<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ครูบาศรีวิชัย Archives - Manasikul Online</title>
	<atom:link href="https://www.manasikul.com/tag/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%A2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.manasikul.com/tag/ครูบาศรีวิชัย/</link>
	<description>Manasikul Online</description>
	<lastBuildDate>Wed, 05 Aug 2020 08:55:37 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.1</generator>

<image>
	<url>https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2026/07/cropped-189D142772-357C-4D2C-901D-D867972F5136-32x32.jpg</url>
	<title>ครูบาศรีวิชัย Archives - Manasikul Online</title>
	<link>https://www.manasikul.com/tag/ครูบาศรีวิชัย/</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>รำลึกประวัติและปฏิปทาครูบาศรีวิชัย (๑)&#8221;โลกนี้มืดมนนัก&#8230; น้อยคนจักเห็นแจ้งได้&#8221; เปิดบทสนทนาหลวงปู่มั่น กับครูบาศรีวิชัย บนเส้นทางพระโพธิสัตว์ที่เลือกเดิน</title>
		<link>https://www.manasikul.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%84/</link>
					<comments>https://www.manasikul.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%84/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิกุล โอวาทเภสัชช์]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 28 Jul 2020 08:39:14 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Adventure]]></category>
		<category><![CDATA[Authors]]></category>
		<category><![CDATA[Dhamma's Daily : บันทึกธรรมวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[Empty Spaces Travel การเดินทางแห่งความว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[Featured]]></category>
		<category><![CDATA[Inner Study]]></category>
		<category><![CDATA[Life’s Workshop]]></category>
		<category><![CDATA[Mindfullwrite : การเขียนแห่งสติ]]></category>
		<category><![CDATA[Reviews Dhamma Book : อ่านด้วยใจ]]></category>
		<category><![CDATA[Socially Engaged Buddhism : พุทธศาสนาเพื่อสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[Travel with Emptiness เดินทางไปกับความว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[Tripitaka Note : หมายเหตุพระไตรสรณคมน์]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[บันทึกธรรมวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[วันนี้วันพระ : Buddhist Holy Day]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อธรรมให้ถึงโลก]]></category>
		<category><![CDATA[หมายเหตุพระไตรสรณคมน์]]></category>
		<category><![CDATA[เขียนจดหมายถึงพระพุทธเจ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาศรีวิชัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.manasikul.com/?p=18588</guid>

					<description><![CDATA[<p>ขอขอบคุณ : ภาพและข้อมูลเพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.manasikul.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%84/">รำลึกประวัติและปฏิปทาครูบาศรีวิชัย (๑)&#8221;โลกนี้มืดมนนัก&#8230; น้อยคนจักเห็นแจ้งได้&#8221; เปิดบทสนทนาหลวงปู่มั่น กับครูบาศรีวิชัย บนเส้นทางพระโพธิสัตว์ที่เลือกเดิน</a> appeared first on <a href="https://www.manasikul.com">Manasikul Online</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<div class="wp-block-image"><figure class="alignleft size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="328" height="444" src="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/07/62389088_2717000498327613_5818376338871943168_n1-1.jpg" alt="" class="wp-image-18605" srcset="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/07/62389088_2717000498327613_5818376338871943168_n1-1.jpg 328w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/07/62389088_2717000498327613_5818376338871943168_n1-1-222x300.jpg 222w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/07/62389088_2717000498327613_5818376338871943168_n1-1-310x420.jpg 310w" sizes="(max-width: 328px) 100vw, 328px" /></figure></div>



<p style="background-color:#3e310e;color:#d7cdb1" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph"><strong>ขอขอบคุณ :</strong>  ภาพและข้อมูลเพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นธรรมทาน จากเพจ   Wat Phrathat Doi Suthep / เพจ หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล/เพจ&nbsp;บารมีรวมมหาโพธิสัตว์ พระอนาคตวงศ์  / Cr. Chwalit Seeno/wikipedis.org และ รายการ ความจริงไม่ตาย ตอน ครูบาศรีวิชัย ช่อง ThaiPBS </p>



<h2 class="has-text-color has-text-align-center wp-block-heading" style="color:#5f3b22">รำลึกประวัติและปฏิปทาครูบาศรีวิชัย </h2>



<h4 class="has-text-color has-text-align-center wp-block-heading" style="color:#5f3b22">(๑)</h4>



<h3 class="has-text-color has-text-align-center wp-block-heading" style="color:#5f3b22"> &#8220;โลกนี้มืดมนนัก… น้อยคนจักเห็นแจ้งได้&#8221; </h3>



<h3 class="has-text-color has-text-align-center wp-block-heading" style="color:#5f3b22">เปิดบทสนทนากับหลวงปู่มั่น</h3>



<h3 class="has-text-color has-text-align-center wp-block-heading" style="color:#5f3b22"> บนเส้นทางพระโพธิสัตว์ที่เลือกเดิน</h3>



<p style="background-color:#f2efe7;color:#59491b" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">หลังจากที่ได้ชมรายการ &#8220;ความจริงไม่ตาย&#8221; ตอน ครูบาศรีวิชัย  ทางช่อง Thai PBS ที่ออกอากาศเมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๖๓  ก็สนใจที่จะหาอ่านเรื่องราวของครูบาศรีวิชัยเพิ่มขึ้น แม้ว่า จะเคยรับรู้เรื่องราวของท่านมาบ้าง แต่ก็เป็นชั่วขณะๆ ไม่ต่อเนื่อง เมื่อได้แรงบันดาลใจจากครูบาอาจารย์ที่กำลังเผชิญกับความไม่เป็นธรรมจากปุถุชนที่มีอคติกับพระเถระผู้อุทิศชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนามา และเสียสละชีวิตเพื่อธรรมมาโดยตลอด จึงขอน้อมนำปฏิปทาและประวัติของครูบาศรีวิชัยที่ได้อ่านจากที่ต่างๆ มาเล่าสู่กันฟังเพื่อชะโลมจิตใจให้เห็นถึงความมั่นคงบนหนทางแห่งพระโพธิสัตว์ที่มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือสรรพชีวิตให้พ้นทุกข์ด้วย &#8220;ธรรม&#8221; </p>



<h2 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#57471b">๑. บทสนทนาระหว่างครูบาเจ้าศรีวิชัยนักบุญแห่งล้านนากับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต</h2>



<p style="background-color:#625122;color:#dcd6c6" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ภาพและข้อมูลจากเพจ บารมีรวมมหาโพธิสัตว์ พระอนาคตวงศ์ / Cr. Chwalit Seeno</p>



<p style="background-color:#dad5d1;color:#502e16" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong> &#8220;ในการพบกันคราวนี้ ท่านพระอาจารย์มั่น ก็ถึงกับได้ออกปากชวนท่านพระครูบาเจ้าศรีวิไชยเลยทีเดียวว่า </strong></p>



<blockquote class="wp-block-quote is-style-default is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong>&#8220;โลกนี้มืดมนนัก&#8230; น้อยคนจักเห็นแจ้งได้</strong>&#8220;</p></blockquote>



<p style="background-color:#dad5d1;color:#502e16" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph"><strong>&#8220;ขอน้องเราท่านจงมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับผม เพื่อล่วงทุกข์ภัยในวัฏฏะไม่ต้องมาเกิด แก่ เจ็บ และตาย และวุ่นวายด้วยกิเลสตัณหาให้ได้รับทุกข์อย่างไม่มีที่สิ้นสุดด้วยกันเถิด&#8230;”</strong></p>



<p style="background-color:#dad5d1;color:#502e16" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">เมื่อได้ฟัง ท่านพระครูบาเจ้าศรีวิไชยก็ได้ยกมือขึ้นวันทาไหว้สา ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระผู้เป็นทั้ง &#8220;เพื่อนสนิท” และ “พี่ชายที่แสนดี” ของท่านด้วยความซาบซึ้งใจอย่างนอบน้อมยิ่ง</p>



<p style="background-color:#dad5d1;color:#502e16" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ก่อนกล่าววาจา &#8220;เปิดโลก”อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นในการไหน ๆ ทั้งสิ้น ที่เป็นเสมือนหนึ่งเป็นการเฉลยปริศนาแห่งมโนปรารถนา แห่งองค์ท่านมานานนับด้วยอสงไขยในกาลบัดนั้นทีเดียวว่า</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-style-default is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p><strong>&#8220;ที่พี่ท่านกล่าวมาเช่นนี้ ก็ชอบอยู่โดยแท้ แต่สุดวิสัยอยู่แต่เพียงว่า อันตัวของข้าเจ้าผู้น้องนี้ หาได้บำเพ็ญบารมีธรรมทั้งปวงมา เพื่อจะหลุดพ้นจากวัฏสงสารนี้แต่เพียงลำพังก็หามิได้</strong>&#8230;</p></blockquote>



