“ต้นแบบของพระผู้สร้าง… ผู้สืบทอดอายุพระพุทธศาสนา”

พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก ๓

โดย พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท 

วัดทองนพคุณ คลองสาน กรุงเทพฯ

      

ผู้เขียนได้พูดคุยกับ พระครูพิพัฒน์เมธากร ในฐานะที่เป็นกัลยาณมิตรของอาจารย์พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดรัตนานุภาพ อดีตเจ้าคณะอำเภอสุไหงปาดี และอดีตประธานเครือข่ายพระธรรมทูตอาสาจังหวัดนราธิวาส ซึ่งท่านเคารพรัก นับถือพระครูประโชติฯเสมือนน้องชายคนหนึ่ง

พระครูพิพัฒน์เมธากร
พระครูพิพัฒน์เมธากร

ท่านเล่าให้ฟังว่า รู้จักกันเมื่อครั้งพระครูประโชติฯมาจำพรรษาที่สำนักสงฆ์ถ้ำน้ำใส อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เมื่อรวมปีพ.ศ.๒๕๓๘ เริ่มจากที่ไปค่ายพุทธบุตรด้วยกัน เวลาไปอบรมจะนั่งท้ายรถกระบะเก่าๆ ไม่มีหลังคาคันหนึ่งไปไหนไปกัน ไปทั่วสตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เจอฝนเจอแดดไม่เคยปริปากบ่น ครั้งหนึ่งนั่งรถไปเจอฝนในระหว่างทางก็เปียกกัน ไปถึงโรงเรียนก็ชักผ้าตากไว้ คืนนั้นนอนหนาวกัน เป็นช่วงที่เจอสุขทุกข์ด้วยกัน อุปสรรค์ปัญหาทำให้เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันมากขึ้น

จากที่ช่วงใหม่ๆ ท่านไม่กล้าพูด พอนานเข้าก็เริ่มพูดเก่งขึ้น ท่านเป็นคนไม่หยุดนิ่งและไม่หยุดเรียนรู้ เวลาไปค่ายพุทธบุตรท่านทำทุกอย่าง กวาดห้องประชุม กวาดขยะ ล้างห้องน้ำ เรียกได้ว่าทำเป็นตัวอย่าง ตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอน ท่านเป็นคนรักความสะอาด อยู่วัดท่านก็สะอาดเรียบร้อย ร่มรื่น

อันนี้ผู้เขียนก็ยืนยันตามที่ท่านพระครูพิพัฒน์เมธากรเล่าให้ฟัง ขอเล่าเพิ่มเติมให้ฟัง มีครั้งหนึ่งผู้เขียนเดินไปที่วัดรัตนานุภาพ ในขณะที่พระครูประโชติฯ ท่านพาเดินชมวัด ผู้เขียนก็เอ่ยขึ้นว่า วัดสะอาดร่มรื่นสัปปายะมากเลยนะครับ ท่านก็เล่าว่า ท่านมหาผมได้ข้อคิดอย่างหนึ่ง พระอาจารย์รูปหนึ่งท่านเป็นคนในพื้นที่นี้แหละท่านบวชแล้วไปจำพรรษาที่อื่น ท่านก็มาเยี่ยมวัดที่บ้านเกิด ตกกลางคืนท่านก็มาขอจำวัดด้วย ท่านบอกว่าอยู่ที่วัดบ้านเกิดไม่ได้ เพราะหมาแมวเยอะเต็มศาลาไปหมดเลยทั้งอึทั้งฉี่

ท่านเลยกล่าวมาคำหนึ่งว่า อย่าว่าเทวดาจะมาอยู่เลย แต่คนก็ยังอยู่ไม่ได้ ผมก็ได้ข้อคิดจากท่านก็พยายรักษาวัดให้สะอาด ผมว่าไม่ใช่แค่มนุษย์นะชื่นชม เทวดาก็ชื่นชม เทวดาจะนำสิ่งดีๆเข้ามา มีปีหนึ่งที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่อยู่ภาคใต้นี้แหละ เวลาที่มหาวิทยาลัยทอดกฐินแต่ละปีเขาจะทอดไม่ซ้ำวัดกัน ปีนั้นเขาหาวัดที่สัปปายะไม่ได้ เขาก็เลยมาทอดที่วัดเป็นครั้งที่สอง เจ้าหน้าที่ที่มาติดต่อเขาบอกว่า วัดพระอาจารย์สะอาดเป็นสัดส่วนดี มีสถานที่ประกอบพิธีกรรม มีโรงอาหาร ร่มรื่นดี ผมก็ดีใจนะได้สร้างวัดให้คนได้ใช้ประโยชน์

