<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บทความพิเศษ ตอนที่ ๑๒ Archives - Manasikul Online</title>
	<atom:link href="https://www.manasikul.com/tag/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-%E0%B9%91%E0%B9%92/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.manasikul.com/tag/บทความพิเศษ-ตอนที่-๑๒/</link>
	<description>Manasikul Online</description>
	<lastBuildDate>Thu, 13 Feb 2025 10:28:12 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1</generator>

<image>
	<url>https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2026/07/cropped-189D142772-357C-4D2C-901D-D867972F5136-32x32.jpg</url>
	<title>บทความพิเศษ ตอนที่ ๑๒ Archives - Manasikul Online</title>
	<link>https://www.manasikul.com/tag/บทความพิเศษ-ตอนที่-๑๒/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>บทความพิเศษ ตอนที่ ๑๒ &#8220;เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กับเจ้าพนักงานที่เป็นเจ้าอาวาส บริบทของความรับผิดชอบและหน้าที่ต่างกัน&#8221; โดย พระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม</title>
		<link>https://www.manasikul.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a9-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%92-%e0%b9%80%e0%b8%88/</link>
					<comments>https://www.manasikul.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a9-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%92-%e0%b9%80%e0%b8%88/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิกุล โอวาทเภสัชช์]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 14 Nov 2019 12:36:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Adventure]]></category>
		<category><![CDATA[Authors]]></category>
		<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[Inner Study]]></category>
		<category><![CDATA[Monk's Talk : เมื่อพระพูด]]></category>
		<category><![CDATA[Pray for life : สวดมนต์เพื่อชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[Reviews Dhamma Book : อ่านด้วยใจ]]></category>
		<category><![CDATA[Socially Engaged Buddhism : พุทธศาสนาเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[Special Article : บทความพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกธรรมวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[บทความพิเศษ ตอนที่ ๑๒]]></category>
		<category><![CDATA[พระใบฏีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.manasikul.com/?p=6017</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอขอบคุณที่มาของภาพประกอบ http://morning-news.bectero.c [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.manasikul.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a9-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%92-%e0%b9%80%e0%b8%88/">บทความพิเศษ ตอนที่ ๑๒ &#8220;เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กับเจ้าพนักงานที่เป็นเจ้าอาวาส บริบทของความรับผิดชอบและหน้าที่ต่างกัน&#8221; โดย พระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม</a> appeared first on <a href="https://www.manasikul.com">Manasikul Online</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<figure class="wp-block-gallery has-nested-images columns-default is-cropped wp-block-gallery-1 is-layout-flex wp-block-gallery-is-layout-flex">
<figure class="wp-block-image size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="640" height="359" data-id="40118" src="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2019/11/messageImage_1573731679199-1.jpg" alt="" class="wp-image-40118" srcset="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2019/11/messageImage_1573731679199-1.jpg 640w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2019/11/messageImage_1573731679199-1-300x168.jpg 300w" sizes="(max-width: 640px) 100vw, 640px" /><figcaption class="wp-element-caption"><em>ขอขอบคุณที่มาของภาพประกอบ</em> http://morning-news.bectero.com</figcaption></figure>
</figure>



<p class="wp-block-paragraph"><em>ขอขอบคุณที่มาของภาพประกอบ</em> http://morning-news.bectero.com</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>บทความพิเศษ ตอนที่ ๑๒</strong><strong></strong></h4>