<p style="background-color:#dad5d1;color:#502e16" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph"><strong>&#8220;แต่ข้าเจ้าได้บำเพ็ญธรรมตามจริยาอย่างพระโพธิสัตว์ ผู้ปรารถนาจะล่วงเข้าสู่พระพุทธภูมิอย่างสมบูรณ์แล้ว&#8230;อีกทั้งยังได้รับพระพุทธพยากรณ์ไว้แล้วด้วยว่า ข้าเจ้านี้เที่ยงแท้ที่จะได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ คือจะได้ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตกาลภายภาคหน้าเที่ยงแท้มิแปรผัน&#8230;”</strong></p>



<p style="background-color:#dad5d1;color:#502e16" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">นอกจากนี้ ครูบาศรีวิไชยเจ้าก็ยังได้กราบเรียนท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโตต่อไปอีกด้วยว่า </p>



<p style="background-color:#dad5d1;color:#502e16" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph"><strong>“ด้วยเหตุเป็นเช่นนี้นี้ ข้าเจ้าผู้น้องจึงได้แต่จนใจนักที่มิอาจจักออกปฏิบัติธรรมกรรมฐาน เพื่อล่วงสู่มหาปรินิพพานตามที่ท่านเจ้าได้กรุณาออกวาจาชักชวนเห็นปานนี้ได้ &#8230;แม้จะเป็นพระคุณอย่างล้นเหลือ แต่ข้าเจ้าไม่มีอำนาจใดจักไปฝ่าฝืนพุทธพยากรณ์ที่ได้ทรงตรัสพยากรณ์ไว้แล้วดังนี้&#8230;ฉะนั้น ขอพี่ท่านจงได้โปรดอดโทษแก่ข้าเจ้าผู้น้องที่มิอาจสนองความปรารถนาดีของพี่ท่านในกาลบัดเดี๋ยวนี้ด้วยเถิด&#8230;</strong>&#8221; <em>(Cr. Chwalit Seeno)</em></p>



<p style="background-color:#dad5d1;color:#502e16" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมครูบาศรีวิชัย จึงได้มุ่งมั่นในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่ลำบากเดือดร้อนไปทุกด้าน งานสร้างสรรค์ศิลปะ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า เป็นอุดมมงคลของชีวิต ไม่วาจะเป็นงานการเย็บผ้าจีวร การปฏิสังขรวัดวาอารามที่ชำรุด สร้างถนนหนทาง ที่เรียกว่างาน<strong>นวกรรม</strong> ก็เป็นสิ่งจำเป็น </p>



<p style="background-color:#dad5d1;color:#502e16" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">พระสงฆ์จึงไม่เพียงมีหน้าที่ในการภาวนาส่วนตนเพื่อไปสู่ความหลุดพ้นเฉพาะตนเท่านั้น หากยังมีหน้าที่ในการดูแลเสนาสนะให้สะอาด สว่าง สงบ เหมาะกับเป็นที่บำเพ็ญสมณธรรมและช่วยผู้คนให้พ้นทุกข์ตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าพาดำเนิน และด้วยเส้นทางสายกลางนี้กว่าจะไปถึงปลายทาง พระโพธิสัตว์แต่ละองค์แต่ละท่านก็พบกับอุปสรรคขวากหนามไม่น้อย ทั้งเสี่ยงตาย และต้องเอาชีวิตเข้าแลก สุดท้ายมิได้เพื่อสิ่งใด ก็เพื่อมุ่งมั่นโพธิญาณ หนทางสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์ในสังสารวัฏ ดังที่ครูบาศรีวิชัยได้บำเพ็ญมา</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="aligncenter size-large is-resized"><img decoding="async" src="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/07/1493530154-doysutap-o-1.jpg" alt="ขอขอบคุณภาพจากเพจ Wat Phrathat Doi Suthep" class="wp-image-18607" width="567" height="402" srcset="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/07/1493530154-doysutap-o-1.jpg 500w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/07/1493530154-doysutap-o-1-300x212.jpg 300w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/07/1493530154-doysutap-o-1-100x70.jpg 100w" sizes="(max-width: 567px) 100vw, 567px" /><figcaption>ขอขอบคุณภาพจากเพจ Wat Phrathat Doi Suthep</figcaption></figure></div>



<h2 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#784f31">ประวัติและปฏิปทาครูบาศรีวิชัย </h2>



<h4 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#784f31">จาก  Wikipedia และเพจ หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล</h4>



<p style="background-color:#eae6da;color:#5b4b20" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph"><strong>ครูบาศรีวิชัย</strong>&nbsp;หรือ&nbsp;<strong>พระสีวิไชย</strong>&nbsp;เป็นพระเถระชาวจังหวัดลำพูน&nbsp;ผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างและบูรณะพุทธศาสนสถานหลายแห่งทั่วภาคเหนือของประเทศไทย&nbsp;จนได้รับการขนานนามว่า&nbsp;ตนบุญ<strong>แห่งล้านนา</strong> </p>



<p style="background-color:#eae6da;color:#5b4b20" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ครูบาศรีวิชัยเกิดเมื่อวันอังคารที่ ๑๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๒๑ ปีขาล เวลาพลบค่ำ ขณะนั้นมีพายุฟ้าร้องรุนแรง จึงตั้งชื่อว่า อินตาเฟือน&nbsp;หรือ&nbsp;อ้ายฟ้าร้อง &nbsp;บิดาชื่อควาย ส่วนมารดาชื่ออุสา โดยครูบาศรีวิชัยมีเชื้อสายกะเหรี่ยงแดงจากฝั่งบิดา และอาจมีเชื้อสายกะเหรี่ยงขาวและยองจากฝั่งมารดา</p>



<p style="background-color:#eae6da;color:#5b4b20" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph"><strong>เมื่ออายุได้ ๑๘ ปี ท่านคิดว่าชาตินี้เกิดมายากจนเพราะในอดีตไม่ได้ทำบุญไว้เพียงพอ จึงควรออกบวชรักษาศีลปฏิบัติธรรมไว้เพื่อประโยชน์สุขในภายหน้า และจะได้ตอบแทนพระคุณมารดาบิดาทางหนึ่งด้วย </strong>ท่านจึงลาบิดามารดาไปอยู่วัดบ้านปาง ศึกษาเล่าเรียนและบวชเป็นสามเณรกับพระอาจารย์ขัติยะ (หรือครูบาแข้งแขะ เพราะท่านเดินขากะเผลก) จนอายุได้ ๒๑ ปี จึงได้อุปสมบทในอุโบสถวัดบ้านโฮ่งหลวง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน&nbsp;โดยมีครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาในการอุปสมบทว่า&nbsp;<strong>&#8220;สีวิเชยฺย&#8221;</strong> &nbsp;มีนามบัญญัติว่า <strong>พระศรีวิชัย</strong></p>



<p style="background-color:#f1edea;color:#57481d" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph"><strong>ครูบาเจ้าศรีวิชัย </strong>ท่านเดินทางไปหนแห่งใดก็มีศรัทธาสาธุชนเคารพศรัทธา จากที่ได้ธุดงธ์ไปทั่วแผ่นดินล้านนาได้พบเห็นโบราณสถานสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองแผ่นดินล้านนาเก่าแก่ทรุดโทรมลงเป็นอันมาก จึงได้ร่วมกับศรัทธาสาธุชนบูรณปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมวัดวาอารามโบราณสถานทั่วแผ่นดินล้านนาไม่อาจจะนับได้ อาทิ บริเวณหน้าวิหารหลวงและพระบรมธาตุ วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร จังหวัดลำพูน (พ.ศ. ๒๔๖๓)</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#59491c">๑๐๘ วัดที่ครูบาศรีวิชัยได้สร้างและบูรณะ</h3>



