มหาสมัยสูตร กับ ประเพณีสงกรานต์วัดสระเกศฯ

และการพลิกฟื้นวันปีใหม่ไทยด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปี

ประเพณีสงกรานต์วัดสระเกศฯ

    วันสงกรานต์ คือ ประเพณีปีใหม่ของไทยที่สืบทอดกันมายาวนาน ดังนั้นกิจกรรมที่ทำเพื่อเสริมสิริมงคลให้ชีวิตในบ้านเรือนของตนก่อนเป็นอันดับแรก โดยให้นำพระพุทธรูปตั้งโต๊ะเป็นองค์ประธาน ตามด้วยรดน้ำดำหัวขอพรอันประเสร็ฐจากพ่อแม่ผู้ให้ชีวิต นอกจากรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เพื่อขอพรปีใหม่แล้ว ความหมายของการสรงน้ำพระนั้น เป็นการบูชาพระคุณของพระพุทธเจ้า ๓ ประการ คือ พระปัญญาธิคุณ พระมหากรุณาธิคุณ และพระวิสุทธิคุณ ด้วยของหอม นั่นคือน้ำสะอาดและดอกไม้  เพื่อสร้างสิริมงคลแก่ชีวิต และถือว่าเป็นการทำบุญเสริมดวงรับปีใหม่ที่ปฏิบัติสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น อันแสดงถึงความเคารพและอ่อนน้อมถ่อมตน ถือว่าเป็นการสร้างเสน่ห์ในตัว ใครมีมากคนนั้นมีเสน่ห์มาก เป็นการแสดงความเคารพจากใจ  เป็นการประกาศให้ชาวต่างชาติได้เห็นว่า ชาวพุทธก็มีประเพณีวัฒนธรรมที่เป็นแบบแผนดีงามมาช้านาน 

    รูปแบบการสรงนำพระมี ๒ อย่าง ประการแรก คือ การสรงน้ำพระพุทธรูป ซึ่งบางพื้นที่ วัดใดที่ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ ก็อาจมีการอัญเชิญพระอุปคุตจากแม่น้ำขึ้นมา แล้วจัดเป็นขบวนแห่รอบเมือง ผ่านบ้านเรือนใด ก็จะประพรมน้ำอบเครื่องหอมที่องค์พระ แล้วมานำประดิษฐานตามที่จัดเตรียมไว้ที่วัด เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสรงน้ำพระพุทธรูป ซึ่งเป็นองค์ประธาน ลำดับถัดจากพระประธานจะเป็นการสรงน้ำพระภิกษุสามเณร จะใช้แบบเดียวกับอาบน้ำ คือ การใช้ขันตักรดที่ตัวท่าน หรือที่ฝ่ามือก็ได้ แล้วแต่ความนิยม หากเป็นการสรงน้ำแบบอาบน้ำพระ จะมีการถวายผ้าสบงหรือถวายผ้าไตรให้เปลี่ยน

   

พิธีเจริญพระพุทธมนต์มหาสมัยสูตรที่วัดสระเกศฯ สืบเนื่องมาตั้งแต่เริ่มสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็น สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เสกน้ำพระพุทธมนต์ เป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน ที่บริเวณสระน้ำวัดสะแก ซึ่งเป็นที่ตั้งวัดสระเกศในปัจจุบัน

    จากนั้นจึงประกอบพิธีสรงน้ำมูรธาภิเษก ก่อนปราบดาภิเษก ขึ้นครองราชย์ผ่านพิภพเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ภายหลังเมื่อพระองค์ได้สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ทรงเปลี่ยนนาม “วัดสะแก” เป็น “วัดสระเกศ” เพื่อเฉลิมพระเกียรติให้ต้องตามสถานที่ที่พระองค์ประกอบพิธีมูรธาภิเษก วัดสระเกศจึงถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นแห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ และราชวงศ์จักรี

คณะสงฆ์วัดสระเกศได้ยึดถือและรักษาประเพณีการเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อประกอบพิธีทำน้ำพระพุทธมนต์ในวาระที่สำคัญ ตามพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ สืบต่อมา