<h3 class="wp-block-heading">&#8220;<strong>เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กับ เจ้าพนักงานที่เป็นเจ้าอาวาส บริบทของความรับผิดชอบและหน้าที่ต่างกัน</strong> &#8220;</h3>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>โดย พระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม</strong><strong></strong></h4>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" width="420" height="420" src="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2019/11/พระใบฏีกาคทาวุธ-คเวสกธมฺโม-420x420.jpg" alt="พระใบฏีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม ผู้เขียน" class="wp-image-5844" srcset="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2019/11/พระใบฏีกาคทาวุธ-คเวสกธมฺโม-420x420.jpg 420w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2019/11/พระใบฏีกาคทาวุธ-คเวสกธมฺโม-420x420-150x150.jpg 150w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2019/11/พระใบฏีกาคทาวุธ-คเวสกธมฺโม-420x420-300x300.jpg 300w" sizes="(max-width: 420px) 100vw, 420px" /><figcaption class="wp-element-caption">พระใบฏีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม ผู้เขียน </figcaption></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามหลักประมวลกฎหมายอาญามาตรา
๑๕๗&nbsp; “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน
ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด
หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ”</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และมาตรา
๑ (๑๖) “เจ้าพนักงาน หมายความว่า
บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงานหรือได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ
ไม่ว่าเป็นประจำหรือครั้งคราว และไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่”</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ในส่วนนี้อาตมาจะไม่อธิบายรายละเอียดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา
๑๕๗ ประกอบมาตรา ๑(๑๖) แต่จะอธิบายเฉพาะในประเด็นการนำมาตรา ๑๕๗ ประกอบกับมาตรา
๑(๑๖) มาบังคับใช้กับเจ้าอาวาสในฐานะเป็นเจ้าพนักงานเท่านั้น</strong><strong></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตามมาตรา
๑๕๗ เป็นกรณีที่ใช้บังคับกับเจ้าพนักงานฝ่ายอาณาจักรที่มีรูปแบบการทำงานเป็นการบริหารงานแบบราชการ
ที่ทำงานในหน่วยงานของรัฐ&nbsp;
อย่างกรณีเจ้าอาวาสแม้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์จะบัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงาน
แต่รูปแบบและลักษณะงานจะแตกต่างไปจากบริบทของหน่วยงานรัฐ กล่าวคือ ระบบการทำงานระหว่างเจ้าพนักงานในบริบทของอาณาจักรกับศาสนจักรมันมีความต่างกันอยู่
</p>