<p style="background-color:#f1edea;color:#57481d" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">หลังจากกลับจากกรุงเทพฯ แล้วท่านก็ไปบูรณะพระเจดีย์ พระธาตุดอยเกิ้ง อำเภอฮอด (พ.ศ. ๒๔๖๔ ) สร้างวิหารวัดศรีโคมคำพระเจ้าตนหลวง จังหวัดพะเยา (พ.ศ. ๒๔๖๕) บูรณะพระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย บูรณะพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ (พ.ศ. ๒๔๖๖) วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๔๖๗) สร้างธาตุและบันไดนาค วัดบ้านปางพระธาตุเกตุสร้อยแก่งน้ำปิง (พ.ศ. ๒๔๖๘) รวบรวมพระไตรปิฏกฉบับอักษรล้านนาจำนวน ๕,๔๐๘  ผูก (พ.ศ. ๒๔๖๙ &#8211; ๒๔๗๑ ) บูรณะวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๔๗๔) และผลงานชิ้นอมตะคือ การสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ที่ศรัทธาสาธุชนมาร่วมกันสร้างถนนวันละไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ คน แล้วเสร็จภายใน ๖ เดือน ตามสัจจะวาจา (พ.ศ. ๒๔๗๘) สร้างวิหารวัดบ้านปาง (พ.ศ. ๒๔๘๗ เสร็จปี พ.ศ. ๒๔๘๒) วัดจามเทวี (พ.ศ. ๒๔๗๙ ) สุดท้าย คือ สะพานศรีวิชัย เชื่อมระหว่างลำพูน (ริมปิง) &#8211; (หนองตอง) เชียงใหม่ (พ.ศ. ๒๔๘๑) ที่มาสร้างเสร็จภายหลังจากที่ครูบาศรีวิชัยมรณภาพ (รวมวัดต่างๆที่ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยไปบูรณปฏิสังขรณ์รวม ๑๐๘ วัด) ต่อมามีผู้เรียกท่านว่า พระศรีวิชัย ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า ครูบาศรีวิชัยบ้าง ครูบาวัดบ้านปางบ้าง ครูบาศีลธรรมบ้างซึ่งเป็นนามที่ชาวบ้านตั้งให้ ด้วยความนับถือ</p>



<h4 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#664329">ตำนานการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่</h4>



<p style="background-color:#f1edea;color:#57481d" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ผลงานที่เด่นมากของครูบาศรีวิชัยก็คือ การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งครูบาศรีวิชัยได้รับคำเรียกร้องจากศรัทธาประชาชน ให้ช่วยดำริและจัดการเรื่องนี้ จึงเริ่มลงมือสร้างเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๗ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา ณ เชิงดอยสุเทพด้านห้วยแก้ว โดยมี พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นผู้ขุดจอบเป็นปฐมฤกษ์ การสร้างถนนสายนี้ใช้แรงงานเป็นจำนวนมากวันหนึ่งๆ จะมีผู้คนช่วยทำงานประมาณวันละไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ คน ถ้าคิดมูลค่าแรงงานเป็นเงินก็คงมากมายมหาศาลทีเดียว </p>



<p style="background-color:#f1edea;color:#57481d" class="has-text-color has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">การสร้างทางสายนี้ใช้เวลา ๕ เดือน กับ ๒๒ วัน จึงแล้วเสร็จ และเปิดให้รถขึ้นลงได้ เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๘ </p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img decoding="async" width="599" height="891" src="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/07/62389088_2717000498327613_5818376338871943168_n.jpg" alt="ขอขอบคุณภาพจากเพจ Wat Phrathat Doi Suthep" class="wp-image-18594" srcset="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/07/62389088_2717000498327613_5818376338871943168_n.jpg 599w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/07/62389088_2717000498327613_5818376338871943168_n-202x300.jpg 202w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/07/62389088_2717000498327613_5818376338871943168_n-282x420.jpg 282w" sizes="(max-width: 599px) 100vw, 599px" /><figcaption>ขอขอบคุณภาพจากเพจ Wat Phrathat Doi Suthep</figcaption></figure>
<p>The post <a href="https://www.manasikul.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%84/">รำลึกประวัติและปฏิปทาครูบาศรีวิชัย (๑)&#8221;โลกนี้มืดมนนัก&#8230; น้อยคนจักเห็นแจ้งได้&#8221; เปิดบทสนทนาหลวงปู่มั่น กับครูบาศรีวิชัย บนเส้นทางพระโพธิสัตว์ที่เลือกเดิน</a> appeared first on <a href="https://www.manasikul.com">Manasikul Online</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.manasikul.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%9b%e0%b8%8f%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>น้อมเศียรเกล้าถวายอภิวาท &#8220;ครูบาขาวปี&#8221; ศิษย์เอกครูบาศรีวิชัย ผู้ถูกจองจำ จากการรังสรรค์นวกรรมในพระพุทธศาสนาเพื่อรับใช้สังคม</title>
		<link>https://www.manasikul.com/%e0%b8%96%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b5-%e0%b8%a8/</link>
					<comments>https://www.manasikul.com/%e0%b8%96%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b5-%e0%b8%a8/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[มนสิกุล โอวาทเภสัชช์]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 27 Jan 2020 03:59:11 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Adventure]]></category>
		<category><![CDATA[Authors]]></category>
		<category><![CDATA[Inner Study]]></category>
		<category><![CDATA[Reviews Dhamma Book : อ่านด้วยใจ]]></category>
		<category><![CDATA[Special Article : บทความพิเศษ]]></category>
		<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาขาวบี]]></category>
		<category><![CDATA[ครูบาศรีวิชัย]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.manasikul.com/?p=10646</guid>

					<description><![CDATA[<p>ด้วยความเป็นทุกข์อย่างถึงที่สุดในชีวิต ที่ครูบาอาจารย์พ [&#8230;]</p>
<p>The post <a href="https://www.manasikul.com/%e0%b8%96%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b5-%e0%b8%a8/">น้อมเศียรเกล้าถวายอภิวาท &#8220;ครูบาขาวปี&#8221; ศิษย์เอกครูบาศรีวิชัย ผู้ถูกจองจำ จากการรังสรรค์นวกรรมในพระพุทธศาสนาเพื่อรับใช้สังคม</a> appeared first on <a href="https://www.manasikul.com">Manasikul Online</a>.</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p style="background-color:#d3c6a3" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ด้วยความเป็นทุกข์อย่างถึงที่สุดในชีวิต ที่ครูบาอาจารย์พระเถระ พระสงฆ์สุปฏิปันโน ถูกกล่าวหาใส่ความ ถูกจับโดยไม่มีความผิด จึงได้ศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ก็พบครูบาอาจารย์มากมาย ผู้เสียสละชีวิตเพื่อพระพุทธศาสนา เพื่อธรรม เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ และเพื่อช่วยสังคมในยามเดือดร้อนในภัยภิบัติต่างๆ นานามาทุกยุคทุกสมัย กลับต้องอธิกรณ์ ถูกจองจำอย่างลำบากยากเข็นอยู่ในเรือนจำ หลายครั้งหลายหน เพราะมองพระพุทธศาสนาในมุมกว้าง มองไปถึงอนาคตกาล ในการที่จะช่วยเหลือผู้คนให้พ้นทุกข์นานัปการ ด้วยหนทางแห่งพระพุทธองค์ที่วางไว้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ที่ตรงตามพระธรรมวินัย ขณะเดียวกัน ก็ประยุกด์ธรรมเพื่อรับใช้สังคม ตามกำลังที่ทำได้ในยุคสมัยนั้นๆ หากทว่า บางครั้งทางการบ้านเมืองไม่เข้าใจการทำงานของพระเถระ และพระสงฆ์สุปฏิปันโน ผู้มีบทบาทหน้าที่หลายด้าน ทั้งต้องบริหารงานปกครองเพื่อเกื้อกูลพระสงฆ์ให้ได้ทำหน้าที่เผยแผ่ทุกด้านอย่างเต็มกำลังตามรอยพระพุทธเจ้าที่พระองค์พาดำเนินเพื่อช่วยเหลือผู้คนให้พ้นทุกข์  ทั้งหมดเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ที่ฆราวาส ผู้มาทำงานด้านพระพุทธศาสนาไม่เข้าใจ ทำอย่างไร คนทำงานด้านพระพุทธศาสนาจึงจะเข้าใจการทำงานของพระสงฆ์ ปฏิปทาของครูบาขาวปี และชีวิตของท่านที่กล้าหาญทางธรรมมีคำอธิบาย</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#816957">น้อมเศียรเกล้าถวายอภิวาท &#8220;ครูบาขาวปี&#8221; ศิษย์เอกครูบาศรีวิชัย ผู้ถูกจองจำจากการรังสรรค์นวกรรมพระพุทธศาสนาเพื่อรับใช้สังคม</h3>