    ครั้นถึง รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ โปรดให้มีพิธีเจริญพระพุทธมนต์ มหาสมัยสูตรขึ้น โดยโปรดให้ประกอบพิธี ณ พระวิหารพระอัฏฐารส วัดสระเกศ ฯในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อันเป็นเทศกาลปีใหม่ ตามธรรมเนียมโบราณของชาวไทย เพื่อนำน้ำพระพุทธมนต์ไปแจกจ่ายให้พุทธศาสนิกชนนำไปประพรมบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา ตลอดจนการรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ เพื่ออวยชัยให้เกิดสิริมงคลแก่กันและกัน มีความร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป

แต่เนื่องจากมหาสมัยสูตรมีเนื้อความยาว จึงไม่นิยมสวดเต็มสูตร จะตัดสวดเฉพาะตอนที่ว่าด้วยการประชุมของท้าวจตุโลกบาล อันแสดงถึงการได้รับการคุ้มครองจากทิศทั้ง ๔ เมื่อเสร็จพิธีชาวบ้านก็จะนำน้ำพระพุทธมนต์ไปประพรมให้ลูกหลาน บ้านเรือนที่อยู่อาศัย เรือกสวน ไร่นา ข้าวของเครื่องใช้ ยวดยานพาหนะ ตลอดจนสัตว์เลี้ยงทั้งหลาย เพื่อความร่มเย็นเป็นสุข

การที่รัชกาลที่ ๓ โปรดให้ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ มหาสมัยสูตร ณ พระวิหารพระอัฏฐารส เพราะพระองค์ทรงเห็นว่า พระอัฏฐารส เป็น “พระพุทธรูปเกี่ยวกับเหตุการณ์ในมหาสมัยสูตร สืบเนื่องมาจากพระประยูรญาติของพระพุทธองค์เกิดความแตกแยกกันอย่างรุนแรง จนถึงขั้นยกกองทัพมาประจันหน้าจะทำสงครามกัน เพราะแบ่งผลประโยชน์เรื่องน้ำไม่ลงตัว พระพุทธองค์จึงเสด็จมาห้ามทัพ ทำให้สงครามแย่งน้ำยุติลง เกิดความสงบสุขแก่ประชาชนทั้งสองพระนคร”

พระอัฏฐารส ประดิษฐานที่พระวิหาร พระอัฏฐารส ศรีสุคตทศพลญาณบพิตร วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร

      สำหรับ พระอัฏฐารส เป็น พระพุทธรูปยืน ศิลปะสกุลช่างสมัยสุโขทัยตอนต้น อายุไม่น้อยกว่า ๗๐๐ ปี หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ทั้งองค์ โดยไม่มีการเชื่อมต่อ มีความสูงถึง ๒๑ ศอก ๒ นิ้ว นับว่าเป็นการหล่อพระพุทธรูปด้วยโลหะที่มีขนาดสูงใหญ่ที่สุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย และนับว่าเป็นพระพุทธรูปประจำพระองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องจากเดิมประดิษฐานอยู่ที่ วัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็น วัดประจำพระราชวังจันทน์