<h4 class="wp-block-heading">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> เมื่อบริบทการทำงานหรือความเป็นเจ้าพนักงานมีความแตกต่างกัน จึงไม่อาจจะนำมาตรา ๑๕๗ มาบังคับใช้ในหลักการเดียวกันได้ เพราะหากนำนิติวิธีที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแห่งคดีมาเป็นเครื่องมือในการวินิจฉัย ก็ไม่สามารถทำให้เกิดความยุติธรรมกับอีกฝ่ายได้ แต่จะเป็นการยัดเยียดความอยุติธรรมให้โดยกฎหมายปิดปาก คือ ต้องรับโทษนั้นตามกฎหมาย โดยที่ไม่สามารถอธิบายอะไรได้ เหมือนคณะสงฆ์ที่กำลังเผชิญชะตากรรมอยู่ตอนนี้</strong></h4>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หลักการที่เห็นได้ชัดเจนคือ
นิติวิธีทางกฎหมายเอกชน กับนิติวิธีทางกฎหมายมหาชน ยังต้องมีการแยกกันชัดเจน
นี้คือเหตุผลว่าทำไมต้องมีศาลปกครองแยกออกไปจากศาลยุติธรรม
เพราะบริบทของข้อเท็จจริงแห่งคดีที่เกิดขึ้นมันต่างกัน
เช่นเดียวกับประเด็นของคณะสงฆ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้มีการนำเอานิติวิธีของระบบราชการ
มาเป็นเกณฑ์ให้กับคณะสงฆ์ กรณีวัดสามพระยา และวัดสระเกศ ที่เป็นคดีความ
โดยการนำเอานิติวิธีของระบบราชการ มาเป็นหลักในการใช้ดุลพินิจกับองค์กรสงฆ์ซึ่งเป็นบริบทที่แตกต่างกัน
</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; หรือการที่มี
ศาลทหาร, ศาลภาษี, ศาลแรงงาน, ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ, ศาลเยาวชนและครอบครัวฯ
หรือมีกฎหมายบัญญัติขึ้นมาใช้เฉพาะเรื่อง ใช้กับบางหน่วยงาน หรือใช้กับบางหน่วยงานที่มีนิติสัมพันธ์กันขึ้นเท่านั้น
ที่เป็นเช่นนี้ก็เหมือนหมอรักษาคนป่วย ให้ยารักษาตรงกับโรคของคนป่วย เช่นเดียวกับการที่มีศาล
หรือกฎหมายแต่ละประเภท เพราะลักษณะข้อเท็จจริงแห่งคดีมีความแตกต่างกันออกไป
จึงต้องมีศาลหรือกฎหมายเป็นเฉพาะในแต่ละด้านเพื่ออำนวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง
</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และตัวอย่างที่เห็นชัดเจนตามมาตรา
๓ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา
และสตูล พ.ศ. ๒๔๘๙ “ในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีแพ่งเกี่ยวด้วยเรื่องครอบครัวและมรดกอิสลามศาสนิกของศาลชั้นต้นในจังหวัดปัตตานี
นราธิวาส ยะลา และสตูล
ซึ่งอิสลามศาสนิกเป็นทั้งโจทก์จำเลยหรือเป็นผู้เสนอคำขอในคดีที่ไม่มีข้อพิพาท
ให้ใช้กฎหมายอิสลามว่าด้วยครอบครัวและมรดกบังคับแทนบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการนั้น
เว้นแต่บทบัญญัติว่าด้วยอายุความมรดก ทั้งนี้
ไม่ว่ามูลคดีเกิดขึ้นก่อนหรือหลังวันใช้พระราชบัญญัตินี้”</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นกรณีของการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี
นราธิวาส ยะลาและสตูล เพราะบริบทของคนในพื้นที่มีความต่างจากพื้นที่อื่น กล่าวคือแม้จะเป็นเรื่องครอบคครัว
และมรดกเหมือนกัน แต่มีเรื่องของวัฒนธรรม จารีต
หรือแนวทางปฎิบัติของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องจึงทำให้มีความแตกต่างกัน เป็นเหตุให้ต้องมีกฎหมายเฉพาะเรื่องขึ้นมา
ก็เพื่ออำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนในเฉพาะพื้นที่เท่านั้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ถ้าพูดแบบเข้าใจง่าย ๆ ก็เหมือนมีดมีหลายประเภท เป็นมีดเหมือนกัน แต่ใช้งานแตกต่างกันออกไป เช่นมีดบางสำหรับใช้ทำอาหารในครัวคือ หั่นผัก หั่นเนื้อ ฯ แต่ถ้านำมีดบาง มาตัดฟืน ตัดต้นไม้ เป็นการนำมีดมาใช้งานผิดประเภทก็จะทำให้เกิดโทษได้&nbsp; เฉกเช่นการนำมาตรา ๑๕๗ ที่บังคับใช้กับเจ้าพนักงานฝ่ายอาณาจักร แต่ได้เอาหลักการเดียวกันนี้มาใช้บังคับกับเจ้าพนักงานที่เป็นเจ้าอาวาสซึ่งมีบริบทที่แตกต่างกัน จึงจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อองค์กรสงฆ์อย่างใหญ่หลวง</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และหลักการที่ยืนยันว่าหน้าที่ ความรับผิดชอบ บริบทของเจ้าพนักงานฝ่ายอาณาจักร และฝ่ายศาสนจักรมีความแตกต่างกันเห็นได้ชัดเจนจาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๕๔๐ /๒๕๕๔ ดังนี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; “<strong>แม้จำเลยเป็นเจ้าอาวาสของโจทก์ร่วมและได้รับเงินเดือนประจำที่เรียกว่านิตยภัตจากเงินงบประมาณของรัฐ แต่ผู้ที่ได้รับเงินเดือนประจำที่จะถือว่าเป็น &#8220;เจ้าหน้าที่ของรัฐ&#8221; ตามมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตต้องเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งเจ้าอาวาสไม่อยู่ในความหมายดังกล่าว</strong> </p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>และในปัจจุบันวัดจัดตั้งขึ้นโดยวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงซึ่งออกตามความใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ซึ่งกำหนดให้วัดมีฐานะเป็นนิติบุคคลโดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้แทน แต่ก็มีอำนาจอย่างจำกัดตามมาตรา ๓๗ เฉพาะในการบำรุงวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี ปกครองและสอดส่องให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่มีที่อยู่หรือพำนักอาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตามพระธรรมวินัย กฎมหาเถรสมาคม ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม และอื่นๆ อันเป็นกิจการของสงฆ์โดยเฉพาะ </strong></p>



<h4 class="wp-block-heading">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารราชการอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมการศาสนาและกระทรวง
ศึกษาธิการ วัดจึงหาใช่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดิน </strong><strong></strong></h4>



<h4 class="wp-block-heading">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ดังนั้น
พระภิกษุซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในการปกครองคณะสงฆ์ไม่ว่าในตำแหน่งเจ้าอาวาสหรือในตำแหน่งอื่นใดก็ตาม
จึงหาได้อยู่ในความหมายของคำจำกัดความว่า &#8220;เจ้าหน้าที่ของรัฐ&#8221; </strong><strong></strong></h4>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;<em>(แหล่งที่มา: กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา สืบค้นเมื่อวันที่ ๕ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๒ จาก https://deka.in.th/view-509236.html) </em></p>