<div class="wp-block-image"><figure class="alignleft size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/kruba-apichai.jpg" alt="ขอขอบคุณ ภาพจาก : tnews.co.th, dharma-gateway.com , th.wikipedia.org" class="wp-image-10647" width="333" height="398" srcset="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/kruba-apichai.jpg 500w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/kruba-apichai-251x300.jpg 251w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/kruba-apichai-352x420.jpg 352w" sizes="auto, (max-width: 333px) 100vw, 333px" /><figcaption>ขอขอบคุณ ภาพจาก : tnews.co.th, dharma-gateway.com , th.wikipedia.org</figcaption></figure></div>



<p style="background-color:#e2c9b8" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">จึงขอเล่าเรื่องประวัติพระอริยสงฆ์ผู้อยู่เหนือโลกธรรม ๘ ผู้ใช้ชีวิตอย่างสมถะชีวิตของครูบาขาวปี ศิษย์เอกของครูบาศรีวิชัย ผู้ถูกอธิกรณ์ถึงสามครั้งในชีวิต จนกระทั่งสุดท้าย แม้มีผู้ขอให้ท่านกลับไปห่มเหลืองอีก ท่านปฏิเสธ และใช้ชีวิตอยู่ในผ้าขาวจนลมหายใจสุดท้าย เป็นที่เคารพบูชาของชาวล้านนาและชาวไทยทั้งแผ่นดินมาจนถึงทุกวันนี้  ขอขอบคุณที่มา ข้อมูลจาก www.dhammajak.net และwww.dharma-gateway.com</p>



<h2 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#5d5130">ประวัติและปฏิปทา ครูบาอภิชัย (ขาวปี)</h2>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#64593c">วัดพระพุทธบาทผาหนาม ตำบลป่าไผ่ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน</h3>



<p style="background-color:#e5d1c3" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ครูบาเจ้าอภิชัย เดิมชื่อ จำปี เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๓ เป็น เป็นบุตรของพ่อเม่า และแม่จันตา หล้าแก้ว  ชาวบ้านเชื้อสายลัวะ ชาวแม่เทย อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ถือกำเนิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๗ เหนือ ปีกัดเป้า (ปีฉลู)   ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๗ เดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๓๑ อันเป็นวันมหาสงกรานต์ หรือวันปากปี เพื่อให้เป็นมงคลตามวันจึงมีชื่อว่า &#8220;จำปี&#8221; หรือ &#8220;จุมปี&#8221;   ท่านกำพร้าคุณพ่อตั้งแต่อายุ ๔ ขวบ ต่อมาเมื่ออายุได้ ๑๖ ปี คุณแม่ได้นำไปฝากให้เป็นศิษย์ของครูบาเจ้าศรีวิชัย ณ วัดบ้านปาง ท่านจึงได้เริ่มเรียนหนังสือ โดยท่านเป็นผู้มีนิสัยขยัน เล่าเรียนอย่างจริงจัง อ่อนโยน ว่านอนสอนง่าย นอบน้อม ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงมักใช้เวลาที่ท่านรับใช้ใกล้ชิดอบรมกล่อมเกลา ถ่ายทอดความรู้ให้ด้วยความเมตตา จนท่านครูบาอภิชัยมีความรู้เป็นลำดับ สามารถอ่านออกเขียนได้ และสวดมนต์เก่ง</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#795a44"> ชีวิตวัยเยาว์</h3>



<p style="background-color:#eedfd4" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ดังกล่าวแล้วว่า
ครอบครัวท่านเป็นครอบครัวชาวบ้านป่า ค่อนข้างยากจน อาหารการกินจึงขาดแคลน
มีแต่ผักกับกลอยเป็นอาหารหลัก เด็กชายจำปี จึงมีร่างกายบอบบาง
พุงค่อนข้างป่องเพราะโรคขาดอาหาร จึงมักเจ็บออดแอด แต่ก็ไม่ร้ายแรงนัก
&#8220;จำปี&#8221; มีแววฉลาดแต่ยามเล็ก ๆ ว่านอนสอนง่าย
และเรียนรู้ประสบการณ์จากป่า ความสงบของธรรมชาติมาตลอดชีวิต แม้จะยากจนแสนเข็ญ
ครอบครัวนี้ก็ยังคงมีความสงบสุข ยิ่งมีลูกน้อยเป็นสื่อสายใจ พ่อเม่า แม่จันตา
ก็ยิ่งมุมานะทำงานขึ้นอีกเท่าตัว เพื่อสร้างอนาคตให้เด็กน้อยจำปี
เด็กชายจำปีคงไม่เข้าใจการต่อสู้ของพ่อแม่นัก
คงยังมีความร่าเริงสนุกไปตามประสาเด็ก ๆ และความน่ารักอันไร้เดียงสาของเขา
มันหมายถึงความรักของพ่อแม่ที่ทุ่มเทให้ลูกน้อยจนสุดหัวใจ
แม้ทั้งสองร่างกายจะเปื้อนเหงื่อ กว่าชีวิตประจำวันจะสิ้นสุด
ก็ต่อเมื่อใกล้ค่ำย่ำสนธยา แต่ใบหน้าไม่เคยว่างรอยยิ้มอย่างเป็นสุข
เมื่อเห็นลูกน้อยโผผวาเข้าหาอ้อมกอด
นี้คือความรักของพ่อแม่ทุกคนในโลกที่มีต่อลูกน้อย</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#795942">ความพลัดพรากครั้งยิ่งใหญ่</h3>



<p style="background-color:#e5ccba" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่าโลกนี้เป็นอนิจจัง ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน คือความแม่นอนอย่างที่สุด </p>



<p style="background-color:#d5c2b4" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ครอบครัวของพ่อเม่าก็เช่นกัน จากความกรากกรำในงานไร่ และต่อสู้เพื่อเลี้ยงทุกชีวิตที่ตนรับผิดชอบ ทำให้เขาล้มเจ็บลง มันเป็นไข้ป่าที่ร้ายแรง ซึ่งหลายคนเสี่ยงเอา หากว่าเป็นแล้ว ก็พึ่งยากลางบ้านต้มกินกันตามที่ผู้เฒ่าผู้แก่ หมอกลางบ้านจะแนะนำให้ อยู่หรือตายนั่นแล้วแต่บุญกรรม สำหรับหยูกยาทันสมัยไม่ต้องพูดถึง เพราะไกลความเจริญเหลือเกิน พูดง่าย ๆ ว่าจากลี้ไปเชียงใหม่ในสมัยนั้นต้องเดินกันเป็นสิบ ๆ วัน</p>



<p style="background-color:#d2b5a0" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">สำหรับพ่อเม่าค่อนข้างโชคร้าย
ยากลางบ้านประเภทสมุนไพรสกัดโรคร้ายไม่อยู่ อาการมีแต่ทรงกับทรุด
แม่จันตาต้องนั่งเฝ้ามิยอมห่าง ด้วยความเป็นห่วงกังวล
โดยมีลูกน้อยนั่งอยู่ด้วยนัยน์ตาปริบ ๆ ด้วยคำถามที่ว่า</p>



<p style="background-color:#e3ddd9" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph"><em>&#8220;พ่อเป็นอะไรทำไมจึงไม่ลุกนั่งหอบอุ้มลูกเหมือนเก่าก่อน&#8221;</em> แม่ก็ได้แต่บอกว่าพ่อไม่สบาย พร้อมกับน้ำตาอาบแก้มกับคำถามสุดท้ายอันไร้เดียงสาของลูก พร้อมกับตั้งความหวังว่าพ่อคงไม่เป็นอะไรมากนัก</p>



<p style="background-color:#e5cbb9" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">แต่อนิจจา ความตายนั้นไม่คำนึงเวลา และความรู้สึกของมนุษย์เลย แล้ววันนั้น วันที่พ่อเม่าต้องจากทุกคนไปอย่างไม่มีวันกลับก็มาถึง ท่ามกลางความเศร้าโศกของแม่จันตา และความอาลัยรักของเพื่อนบ้าน พ่อเม่าทิ้งซากที่ผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกอยู่บนที่นอนเก่า ๆ ให้แม่จันตาได้ร่ำไห้กอดรัดปิ่มว่าจะขาดใจตามไปด้วย เด็กชายจำปียังไร้เดียงสาเกินไปนักที่จะเข้าใจว่าความตายคืออะไร ด้วยวัยเพียง ๔ ขวบ ก็ได้แต่พร่ำถามว่า แม่ร้องไห้ทำไม? พ่อเกลียดแม่หรือ? ทำไมพ่อจึงไม่พูด? ทุกคนที่เฝ้าดูอยู่จึงได้แต่เบือนหน้าหนีด้วยความสงสารสะเทือนใจ ความพลัดพรากจากของรักคนรัก นับว่าเป็นความเจ็บปวดรวดร้าวใจอย่างนี้เอง</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#704e36"> แสงธรรมปรากฏ</h3>



