้นเอง  จุดเดียวกันแต่เหมือนคนละเป้าหมาย

การตั้งเป้าหมายอาจจะจ้องไปทีละจุด  เล็งไปทีละเป้า  และไขว่คว้าเอาให้ได้สักอย่าง  แล้วเป้าอื่นๆ ก็จะค่อยๆ ปรากฏออกมาให้พิชิตเอง 

 

๑๐ คนชี้ ไม่สู้ ๑ คนลงมือทำ

สมัยเป็นเณร  หลวงตาเล่าให้ฟังถึงโยมที่มาวัด แล้วพบขยะอยู่บริเวณหน้าศาลา  หลายคนก็ชี้ว่า “ยี้! ขยะ”  แล้วก็เดินหลีกไป  ปล่อยให้คนอื่นๆ ที่เดินตามมาแล้วออกอาการไม่ต่างกัน  ผ่านไปจนจะครบ ๑๐ คน ก็ปรากฏว่า มีสามเณรรูปหนึ่ง คงจะนั่งมองอยู่นานแล้วไม่เห็นมีใครทำอะไรมากไปกว่า ชี้แล้วร้องยี้  ท่านเลยหอบเอาขยะเหล่านั้นไปทิ้งในที่สมควร  โดยไม่ต้องมีใครบอกแต่เกิดเพราะจิตสำนึกภายในของตนเอง 

หลวงตาบอกว่า “รูปนี้ได้ดวงตาเห็นธรรม”  ก็เลยถามหลวงตาว่า “ได้ยังไงครับ” 

ท่านกล่าวต่อไปว่า “ก็เห็นอะไรควรทำ แล้วลงมือทำ นั่นแหละเรียกว่า ได้ดวงตาเห็นธรรม จิตสำนึกเกิดก็เกิดธรรม” 

จากนั้นหลวงตาก็สรุปให้ฟังต่อไปสุดท้ายว่า  “พระพุทธเจ้าสอนให้ลงมือทำ ลงมือปฏิบัติ ไม่มีอะไรสำเร็จได้ด้วยเพราะคิดเอาเอง  แต่มันต้องลงมือทำด้วยตนเอง”

ผู้เขียนรู้สึกโชคดีที่มักเจอผู้ใหญ่ใจดีเมตตาให้แง่คิดธรรมะและชี้แนะแนวทางที่ดีให้   และเมื่อท่านชี้ทางถูกเราก็ต้องก้าวไปให้ได้ด้วยตนเอง  หากท่านชี้ทางที่ใช่แต่เราไม่ก้าวไปสักทีนานกี่ปีก็ไม่มีวันไปถึง 

แต่บางครั้ง  การฟังเสียงคนอื่นมากเกินไป จนลืมเสียงหัวใจตนเองก็ไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่  เพราะเคยเห็นคนที่จะไปตามผู้ชี้นำเสมอ เขาชี้ไปทางไหนก็ไปทางนั้น จนลืมไปว่าอะไรที่สิ่งสำคัญสำหรับตัวเอง  ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และเป็นการทำเพื่อคนอื่นจนลืมความสุขของชีวิตตนเอง  แม้จะไปถึงจุดหมายตามที่คนอื่นชี้  แต่ถ้ามันไม่ใช่จุดหมายในใจเรา ก็จะกลายเป็นว่า เดินไปได้ไกลแต่ไม่ถึงไหน

ทุกๆ การชี้นำเราจะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน  ให้ระวังการชี้นำจาก ๓ แหล่งนี้ให้ดี

๑.ปุพเพกตวาท ชี้ว่าเพราะกรรมเก่า เป็นพวกลัทธิกรรมเก่า ถือเอาว่า สุข ทุกข์ ล้มเหลว หรือ สำเร็จ ล้วนเพราะกรรมที่ทำไว้ในปางก่อน  แล้วก็พากันไปแก้กรรม  โดยไม่เปลี่ยนพฤติกรรม  พอประสบอะไรขึ้นมาก็โทษกรรมเก่าแต่อย่างเดียว  โดยลืมสำรวจพฤติกรรมในปัจจุบันของตนเอง ขาดการพิจารณาอย่างมีสติปัญญา  ไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจ  แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นกฎแห่งกรรมในพระพุทธศาสนา 

๒.อิศวรนิรมิตวาท ชี้ว่าเพราะเทพเจ้าบันดาล กลุ่มนี้เป็นสายเทพ ยกเหตุแห่งความเป็นไปของชีวิตอยู่ที่ลิขิตเทพเจ้า  พบมากในสังคมไทย  แม้พระพุทธศาสนามีเรื่องราวเกี่ยวกับเทพเทวดาหลายแห่ง มีหลักของ “เทวตาพลี การทำบุญอุทิศเทวดา”  แต่ว่าไม่มีเกี่ยวกับเทพเจ้าบันดาลเพื่อให้ชีวิตประสบความสุขพ้นทุกข์มีความสำเร็จ  หากหลงมัวแต่รอเทพประทานโดยไม่พยายามเลยก็เป็นไปไม่ได้  ถ้าใครเชื่อในพลังของเทพก็อย่าลืมเติมพลังความทุ่มเทของตนเองเข้าไปด้วย

๓.อเหตุวาท ชี้ว่าแล้วแต่โชคชะตา กลุ่มนี้ตรวจดวงชะตา  ลักขณาและดวงดาว  นับราศีแล้วปีนี้อาจจะตกรอบคนคอขาด  ทำอะไรก็ไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จ  ก็มีมากมายหลายคนที่จะช่วยชี้แนะในเรื่องนี้ได้   ถือว่าเป็นส่วนสำคัญสำหรับคนที่ยังไม่มั่นใจและหาวันที่จะลงมือทำอะไรสักอย่างสักที  ซึ่งเราก็จะต้องตระหนักรู้ว่า “ลิขิตฟ้า หรือจะสู้มานะตน”  คนที่ไม่พยายามด้วยตนเองก่อน  ต่อให้ฟ้าประทานโอกาสก็อาจจะหลุดมือไปได้เพราะตัวเราเองไม่ได้เตรียมตัวไว้พร้อมรับ  เช่น ฟ้าประทานงานดีๆ ให้ แต่เราก็เรียนไม่จบเสียทีแบบนี้ ก็เป็นไปได้ยาก 

ทั้ง ๓ เหตุแห่งการชี้นำนี้  มีมากมายในสังคมไทย  จนกลายเป็นค่านิยมและจารึกอยู่ในจิตสำนึกของคนทั่วไป   ซึ่งเราจะต้องพัฒนาตนเอง  ต่อยอดให้ก้าวข้ามไปให้ได้ 

อย่าไปคิดว่า ชีวิตของเรานั้นขึ้นอยู่กับกรรมเก่า เทพบันดาล หรือฟ้าประทานพร  แต่สิ่งสำคัญก็คือ ๑ สมอง  ๒ มือ และ ๒ เท้า ที่เราจะต้องก้าวไปให้ถึงจุดหมายที่ตนเองตั้งไว้  พัฒนาตนให้เต็มศักยภาพ  “ตนแลเป็นที่พึ่งของตน”  และเราก็จะต้องฝึกฝนตนนี่แหละ  ให้เป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราเอง 

ถามใจตัวเองให้ดี  เมื่อมีคน “ชี้นำ”

ขอบคุณทุกคำชี้นำ  นอกจากนั้นจงลงมือทำด้วยตนเอง…

ถามใจตนเองให้ดีเมื่อมีผู้ชี้นำ : พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป

พระมหาประสิทธิ์ ญาณปฺปทีโป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here