<h4 class="wp-block-heading">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ฎีกาดังกล่าวนี้เป็นการยืนยันว่าเจ้าอาวาสไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ </strong><strong>จึงเป็นฎีกาที่ชี้ให้เห็นว่าตำแหน่งเจ้าอาวาสแม้มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์บัญญัติให้เป็นเจ้าพนักงาน แต่ก็เป็นเจ้าพนักงานในรูปแบบที่เป็นลักษณะพิเศษเฉพาะองค์กรสงฆ์เท่านั้น เพราะมีหน้าที่ ความรับผิดชอบดูแลขอบเขตเพียงแต่ในวัดเท่านั้น ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารราชการแผ่นดินเลย </strong></h4>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อนึ่ง
อาตมาได้ไปค้นอ่านฎีกากรณีของมาตรา ๑๕๗ เห็นอยู่ ๒ หลักการที่ว่า <strong>“ทำให้รัฐเสียหาย”
</strong>และ<strong> “รู้หรือควรจะรู้ ว่าเป็นเงินผิด แต่ก็รับมา” </strong>สองหลักการนี้เป็นการวินิจฉัยที่เป็นเจ้าพนักงานของรัฐฝ่ายอาณาจักรเท่านั้น&nbsp; </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ด้วยความเคารพต่อศาลฎีกา</strong> ถ้าจะนำหลักการทั้งสองนี้มาใช้วินิจฉัยในบริบทขององค์กรสงฆ์
เช่น<strong> “ทำให้รัฐเสียหาย”</strong> เพราะเอื้อประโยชน์กับให้เจ้าหน้าที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติทุจริตงบประมาณของแผ่นดินได้
และ <strong>“รู้หรือควรจะรู้ ว่าเป็นเงินผิด แต่ก็รับมา” </strong>เพราะเป็นกรรมการมหาเถรสมาคมย่อมรู้เรื่องงบอุดหนุนเป็นอย่างดี
</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อาตมาเห็นว่าประเด็นนี้ฟังไม่ขึ้น
เพราะเจ้าอาวาสมีหน้าที่ ความรับผิดชอบแต่เพียงขอบเขตในวัดเท่านั้น สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติก็ทำงานของเขาไป
ท่านไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับสำงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเลย
ท่านไม่ได้ไปนั่งประชุมเกี่ยวกับงบประมาณร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
หรือไม่ได้ไปร่วมลงนามในการอนุมัติงบอุดหนุนของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ </p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แม้ว่าบางรูปจะเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม
แต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะไปร่วมประชุมเกี่ยวกับงบอุดหนุน
หรือร่วมอนุมัติงบอุดหนุนนั้นด้วย เพราะเป็นเรื่องของข้าราชการกระทำการ
และดำเนินการเองในการอนุมัติ คณะสงฆ์ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย</p>