ขอกลับมาที่พระครูพิพัฒน์เมธากร ท่านได้เล่าถึงพระครูประโชติฯต่อว่า เวลาไปค่ายพุทธบุตร พระครูประโชติฯแนะนำตัว ท่านจะมีกลอนประจำตัวว่า “สักวันหนึ่งดอกไม้จะบานสะพรั่ง สักวันหนึ่งคนจริงจังจะหลากหลาย สักวันหนึ่งคนดีทั้งหญิงชายจะเกิดขึ้นมากมายในแผ่นดิน” ท่านทำด้วยความหวังอย่างนั้น การทำงานค่ายพุทธบุตรก็ยืนระยะมาช่วงหนึ่ง ๗-๘ ปี ก็แยกย้ายไปรับภาระหน้าที่เป็นเจ้าอาวาสกัน แต่ท่านก็ยังจัด จัดในพื้นที่ของตัวเอง เพื่อนชวนไปที่อื่นก็ไปบ้าง แม้จะเป็นเจ้าอาวาสท่านก็ไม่หยุดพัฒนาตนเองนะ ไปเรียนปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราชกัน ท่านนั่งรถมาจากนราธิวาสมาลงที่อำเภอสะบ้าย้อย แล้วก็นั่งรถกันต่อไปที่นครศรีธรรมราช ทำอย่างนี้จนจบสี่ปี ช่วงเรียนปริญญาตรีท่านไปลงเรียน ปวค.ด้วยนะ (ประกาศนียบัตรวิชาชีพครู) จบปริญญาตรีต่อปริญญาโท

ท่านเรียนไปด้วย ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อชุมชน สังคม รับภาระงานที่หลากหลาย ใครมีอะไรก็จะไปหาท่าน จัดกิจกรรมค่ายพุทธบุตรทั้งพี่น้องพุทธ มุสลิม ท่านทำหมด ไปเลี้ยงอาหารเลี้ยงไอศกรีมโรงเรียนมุสลิมแถวนั้น กิจกรรมที่ทำร่วมกับอิหม่ามท่านก็ไป กิจกรรมพบปะผู้นำต่างศาสนา ท่านพูดภาษามลายูได้

พระครูประโชติฯ เล่าให้ฟังว่า บ้านแม่อยู่ใกล้กันกับครอบครัวหนึ่งที่เป็นมุสลิม ซึ่งเป็นเพื่อนของแม่ แล้วครอบครัวนั้นก็มีลูกชายอายุไล่เลี่ยกัน ด้วยความที่มีลูกอ่อนด้วยกัน เวลามีธุระไปไหนมาไหนก็เอาลูกไปฝากกันเลี้ยง แม่ก็ฝากเขา เขาก็ฝากแม่ พลัดกันเลี้ยง แม่เล่าให้ฟังว่า ทั้งสองคนผลัดกันกินนมทั้งสองแม่ จนโตมาด้วยกัน เป็นเพื่อนรักกัน ภาษามลายูเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่ตอนนั้นโดยการซึมซับจนสามารถพูดสื่อสารกันได้ นั่นคือวัฒนธรรมเดิมของคนที่นี่