<p class="has-medium-font-size wp-block-paragraph">ผู้ที่ไม่เคยสูญเสียพ่อแม่ ไม่เคยเป็นเด็กกำพร้าจะไม่รู้เลยว่าทุกข์จากการพลัดพรากนั้นสาหัสเพียงใด ดังในบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าตอนหนึ่งว่า </p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p>&#8220;ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์&#8221;</p></blockquote>



<p style="background-color:#e3dcd6" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">นับจากพ่อเม่าจากไปแล้ว
ก็เหลือแต่สองแม่ลูกกัดฟันต่อสู้
ชีวิตท่ามกลางบ้านน้อยในห้อมแหนของดงดิบจึงขาดความอบอุ่นอย่างสิ้นเชิง
เมื่อความทะมึนของราตรีมาถึง หลายครั้งที่สองแม่ลูกผวาเข้ากอดกันด้วยใจระทึก
เมื่อเสียงนกกลางคืนที่กรีดร้อง เหมือนเสียงสาปแช่งของภูตผี นี่หากพ่อเม่ายังอยู่
พ่อก็คงเป็นที่พึ่งปลอบขวัญเหมือนมีกำแพงเพชรคอยกางกั้น เมื่อขาดพ่อ
โลกนี้เหมือนโลกร้าง มีแต่เพียง &#8220;จำปี&#8221; กับแม่เพียงสองคน</p>



<p style="background-color:#ecdfd5" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">และมาถึงขณะนี้ &#8220;จำปี&#8221; เริ่มเติบใหญ่
แม้ร่างจะเล็ก
แต่เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมก็หล่อหลอมหัวใจเด็กชายจำปีให้แกร่งดังเพชร
และนี่เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ท่านเป็นผู้ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค
เป็นนักสู้ชีวิตที่เข้มแข็งในกาลต่อมา</p>



<p style="background-color:#d9beab" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">เด็กชายจำปีกับแม่ช่วยกันต่อสู้ในการดำรงชีพอย่างทรหด จวบจนอายุ ๑๖ ปี แม้จะเป็นวัยรุ่น แต่ความคับแค้นที่ผจญอยู่แทบทุกวันทำให้ &#8220;จำปี&#8221; ไม่ร่าเริงเหมือนเด็กทั่วไป กลับเป็นอันสงบเสงี่ยมเจียมตัว ชอบอยู่คนเดียวเงียบ ๆ และความคิดเป็นผู้ใหญ่เกินตัว</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#8b786a"> ฝากตัวเป็นศิษย์ครูบาศรีวิชัย</h3>



<p style="background-color:#e5d3c5" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">สมัยนั้น (พ.ศ. ๒๔๔๗) ท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ยังอยู่ที่วัดบ้านปาง วันหนึ่ง แม่เรียกเจ้าจำปีเข้ามาถาม &#8220;ลูกอยากบวชไหม&#8221; จำปีตอบว่า “อยากบวช แต่ยังห่วงแม่ เมื่อลูกบวชแล้วใครดูแล&#8221;</p>



<p style="background-color:#e2d7cf" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">แม่ตาตอบว่า &#8220;อยู่ได้ อย่าห่วงเลย
อีกประการหนึ่ง การบวชนี้เป็นการช่วยพ่อแม่ที่ดีที่สุด
เพราะเป็นการทดแทนบุญคุณพ่อแม่อย่างแท้จริง เมื่อเห็นลูกนุ่งเหลือง
ก็นับว่าเป็นความสุขชื่นใจอย่างเหลือเกิน&#8221;</p>



<p style="background-color:#3e2b1e" class="has-text-color has-background has-medium-font-size has-very-light-gray-color wp-block-paragraph">ในหนังสือ &#8220;ปถมมูลกรรมฐาน ๔๐ ทัส ครูบาอภิชัยขาวปี &#8221; อักษรธรรมล้านนา หน้า ๒ ที่ท่านเรียบเรียงด้วยตัวเอง ได้กล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้นไว้ว่า เมื่อท่านอายุได้ ๑๔-๑๕ ปี ท่านก็มาขบคิดรำพึงว่า</p>



<p style="background-color:#e0cfc3" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&#8220;พ่อแม่แห่งกูนี้ งัวควายไร่นาก็บ่มี
ก็มาเวทนาเป็นทุกข์ด้วยกินกลอยกินมัน บางทีก็ได้กินข้าว ก็มาเวทนาเป็นทุกข์
บ่รู้เสี้ยงรู้เมี้ยนสักเทื่อ อายุกูได้ ๑๔–๑๕ ปีแล้ว
กูจักหาอันใดมาเลี้ยงแม่กูก็บ่มี ธรรมดาคนเราถ้าอายุได้ ๑๘–๑๙
ก็จักเอาผัวเอาเมียแล้ว ถ้าอายุกูได้ ๑๘–๑๙ ถ้าไปตกลูกตกเมียเสีย
กูก็จักเมาเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียอยู่ ไผจักมาเลี้ยงแม่แห่งกู
แม่แห่งกูก็จักมีความเวทนาลำบากด้วยอันกลั้นข้าวอยากน้ำแลอาหารต่างๆ
ถ้ากูไปเอาลูกเอาเมียเสีย ก็จักเมาเลี้ยงแต่ลูกแต่เมีย ก็บ่มีประโยชน์กับแม่แห่งกู
ก็บ่มีบุญกับแม่แห่งกู ก็บ่มีประโยชน์กับตัวกู ก็บ่มีบุญกับตัวกู
กูควรเข้าไปบวชในศาสนา ก็ยังจักมีประโยชน์กับแม่แห่งกู ก็ยังจักมีบุญกับแม่แห่งกู
ก็ยังจักมีประโยชน์กับตัวกู ก็ยังจักมีบุญ กับตัวกู ถ้ากูได้บวชเป็นเณรแล้ว
ก็ยังจักมีเพื่อนมาทานข้าวสุกข้าวสาร เงินทองอันใดก็ดี กูก็ยังจักได้เอามาเลี้ยงแม่แห่งกู&#8221;</p>



<p style="background-color:#e7dcd4" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">และจากคำแนะนำนี้
เด็กชายจำปีจึงถูกแม่พาไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย
และในทันทีที่นำไปฝาก เพียงท่านครูบาเห็นลักษณะเด็กชายจำปีท่านก็รับไว้ทันที
เหมือนดั่งจะมีตาทิพย์มองเห็นว่าเด็กคนนี้ในอนาคตจะต้องยิ่งใหญ่ ในฐานะนักบุญแทนท่าน
และอีกไม่นานหลังจากร่ำเรียนสวดมนต์
อ่านเขียนอักขระทั้งภาษาไทยและพื้นเมืองจบแล้วท่านครูบาศรีวิชัย
จึงให้บรรพชาเป็นสามเณร</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#231e1a"> สามเณร &#8220;ศรีวิชัย&#8221;</h3>



<p style="background-color:#e7d0c0" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ครูบาขาวปีระหว่างเป็นสามเณร
ท่านได้ปฏิบัติกิจอันจะพึงมีต่ออาจารย์ คือครูบาศรีวิชัยอย่างครบถ้วน ท่านจึงเป็นที่รักของอาจารย์อย่างยิ่ง
ท่านจึงตั้งชื่อให้เหมือนกับอาจารย์ สามเณรศรีวิชัย
สามเณรน้อยได้เฝ้าอุปัฏฐากอาจารย์
และร่ำเรียนกัมมัฏฐานฐานและอักษรสมัยจนจบถ้วนด้วยความสนใจ
พร้อมกับปฏิบัติตามที่พร่ำสอนจนดวงจิตสงบ พร้อมกันนั้น
การถ่ายทอดในเชิงวิชาช่างก่อสร้างจากอาจารย์
จนเกิดความชำนาญและติดตามอาจารย์ครูบาศรีวิชัยไปก่อสร้างวัดวาอารามทุกหนทุกแห่งมิได้ขาด
ดังนั้นทางด้านสถาปัตย์ ท่านจึงนับว่าเป็นหนึ่ง ท่านชำนาญจนถึงขนาดว่า
เพียงเดินผ่านเสาไม้ต้นไหน ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่า เสาต้นไหนกลวงหรือตัน ทั้ง ๆ
ที่ไม่ปรากฏว่าเสาต้นนั้นจะมีรอยกลวงให้ปรากฏแก่สายตา</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#4b3c32">ครูบาเจ้าศรีวิชัยอุปสมบทให้</h3>