<h4 class="wp-block-heading">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>และอาตมาจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดขึ้น ถ้านำมาตรา ๑๕๗ ที่บังคับใช้กับเจ้าพนักงานฝ่ายอาณาจักร มาบังคับใช้กับเจ้าอาวาสที่เป็นเจ้าพนักงานในเกณฑ์เดียวกันโดยไม่คำถึงถึง หน้าที่ ความรับผิดชอบ จารีต และวัฒนธรรม การทำงานขององค์กรสงฆ์จะเกิดความเสียหายต่อองค์กรสงฆ์อย่างมหาศาล </strong></h4>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; กล่าวคือ
หน้าที่ของเจ้าอาวาสนอกจากตามมาตรา ๓๗ ยังต้องมีงานรับผิดชอบตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์
พ.ศ. ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕ มาตรา ๑๕ ตรี (๑) และ (๓) และข้อ ๕
แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ.๒๕๔๑) ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์ งาน ๖
ด้าน คือ ๑) การรักษาความเรียบร้อยดีงาม&nbsp;
๒) การศาสนศึกษา ๓) การศึกษาสงเคราะห์ ๔) การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ๕)
การสาธารณูปการ และ ๖) การสาธารณสงเคราะห์</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>หากตีความดังเช่นว่านั้น เจ้าอาวาสวัดไหนไม่ดำเนินงานทั้ง ๖ ด้านให้ครบ จะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ ฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทันที เจ้าอาวาสทั่วประเทศตั้งแต่สมเด็จพระสังฆราชถึงพระอธิการ คงได้เข้าไปปฏิบัติธรรมในเรือนจำกันหมด </strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>หรือมีอีกตัวอย่างเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นข่าวใหญ่โตวัดดังทางภาคเหนือ มีหมายเรียกให้เจ้าอาวาสเข้าพบพนักงานสอบสวนรับทราบข้อกล่าวหา เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ. ๒๕๓๕  มาตรา ๕ (๓) ประกอบมาตรา ๓, ๔ , ๑๑ วรรค ๒ และประกาศกระทรวงสาธารณสุข ข้อหา ไม่จัดให้มีเครื่องหมายปลอดบุหรี่ตามที่กฎหมายกำหนดที่ทางเข้าสถานที่สาธารณะ จากสาเหตุที่ไม่ติดป้ายห้ามสูบบุหรี่หน้าประตูวัด </p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ในประเด็นนี้หากนำมาตรา ๑๕๗
มาใช้บังคับในบริบทเสมือนเจ้าพนักงานทั่วไปของฝ่ายอาณาจักร เจ้าอาวาสจะต้องรับผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
อย่างปฏิเสธไม่ได้เลย</strong><strong></strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>และอีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การห้ามดื่มสุราในวัด เป็นความผิด พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ตามมาตา ๒๗ (๑) ประกอบกับมาตรา ๓๑ (๑) เมื่อพบมีการดื่มสุราในวัด หากนำมาตรา ๑๕๗ มาใช้บังคับในบริบทเสมือนเจ้าพนักงานทั่วไปของฝ่ายอาณาจักร เจ้าอาวาสจะต้องรับผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเช่นกัน</strong></p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; แต่ประเด็นที่เป็นปัญหาโลกแตกจะตามมาคือเจ้าอาวาสกลืนไม่ได้คลายไม่ออก
หากไปไล่ ห้ามบุคคลในชุมชนที่มาดื่มสุราในวัด
เจ้าอาวาสจะอยู่ในวัดนั้นไม่ได้อีกเลย เพราะอาจจะถูกชุมชนขับไล่ออกจากวัดได้
หรือเวลามีงานวัด ก็จะไม่มีใครเข้ามาในวัด และช่วยงานวัดอีกต่อไป </p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพราะกลุ่มคนดื่มสุราก็คือคนที่คอยมาช่วยงานวัด
ไม่ว่าจะเป็นการทำครัว จัดสถานที่ งานหน้าฉาก หลังฉาก ก็มาจากคนในชุมชนกลุ่มนี้
เพราะเรื่องดื่มเหล้าในงานหรือโอกาสต่าง ๆ มันได้กลายไปเป็นวิถีของชุมชน
ไม่ควรที่จะใช้กฎหมายมาหักดิบ แต่ควรจะใช้วิธีที่ละมุนละม่อมกว่านี้
การจะเปลี่ยนพฤติกรรมมนุษย์ในสิ่งที่เขาเคยชินและทำมาตั้งแต่บรรพบุรุษเป็นร้อย ๆ
ปีมันต้องใช้เวลาพอสมควร</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ที่อาตมากล่าวเช่นนี้ไม่ได้มีเจตนาสนับสนุนให้คนดื่มสุรา
หรือสนับสนุนให้มีการดื่มสุราในวัด แต่ชี้ให้เห็นอีกมุมของกฎหมาย และวิถีของชุมชน
วัฒนธรรม จารีตประเพณีของท้องถิ่น
เพื่อที่จะได้หาทางออกร่วมกันว่าหากมีการตรากฎหมายลักษณะนี้จะทำอย่างไรให้กฎหมายสอดคล้องกับสภาพสังคมวิทยาได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;<strong> ดังนั้น การจะนำมาตรา ๑๕๗ มาบังคับใช้กับเจ้าอาวาสในฐานะเป็นเจ้าพนักงาน บุคคลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมควรคำนึงถึงจารีต และวัฒนธรรมขององค์กรสงฆ์มาประกอบในการใช้ดุลพินิจด้วยถึงจะเป็นธรรมกับคณะสงฆ์ แม้จะมีการยกเหตุที่ว่า “หน้าที่กับความรับผิดชอบจะมาคู่กัน”&nbsp; แต่บริบทของหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าพนักงานฝ่ายอาณาจักร กับเจ้าอาวาสที่เป็นเจ้าพนักงานมันต่างกัน เพราะเจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานรูปแบบลักษณะพิเศษเฉพาะองค์กรสงฆ์ตามที่ได้อธิบายมาแล้วข้างต้น</strong></p>