พระครูพิพัฒน์เมธากรเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ท่านเป็นคนที่มีความมุ่งมั่น ทำอะไรต้องทำให้สำเร็จ หลายครั้งที่ท่านมาจำวัดที่ผม ก็จะเล่าอุปสรรค์ปัญหาต่างๆ ให้ฟัง พอเล่าเสร็จท่านก็จะบอกว่า ผมไม่หยุด ผมจะทำต่อ บางครั้งท่านเล่าเพื่อจะได้ระบายเท่านั้นเอง ไม่ย่อท้อลุยต่อ มีความเด็ดเดี่ยว ผมชอบแนวความคิดในการสร้างคนของท่าน ท่านจัดค่ายพุทธบุตร จัดบวชเณรภาคฤดูร้อนทุกปี บวชสร้างศรัทธาให้เขาแล้วก็ส่งไปเรียนหนังสือ สอบได้เปรียญธรรม ๘ ประโยค เปรียญธรรม ๔-๓ ประโยคก็หลายรูป ท่านไม่รู้จักใครแต่ท่านก็พาไปฝากที่สำนักเรียนเอง ไปพูดจนให้เขาเข้าใจความประสงค์ ท่านไม่ทิ้งลูกศิษย์ นานๆ ที่ก็ไปเยี่ยมให้กำลังใจ ไปดูว่าเขาอยู่เขาฉันอย่างไร ไม่ใช่ว่ายกย่องกันเกินเหตุนะ ผมถือว่าท่านเป็นต้นแบบของพระในการสร้างคนสืบทอดอายุพระพุทธศาสนา

พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก ๓ โดย  พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท
พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก ๓ โดย พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท

ผู้เขียนได้พูดคุยกับ พระอาจารย์รูปหนึ่ง ซึ่งท่านเล่าให้ฟังว่า เป็นลูกศิษย์ที่บวชภาคฤดูร้อนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ พอจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ แล้วก็บวชเรียนต่อ พอสอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค เมื่ออายุครบอุปสมบทเป็นพระภิกษุก็ได้กลับมาบวชที่วัดรัตนานุภาพ ซึ่งอาจารย์ท่านบอกว่า ให้ผมบวชเป็นรูปแรกของพระอุโบสถ การสร้างพระอุโบสถของท่านถือว่าสำเร็จแล้ว ได้ให้กำเนิดพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาก่อนที่ท่านจะหมดลมหายใจ

พระอาจารย์ท่านยังได้เล่าให้ฟังอีกว่า ตอนที่เป็นสามเณรไม่ค่อยได้กลับมา เพราะทางวัดไม่อนุญาตให้กลับบ้านเท่าไหร่ กลับมาก็ปีละครั้ง พอบวชเป็นพระแล้วก็กลับมาบ่อย ก็ได้เห็นจริยาวัตรของพระอาจารย์พระครูประโชติฯ ท่านเป็นคนเรียบง่าย ใจเด็ดเดี่ยว ไม่ขอความช่วยเหลือจากใคร ย้อนหลังไปสองปีก่อน ในช่วงประมาณหนึ่งทุ่มกว่าๆ เคยมีวัยรุ่นประมาณ ๕-๖ คนมาเคาะกุฏิพระถามหาท่าน ท่านก็ไม่ให้เล่าให้ใครฟัง มาช่วงหลังๆ ก็เหมือนท่านจะรู้ตัว เวลาว่างๆ ช่วงบ่ายท่านก็จะนั่งสมาธิในโบสถ์เป็นชั่วโมง

พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก ๓ โดย  พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท
พระครูประโชติรัตนานุรักษ์ที่ข้าพเจ้ารู้จัก ๓ โดย พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท

ท่านจะพูดบ่อยๆ ว่า อาจารย์จะไม่อยู่แล้วนะจะไปอยู่ที่สงบ เวลาฉันข้าวด้วยกันก็จะพูด  มีครั้งหนึ่งที่ท่านพูดเหมือนสังว่า ถ้าท่านตายให้เอากระดูกท่านมาไว้ฐานพระใต้โบสถ์ และชาติหน้าขอให้อายุยืน

        ครั้งสุดท้ายที่มาเยี่ยมท่านไม่กี่วันก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ท่านบอกว่า งานลูกนิมิตกลับมาช่วยนะ  

       

พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท ผู้เขียน
พระมหาอภิชาติ ธมฺมาภินนฺโท ผู้เขียน

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here