<p style="background-color:#ded1c7" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ท่านดำเนินชีวิตทั้งในด้านการปฏิบัติธรรมกัมมัฏฐาน และด้านพัฒนาก่อสร้างควบคู่กันไป จวบจนอายุได้ ๒๒ ปี (พ.ศ.๒๔๕๓ ) เป็นสามเณรได้ ๖ ปี ท่านครูบาศรีวิชัยจึงอุปสมบทให้ แต่เพราะเหตุที่ท่านมีชื่อเหมือนกับอาจารย์ เมื่อเป็นภิกษุ อาจารย์จึงได้เปลี่ยนฉายาให้ใหม่ว่า &#8220;อภิชัยภิกขุ&#8221; </p>



<p style="background-color:#decec2" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ท่านอุปสมบทได้เพียง ๒ พรรษา ท่านจึงกราบลาพระอาจารย์ เพื่อที่จะแยกไปมุ่งงานก่อสร้างต่อไป ซึ่งงานก่อสร้างของท่านนั้นมากมายเหลือคณานัปในการช่วยเหลือสังคมอย่างอเนกอนันต์ </p>



<p style="background-color:#d3c5bb" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ถาวรวัตถุที่ครูบาขาวปีได้สร้าง เพื่อศาสนประโยชน์ และสาธารณประโยชน์ จากหนังสือชีวประวัติสมัยสามห้อง ซึ่งครูบาขาวปีบันทึกไว้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๖</p>



<p class="wp-block-paragraph"><a href="http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/kb-kaopee/kb-kaopee-hist-05.htm">http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/kb-kaopee/kb-kaopee-hist-05.htm</a></p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#6d503c">ผจญมาร</h3>



<p style="background-color:#d0ab90" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">พระอภิชัย เริ่มงานก่อสร้างในสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่อายุ  จนถึงอายุ ๓๕ ลางร้ายก็เริ่มอุบัติ สมัยนั้นใช้เงินตราปราสาททอง ตรารูปช้างสามหัว และเริ่มมีธนบัตรใช้ควบคู่กันไป ขณะที่กำลังก่อสร้างกุฏิวัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน แต่ยังไม่ทันเสร็จ ปลัดอำเภอลี้สมัยนั้นก็มาสอบถามถึงใบกองเกินการเกณฑ์ทหารจากท่าน แต่ท่านไม่มี ตำรวจจึงคุมตัวไปจังหวัดลำพูนและส่งตัวฟ้องศาล เมื่อถูกศาลไต่สวนถึงใบกองเกิน ว่าทำไมถึงไม่ได้รับ ท่านก็ให้การว่า ขณะที่เริ่มมีการเกณฑ์ทหารนั้น ได้ระบุว่าให้ขึ้นทะเบียนตั้งแต่อายุ 18 ปีบริบูรณ์ แต่ขณะนั้น อายุอาตมาได้ ๒๕ ปี บัดนี้อายุของอาตมาได้ ๓๕ ปีแล้ว จึงนับว่าพ้นการเกณฑ์แล้ว ศาลจึงพักเรื่องนี้ไว้ก่อน</p>



<p style="background-color:#dbc8ba" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">(หมายเหตุ : พ.ศ. ๒๔๔๘ มีประกาศใช้ &#8220;พระราชบัญญัติลักษณะเกณฑ์ทหาร ร.ศ. ๑๒๔&#8221; พระราชบัญญัตินี้ไม่ได้ประกาศใช้พร้อมกันทั่วประเทศ แต่ค่อย ๆ ขยายไปเรื่อย ๆ จนถึง พ.ศ. ๒๔๕๙ จึงประกาศบังคับใช้ครบทั่วราชอาณาจักร เข้าใจว่า ในปีที่พรบ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ที่จังหวัดลำพูนนั้น เป็นปีที่ท่านมีอายุ ๒๕ ปี คือในพ.ศ. ๒๔๕๖)</p>



<p style="background-color:#d7c3b6" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph"><strong>ถูกบังคับให้สึกและครองผ้าขาวครั้งที่สอง หลังจากนั้นอีกไม่นาน ท่านก็ต้องขึ้นศาลอีก และให้ท่านรับใบกองเกิน แต่ท่านก็ไม่ได้ไปแจ้งแก่ทางการให้มีการยกเว้นหรืออย่างไร ฉะนั้นท่านจึงมีความผิดให้จำคุก ๖ เดือน แล้วให้จัดการสึกท่านออกจากการเป็นพระภิกษุก่อน แต่ท่านก็ยังยืนยันว่าท่านบริสุทธิ์ ท่านเป็นพระทั้งกายและใจ ชีวิตนี้อุทิศให้กับศาสนาแล้ว ท่านไม่ยอมเปลื้องผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากกายของท่านด้วยมือของตัวเองเป็นอันขาด</strong></p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#695241">นักโทษถูกจองจำในสมัยโบราณ</h3>



<p style="background-color:#d5c8be" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">เมื่อยืนยันอย่างนี้
ศาลจึงให้ตำรวจคุมตัวท่านไปหาเจ้าคณะจังหวัด ให้จัดการสึกตามระเบียบ แม้กระนั้น
ท่านก็ยังยืนยันอย่างเด็ดเดี่ยว ที่จะไม่ยอมสึก และเมื่ออภิชัยภิกษุไม่ยอมสึก
เจ้าคณะจังหวัดจึงต้องบังคับ โดยให้ตำรวจจับเปลื้องผ้าเหลืองออกจากตัวท่าน
จากนั้นก็ตามระเบียบ เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้มีอำนาจล้นเหลือในสมัยนั้น
ก็สวมกุญแจมือท่าน แล้วคุมตัวไปโรงพักเสียคืนหนึ่ง</p>



<p style="background-color:#d2c6be" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">วันรุ่งขึ้นเวลาบ่าย ๔ โมงเย็น ก็ถูกส่งเข้าจองจำในเรือนจำของจังหวัดลำพูนในสมัยนั้นต่อไป ซึ่งในนั้นท่านต้องได้รับทุกข์เวทนาแสนสาหัส</p>



<p style="background-color:#f0e3da" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ท่านเล่าถึงชีวิตในคุกตอนนั้นว่า
คุกในสมัยนั้นสุดแสนสกปรก ยังเป็นคุกไม้ พื้นปูกระดาน เวลานอนก็นอนทั้ง ๆ
ที่ล่ามโซ่ โดยสอดร้อยกับนักโทษคนอื่น คือข้อเท้าทั้งสอง ล่ามโซ่ตรวน
มีโซ่เส้นใหญ่ สอดร้อยลอดตะขอพ่วงกับนักโทษคนอื่นอีกที</p>



<p style="background-color:#e0caba" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">เรื่องจะนอนหลับสบายนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะพอล้มตัวนอน
ฝูงเรือดนับเป็นร้อย ๆ ตัวอ้วนปี๋เป็นต้องรุมกัดดูดเลือดกิน ให้ยุบยิบไปหมด
จะถ่ายหนักถ่ายเบา ก็ว่ากันตรงช่องกระดานตรงที่ใครที่มัน
เรื่องกลิ่นเหม็นไม่ต้องห่วง คลุ้งไปหมด ตลบอบอวลทั้งเรือนจำทีเดียว</p>



<p style="background-color:#ebe3dd" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ชีวิตประจำวันในห้องขังก็คือ พอ ๗ โมงเช้า เปิดประตูห้องขัง ทำงานไม่ทันไร ถึงเวลา ๘ นาฬิกา ผู้คุมเป่านกหวีดเลิกงาน ทานข้าว ซึ่งข้าวนี่ก็อย่าหวังว่าจะกินให้อิ่มหมีพีมัน และเอร็ดอร่อย ไม่มีทาง ข้าวกระติกเล็ก ๆ แกงถ้วยหนึ่ง ต้องกินถึง ๔ คน พอหรือไม่พอกิน ก็มีให้เท่านั้น ซึ่งแน่ละเวลากินก็ใช้ความว่องไว ขืนมัวทำสำอาง ค่อยเปิบค่อยกิน เป็นต้องอด คนอื่นที่เขาไว กินเรียบหมด และกับข้าวแต่ละวันนั้นเลือกไม่ได้ จะมีจำพวกผักเสียแหละเป็นส่วนมาก เช่น ยอดฟักทอง ผักตำลึงเป็นต้น แกงใส่ปลาร้า ค้างปี เหม็นหืน หาความอร่อยไม่มีเลย ถ้าเทให้หมูกินยังสงสัยอยู่ว่ามันจะกินหรือไม่ ข้าวนึ่งที่ใช้รับประทานก็เป็นข้าวเก่า แข็งเหมือนกินก้อนกรวด เป็นข้าวแดงใช้แรงนักโทษนั่นเองช่วยกันตำ จึงดีอยู่หน่อยที่มีวิตามิน กินแล้วแรงดี</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#664f3f"> สร้างโรงพยาบาล</h3>