<h4 class="wp-block-heading">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; <strong>ที่กล่าวมานี้ไม่ใช่ให้พระภิกษุอยู่เหนือกฎหมาย
เพียงแต่อาตมาพยายามอธิบายให้เห็นว่าถ้าจะนำมาตรา ๑๕๗ มาบังคับใช้
ควรคำนึงถึงบริบทของเจ้าพนักงานที่มีข้อเท็จจริงแต่กต่างกัน ควรจะมีกฎหมาย
หรือนิติวิธี
ที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงแห่งคดีที่เป็นการกระทำร่วมกันหรือคาบเกี่ยวระหว่างอาณาจักรและศาสนจักร
หรือให้สอดคล้องกับบริบทของอาณาจักรและศาสนจักร เพื่อความเป็นธรรมสูงสุดกับทั้งสองฝ่าย
และอำนวยความยุติธรรมให้กับคณะสงฆ์ได้อย่างแน่แท้</strong><strong></strong></h4>



<h4 class="wp-block-heading">สำหรับเรื่องนี้อาตมาอยากจะชวนให้สังคมหรือพระสงฆ์รูปที่ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “เจ้าอาวาส” ตื่นตัวกับเรื่องนี้ เพราะหากรัฐวางบรรทัดฐานความเป็นเจ้าพนักงานของเจ้าอาวาสเหมือนเจ้าพนักงานของฝ่ายอาณาจักร และบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ ในองค์ประกอบเดียวกัน นั้นหมายถึงเจ้าอาวาสอาจจะต้องเป็นผู้กระทำความผิดกฎหมายทั้งที่เป็นผู้บริสุทธิ์ก็ได้</h4>



<p class="wp-block-paragraph">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ท้ายที่สุดอาตมาขอสรุปด้วย<strong>พระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” รัชกาลที่ ๙ </strong>ในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้วิชาความรู้ชั้นเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ ๓๓ ณ อาคารใหม่ สวนอัมพร ๒๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๔ </p>



<h3 class="wp-block-heading">&nbsp; <strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; “&#8230;กฎหมายนั้นไม่ใช่ตัวความยุติธรรม เป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างหนึ่ง
สำหรับใช้ในการรักษาและอำนวยความยุติธรรมเท่านั้น การใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาความยุติธรรมไม่ใช่เพื่อรักษาตัวบทของกฎหมายเอง
และการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดิน ก็มิได้มีวงแคบอยู่เพียงแค่ขอบเขตของกฎหมาย
หากต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยาตลอดจนเหตุและผลตามความเป็นจริงด้วย&#8230;”</strong></h3>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>บทความพิเศษ ตอนที่ ๑๒ </strong></p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>&#8220;เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗</strong> </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>กับเจ้าพนักงานที่เป็นเจ้าอาวาส บริบทของความรับผิดชอบและหน้าที่ต่างกัน</strong>&#8220;</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>โดย พระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม</strong></p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" width="960" height="640" src="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2019/11/S__5087369.jpg" alt="บทความพิเศษ ตอนที่ ๑๑ กฎหมายฝ่ายอาณาจักร ทำอย่างไรจึงจะสอดคล้องและสร้างความเป็นธรรม ให้กับฝ่ายศาสนจักร โดย พระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม" class="wp-image-5759" srcset="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2019/11/S__5087369.jpg 960w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2019/11/S__5087369-300x200.jpg 300w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2019/11/S__5087369-768x512.jpg 768w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2019/11/S__5087369-696x464.jpg 696w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2019/11/S__5087369-630x420.jpg 630w" sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px" /><figcaption class="wp-element-caption"> พระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม  ผู้เขียน </figcaption></figure>
<p>The post <a href="https://www.manasikul.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a9-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%92-%e0%b9%80%e0%b8%88/">บทความพิเศษ ตอนที่ ๑๒ &#8220;เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กับเจ้าพนักงานที่เป็นเจ้าอาวาส บริบทของความรับผิดชอบและหน้าที่ต่างกัน&#8221; โดย พระใบฎีกาคทาวุธ คเวสกธมฺโม</a> appeared first on <a href="https://www.manasikul.com">Manasikul Online</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.manasikul.com/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%a8%e0%b8%a9-%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%91%e0%b9%92-%e0%b9%80%e0%b8%88/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