    โดยมีคติการสร้าง พระอัฏฐารส จากคติ พุทธธรรม ๑๘ ประการของพระพุทธเจ้า ปรากฏอยู่ในสุมังคลวิลาสินี อรรถกถา พระสุตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค ดังนี้ ๑. พระตถาคตไม่มีกายทุจริตฯ ๒. พระตถาคตไม่มีวจีทุจริตฯ ๓.พระตถาคตไม่มีมโนทุจริตฯ ๔.พระพุทธเจ้าทรงมีญาณรู้อดีตปรุโปร่งฯ ๕. พระพุทธเจ้าทรงมีญาณรู้อนาคตปรุโปร่งฯ ๖.พระพุทธเจ้าทรงมีญาณรู้ปัจจุบันปรุโปร่งฯ ๗.พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำงานทั้งปวงด้วยความรอบรู้ ฯ ๘.พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเจรจาปราศรัยทุกอย่างด้วยความรอบรู้ฯ ๙.พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริตรึกตรองทุกอย่างด้วยความรอบรู้ ๑๐.ไม่มีความเสื่อมฉันทะฯ ๑๑.ไม่มีความเสื่อมจากความเพียรพยายามฯ ๑๒.สติสัมปชัญญะไม่มีเสื่อม ๑๓. ไม่มีการเล่นฯ ๑๔.ไม่มีพลั้งเผลอฯ ๑๕.ไม่มีพลาดฯ ๑๖.ไม่มีผลุนผลันฯ ๑๗.ไม่มีย่อท้อฯ ๑๘.ไม่มีอกุศลจิตฯ

ประเพณีปฏิบัติ

   วันสงกรานต์ของทุกปี หลวงพ่อสมเด็จฯ ท่านจะเข้าวังไป เพื่อเจริญพระพุทธมนต์โดยในหลวงพระองค์ท่านจะเสด็จฯ มิได้ขาด พอเสร็จพิธี ก็จะถวายผ้าอาบ และน้ำสรงสำหรับพระประธานประจำพระอารามหลวง  หลวงพ่อสมเด็จฯ ท่านจะนำผ้าอาบและน้ำสรงนั้น มาตั้งไว้ที่โต๊ะหมู่บูชา หน้าองค์พระประธาน พอถึงเวลาอันควร ท่านก็จะให้นำน้ำสรง(น้ำอบ)ที่พระราชทานมานั้น ไปสรงที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ หลวงพ่อสมเด็จฯให้เหตุผลว่าทำไมถึงไม่สรงองค์พระประธาน ก็เนื่องจากองค์พระประธานลงรักษ์ปิดทอง งามดีอยู่แล้ว ถ้าสรงน้ำองค์พระ จะทำให้ทองที่ปิดองค์พระเสียหายได้  คณะสงฆ์วัดสระเกศจึงถือเป็นประเพณีปฏิบัติ จนถึงปัจจุบัน 

    ในช่วงวันสงกรานต์วันที่ ๑๕ เม.ย. เวลา ๑๗.๐๐ น. ทางวัดจะมีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยสูตร(เดิมจัดที่พระวิหาร) ซึ่งเป็นบทสวดที่เชื่อกันว่าจะทำให้เหล่าเทวดาทั้งหลายประชุมกัน เมื่อเทวดาประชุมกันก็จะทำให้สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายถอยห่างออกไป เป็นการป้องกันสิ่งที่ไม่ดีไม่ให้เข้ามาใกล้ตัวเรา บทสวดนี้ถือว่าเป็นสูตรใหญ่ จึงไม่นิยมใช้สวดในงานทั่วๆ ไป แต่จะนิยมนำไปสวดเฉพาะในพิธีที่เกี่ยวข้องกับความอยู่เย็นเป็นสุขของทางบ้านเมืองเป็นหลัก และที่วัดสระเกศฯ มีพระสงฆ์ที่สามารถสวดบทนี้ได้หลายรูป จึงจะมีการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยสูตร เพื่อความเป็นสิริมงคลกับพุทธศาสนิกชนเนื่องในวันสงกรานต์

อานิสงส์จากการสรงน้ำพระในวันสงกรานต์ที่เชื่อสืบต่อกันมา

๑. ชำระจิตใจให้ชุ่มชื่น ใสสะอาดด้วยบุญกุศลแห่งความศรัทธา
๒. ชำระล้างผู้ที่คิดร้ายด้วยอคติออกไป
๓. ชำระความรุ่มร้อน นำพาแต่ความสงบร่มเย็นมาให้
๔. ชำระเอาสิ่งไม่ดีออกไป