<p style="background-color:#ecdcd1" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ท่านอภิชัยขาวปีทนทุกข์ทรมานอยู่ในคุกไม่นาน ก็ได้ไปเห็นโรงพยาบาลจังหวัดลำพูนในสมัยนั้นชำรุดทรุดโทรมเหลือเกิน ท่านจึงแจ้งให้กับผู้บัญชาการเรือนจำ ๆ ก็ไปหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัด ๆ ก็กลัวว่าจะสร้างไม่ทันเสร็จ เพราะท่านอภิชัยขาวปีติดคุกอยู่แค่ ๖ เดือนเท่านั้น จึงไม่อนุญาต</p>



<p style="background-color:#d9cfc9" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ท่านจึงถามว่า &#8220;ถ้าสร้างเหมาโรงพยาบาลนี้จะใช้งบประมาณเท่าไร อนึ่งถ้าสร้างภายใน ๖ เดือนไม่เสร็จ เมื่อถึงคราวฉลองเมื่อไรก็จะร่วม&#8221;</p>



<p style="background-color:#ebd1bf" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ทางจังหวัดก็บอกว่าถ้ามีเงินถึง ๑,๖๐๐ บาทก็สร้างได้ (ในสมัยนั้นมีค่ามาก) ท่านจึงออกเงินส่วนตัวมอบให้ทางจังหวัดเพื่อเป็นทุนสร้างโรงพยาบาลต่อไป เป็นจำนวนเงิน ๑,๖๐๐ บาท ซึ่งหลังจากได้รับทุนแล้วก็ดำเนินการก่อสร้างทันที</p>



<p style="background-color:#d9cdc5" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">และผลแห่งความดีนั้น ทางจังหวัดก็ส่งให้ทางเรือนจำ ส่งท่านให้ไปพำนักอยู่ในโรงพยาบาลหลังเก่า เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานสร้างโรงพยาบาล พร้อมกันนั้นก็ให้นักโทษชาย ๒ คน มาอยู่ด้วยเพื่อปรนนิบัติ ทั้งอาหารการกินก็ถูกกำชับให้ทำอย่างดีและสะอาดเป็นพิเศษกว่านักโทษทั้งหลาย ท่านก็เลยพ้นจากการทรมานเพราะถูกเรือดยุงกัด</p>



<p style="background-color:#eedfd4" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">นับจากนั้นมา การก่อสร้างก็รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากบรรดาประชาชนทั้งหลายที่เลื่อมใสในตัวท่าน เมื่อทราบข่าวว่าท่านมาเป็นประธานในการก่อสร้างโรงพยาบาล ก็พากันมาช่วยและทำบุญด้วยอย่างคับคั่งและเงินที่ได้จากการบริจาคครั้งนั้น ยังได้ถึง ๒,๐๐๐ กว่าบาท เกินกว่าที่กำหนดไว้ถึงสี่ร้อยบาท</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#4e3c2e">วันพ้นโทษ</h3>



<p style="background-color:#f2e4da" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ครั้นถึงเดือน ๙ เหนือ แรม ๒ ค่ำ ก็เป็นวันที่ท่านพ้นโทษตามคำพิพากษาครบ ๖ เดือนและโรงพยาบาลก็แล้วเสร็จก่อนถึง ๑๐ วัน ในวันที่จะออกจากคุกนั้น ท่านก็ได้ให้ทานแก่พวกนักโทษทั้งหลายเป็นขนมส้มหวานทั้งอาหารทั้งหลายอย่างเหลือเฟือ จนพวกเขาอิ่มหมีพีมันไปตามๆ กัน เพราะเมื่อถึงตอนที่ท่านยังถูกจองจำอยู่ในคุกนั้น ระยะหลังพวกนักโทษทั้งหลายก็อยู่กินสบายจากของไทยทานที่ประชาชนผู้เลื่อมใสมาถวายถึงในคุกเป็นประจำทุกวันอย่างมากมาย รวมความว่าผู้เกี่ยวข้องที่อยู่ในเรือนจำทั้งหมด ล้วนแล้วแต่ได้รับความสบายในด้านอาหารการกินไปตาม ๆ กัน</p>



<p style="background-color:#ded3cb" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ดังนั้นเมื่อถึงกำหนดพ้นโทษ วันนั้น
นักโทษทั้งหลายต่างพากันปริเวทนา บ่นพร่ำว่า เมื่อท่านอออภิชัยขาวปีพ้นโทษไปแล้ว
พวกเราทั้งหลายยังจะได้อยู่กินอิ่มอย่างนี้อีกหรือ แล้วพากันร่ำไห้
ด้วยความอาลัยรักในตัวท่านเสียงระงม เป็นภาพที่สะเทือนใจยิ่งนัก
แม้ตัวท่านเองก็แทบกลั้นน้ำไว้ไม่อยู่</p>



<p style="background-color:#dcc5b5" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">พวกเขาพากันมารอที่ประตูคุกเป็นการส่งท่านด้วยใบหน้าที่นองไปด้วยน้ำตา และจากปากประตูคุกจนถึงวัดพระธาตุหริภุญชัยมีประมาณระยะทาง ๗๐ วา ก็มีประชาชนมายืนเรียงรายถวายทานกับท่าน ซึ่งก็ได้เป็นเงินถึง ๓๐๐ บาท พอดีกับเงินที่ซื้อของถวายทานให้แก่นักโทษ เหมือนกับเป็นการยืนยันว่า การทำบุญสุนทานนั้นไม่หายไปไหน</p>



<p style="background-color:#eee0d5" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">เมื่อท่านเดินทางไปถึงประตูวัดพระธาตุหริภุญชัย ก็มีพระสงฆ์ ๑๐ รูป มาสวดมนต์เป็นการลดเคราะห์สะเดาะภัยให้ แล้วให้ศีลให้พรให้อยู่ดีมีสุขสืบไป จากนั้นพอถึงเดือน ๙ เหนือ แรม ๔ ค่ำก็ร่วมฉลองโรงพยาบาลเป็นเวลา ๓ วัน</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#59493e">อุปสมบทครั้งที่ ๒</h3>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#5f4735">ถูกให้สึกและครองผ้าขาวครั้งที่ ๑</h3>



<p style="background-color:#d9cabf" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ในวันที่แล้วเสร็จงานฉลองสมโภช ท่านก็เดินทางไปนมัสการท่านอาจารย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ ในครานั้นท่านครูบาศรีวิชัยจึงอุปสมบทท่านเป็นภิกษุอีก โดยมีครูบาแห่งวัดนั้นเป็นอุปัชฌาย์ หลังจากได้กลับมาสู่ร่มกาสาวพัสตร์แล้ว ท่านอยู่จำพรรษากับครูบาศรีวิชัยได้ ๑ พรรษา ก็ลาอาจารย์จาริกสร้างสถานที่ต่าง ๆ ต่อไปอีกหลายแห่งทั้งวัดและโรงเรียน อำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก เดือนเมษายน ปี พ.ศ. ๒๔๖๕ ขุนระมาดไมตรี กำนันคนแรกของตำบลแม่ระมาด จังหวัดตาก และชาวบ้านแม่ระมาด มีความปรารถนาจะได้มีพระพุทธรูปไว้กราบสักการบูชาเป็นศูนย์รวมทางจิตใจ จึงได้ไปติดต่อขอเช่าบูชาพระพุทธรูปแกะสลักจากหินอ่อนทั้งแท่ง มาจากประเทศพม่า นับเป็นพระพุทธรูปหินอ่อนขนาดใหญ่ลำดับ ๓ ของโลก รองจากองค์ใหญ่ที่สุดในโลกประดิษฐานที่ประเทศอินเดีย และลำดับ ๒ ประดิษฐานอยู่ที่ประเทศปากีสถาน และองค์ที่สามคือองค์นี้ในราคา ๘๐๐ รูปี มีขนาดหน้าตักกว้าง ๑.๓๐ เมตร สูงจากพระแท่นฐานถึงรัศมี ๑.๖๐ เมตร</p>



<p style="background-color:#d2c0b3" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">แม้องค์ท่านจะมีน้ำหนักมากแค่ไหน
แต่ความศรัทธาที่มี ผู้ไปอัญเชิญต่างก็ไม่ย่อท้อ นำท่านมาทางเรือผ่านเมืองมะละแหม่ง
แล้วเดินทางต่อจนถึงท่าเรือจองโต</p>