ในเวลาต่อมา ทางราชการบ้านเมืองกำหนดวันขึ้นปีใหม่ จากวันสงกรานต์ไปใช้ตามความนิยมของสากล เพื่อให้สอดคล้องกับนานาประเทศ พิธีเจริญพระพุทธมนต์บทมหาสมัยก็ลดความสำคัญลง และเริ่มเลือนหายไปจากวิถีชีวิตของคนไทย

ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสณมหาเถระ) ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในครั้งนั้น  ได้นำคณะสงฆ์วัดสระเกศ ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปีขึ้น  ณ พระอุโบสถ วัดสระเกศ โดยอนุวัติตามโบราณพระราชประเพณีแห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ เคยประกอบพิธีในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อันเป็นประเพณีปีใหม่ของไทยที่มีมาแต่เดิม ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๗   โดยถือตามคตินิยมปีใหม่แบบสมัยปัจจุบัน  และทางวัดได้นำน้ำพระพุทธมนต์บทมหาสมัยสูตรมาแจกจ่ายให้แก่ประชาชนที่มาพิธี  ตามธรรมเนียมเทศกาลปีใหม่โบราณของชาวไทยด้วย

ในเวลาต่อมาคณะสงฆ์มีความเห็นร่วมกันว่า การสวดมนต์ข้ามปีเป็นที่นิยมของประชาชนอย่างแพร่หลาย และเป็นค่านิยมที่งดงาม ควรแก่การส่งเสริม ที่ประชุมมหาเถรสมาคม เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ณ ตำหนักสมเด็จฯ วัดสระเกศ จึงได้มีมติให้วัดทุกวัด ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดสวดมนต์ข้ามปี

โดยส่วนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดสระเกศ ภูเขาทอง กรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคอีสาน มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม และ ภาคใต้ มีศูนย์กลางอยู่ที่วัดบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี และให้วัดเจ้าคณะจังหวัดทุกจังหวัดเป็นศูนย์กลางการสวดมนต์ข้ามปีของจังหวัดนั้น ๆ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเป็นศูนย์กลางการอำนวยการ ประสานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนในการจัดสวดมนต์ข้ามปี     

หลังจากที่ประเพณีเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปี หรือสวดมนต์ข้ามปีจุดติดแล้ว เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ก็มีความตั้งใจว่า ควรจะพลิกฟื้นประเพณีสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันปีใหม่ไทย ให้กลับมามาความสำคัญดังเดิม โดยทุกวัดน่าจะจัดเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปี หรือสวดมนต์ข้ามปีในช่วงวันปีใหม่ไทยเช่นเดียวก้บวันปีใหม่สากล เพราะการฟังและการเจริญพระพุทธมนต์ในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ ที่จุดเริ่มต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และที่วัดใด สถานปฏิบัติธรรมใด หรือ แม้แต่สวดกันเองในบ้านก็ตาม เป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ให้ก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า เสมือนความเจริญรุ่งเรืองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่สืบเนื่องมากว่าสองร้อยปี และจักเจริญรุ่งเรืองสืบไป

สำหรับพระบรมสารีริกธาตุบนองค์พระเจดีย์ภูเขาทอง องค์จริงจากแผ่นดินเกิดของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่สำคัญยิ่งของชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา จะช่วยคุ้มครองปกปักรักษาชีวิตและครอบครัวให้มีความร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป เป็นการส่งท้ายปีเก่าวิถีไทย สู่ปีใหม่วิถีพุทธที่ดำรงรากอันมั่นคงแห่งพระรัตนตรัยเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างมั่นคงไม่คลอนแคลน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายแห่งชีวิตที่แต่ละท่านตั้งจิตอธิษฐานไว้ให้สมปรารถนาด้วยการปฏิบัติตนอย่างไม่ย่อท้อท่ามกลางอุปสรรคนานัปการ

เรื่องเล่าเมื่อวันวาน ตำนานมหาสมัยสูตร กับ ประเพณีสงกรานต์วัดสระเกศฯ และการพลิกฟื้นวันปีใหม่ไทยด้วยการเจริญพระพุทธมนต์ข้ามปี

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here