<p style="background-color:#e0d1c7" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">จากท่าเรือแห่งนี้ท่านครูบาขาวปี ซึ่งเป็นที่เคารพรักของชาวบ้านและชาวภาคเหนือ ได้ไปรับพระพุทธรูปหินอ่อนพร้อมญาติโยม อัญเชิญขึ้นบนเกวียนแล้วเดินทางถึงเมืองกรุกกริก บ้านจ่อแฮ (บ้านกะเหรี่ยง) การเดินทางด้วยความยากลำบากเพราะเป็นภูเขาสูงชันมากจึงล่าช้ามาก ต้องนอนพักแรมระหว่างทางถึง ๒ คืน</p>



<p style="background-color:#f7e9de" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">จากนั้นก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านป้างกา
การเดินทางรวดเร็วขึ้นเพราะเป็นพื้นที่ราบจนกระทั่งถึงหมู่บ้านเมียวดีริมฝั่งแม่น้ำเมย
เขตประเทศพม่า ตรงข้ามบ้านท่าสายลวด อำเภอแม่สอดปัจจุบัน จึงอัญเชิญลงจากเกวียนข้ามแม่น้ำเมยเข้าประเทศไทย
ที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยพักผ่อนที่บ้านท่าสายลวด 3 คืน
แล้วเดินทางเข้าเขตอำเภอแม่ระมาด และอัญเชิญพระพุทธรูปหินอ่อน ประดิษฐาน ณ
วัดดอนแก้วแห่งนี้</p>



<p style="background-color:#e3dbd5" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">มีเรื่องเล่ากันว่าตอนที่นำองค์พระพุทธรูปข้ามแม่น้ำด้วยแพนั้น
มีช่วงหนึ่งที่น้ำไหลเชี่ยวรุนแรงมาก จนแพพลิกและองค์พระได้เลื่อนหลุดจมลงในน้ำ
ชาวบ้านต่างพากันใช้เชือกช่วยกันฉุดรั้งกันอย่างเต็มที่ ครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ไม่ว่าจะทำประการใดก็ไม่เป็นผล จนต้องนิมนต์ขอบารมีท่านครูบาอภิชัยขาวปีช่วย</p>



<p style="background-color:#e7cebc" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ครูบาท่านลงแพไม้ไผ่ แล้วใช้ด้ายเส้นเล็กๆ ส่งให้คนดำลงไปคล้ององค์พระพุทธรูป แล้วท่านก็ตั้งจิตอธิษฐานอัญเชิญพระพุทธรูป จบคำอธิษฐาน ท่านครูบาดึงเส้นด้ายที่คล้ององค์พระขึ้นมา องค์พระพุทธรูปที่ปกติต้องใช้คนหามนับสิบคนจึงจะยกไหวก็ได้ลอยขึ้นมาและสามารถอัญเชิญขึ้นฝั่งได้สำเร็จเป็นที่อัศจรรย์มาก รวมเวลาที่ไปอัญเชิญพระพุทธรูปหินอ่อนในครั้งนี้เป็นเวลา ๑๒ วัน</p>



<p style="background-color:#ebe2db" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ที่แม่ระมาดนี่เอง ก็มีเรื่องน่าเศร้าใจเกิดขึ้นอีก กล่าวคือ เมื่อสร้างพระวิหารเพื่อประดิษฐานพระหินอ่อนนั้น เงินไม่พอ ยังขาดอยู่อีก ๗๐๐ บาท เป็นค่าทองคำเปลว ๔๐๐ บาท กับค่านายช่างอีก ๓๐๐ บาท ท่านก็ปรึกษาเรี่ยไรเอาจากชาวบ้านจนครบด้วยความเต็มใจของชาวบ้าน แล้วช่วยกันสร้างต่อจนแล้วเสร็จทันฉลอง (หมายเหตุ: ตามบทความเดิมของผู้เรียบเรียง ระบุว่าเป็นการสร้างโบสถ์ แต่ตามหัวข้อ &#8220;บัญชีรายชื่อสถานที่ที่ท่านได้สร้างระหว่าง อายุ ๓๕-๔๒ ปี&#8221; ระบุว่าเป็นการสร้างวิหาร)</p>



<p style="background-color:#dcccc0" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">เมื่อเรื่องการเรี่ยไรนี้ทราบถึงอำเภอ จึงเรียกกำนันไปสอบสวนว่า อภิชัยภิกษุ เรี่ยไรจริงหรือไม่ กำนันก็รับว่าจริงแต่ด้วยความเต็มใจของชาวบ้าน เพราะถ้าไม่ทำอย่างนั้นงานสร้างโบสถ์ก็หยุดชะงัก ทางอำเภอก็ว่าเต็มใจหรือไม่ก็ผิดเพราะเป็นพระเป็นเจ้าจะทำการเรี่ยไรไม่ได้ ผิดระเบียบคณะสงฆ์ แล้วรายงานเรื่องนี้ไปยังเจ้าคณะจังหวัดๆ จึงตัดสินว่าให้สึกพระอภิชัยเสีย ท่านจึงจำยอมสึกจากภาวะความเป็นภิกษุ ท่ามกลางความสลดหดหู่ของผู้คนที่รู้เห็นเป็นอันมาก ที่<strong>ท่านครูบาของพวกเขาต้องมารับกรรมเพราะทำความดีอย่างไม่ยุติธรรม</strong></p>



<p style="background-color:#dccfc6" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ท่านต้องเปลี่ยนมานุ่งห่มแบบชีปะขาวอยู่ที่ใต้ต้นประดู่แห้งที่ยืนต้นตายซากมานานเป็นแรมปี ซึ่ง ณ ที่นี้ เองจึงเกิดเรื่องที่น่าอัศจรรย์สมควรจะบันทึกไว้คือ <strong>พอท่านเปลี่ยนผ้ากาสาวพัสตร์ออกจากกายมาครองผ้าขาวเท่านั้น ต้นประดู่ที่แห้งโกร๋นปราศจากใบนั้น ก็ผลิตดอกออกใบขึ้นมาอีก ท่ามกลางความอัศจรรย์ใจของบรรดาประชาชนที่ร่วมชุมนุมอยู่เป็นอันมาก ต่างพากันหลั่งน้ำตา ล้มตัวก้มลงกราบโดยพร้อมเพรียงกัน นับเป็นปรากฏการณ์ที่จะไม่เห็นอีกในชีวิต</strong></p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow"><p>หลวงปู่ครูบาขาวปีท่านอธิษฐานให้เทวดาฟ้าดินเป็นพยานว่า ถ้าท่านไม่ผิดอย่างที่เขาว่า ขอให้แสดงอะไรเป็นประจักษ์พยานด้วย ท่านถอดสังฆาฏิพาดไว้บนต้นไม้ที่ยืนแห้งตาย ต้นไม้แตกใบใหม่เดี๋ยวนั้นเลย..!</p></blockquote>



<p style="background-color:#dbcbc0" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">แต่คนก็ยังไม่เชื่อ จับท่านสึกจนได้
เอาผ้าขาวให้ท่านนุ่ง พอท่านนุ่งผ้าขาวเสร็จ กะเหรี่ยงก็เอาช้างมาแห่ท่านไปเลย
กะเหรี่ยงบอกว่า &#8220;ตุ๊เหลืองตุ๊พวกเจ้า แต่ตุ๊ขาวตุ๊ของเฮา&#8221;</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#473529"> มารตามรังควาน</h3>



<p style="background-color:#e0d3ca" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ไม่นานจากนั้น ท่านพร้อมกับผู้ติดตาม ก็มุ่งกลับสู่อำเภอลี้ โดยรอนแรมมาเป็นระยะเวลา ๑๐ วัน ๑๐ คืน ก็เดินทางมาถึง อำเภอลี้ พักอยู่ที่กลางทุ่งนาบ้านป่าหกได้  ๔ คืน นายอำเภอลี้ จึงให้ตำรวจมาขับไล่ไม่ให้อยู่โดยไม่มีเหตุผล ด้วยความใจดำเป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงมาพักอยู่กลางทุ่งนาบ้านแม่ตืน ณ ที่นี้ ก็ถูกทางอำเภอกลั่นแกล้งอีก โดยรายงานไปทางจังหวัดว่า ปะขาวปีนำปืนเถื่อนมาจากแม่สอดมาถึง ๑,๐๐๐ กระบอก</p>



<p style="background-color:#f0e6df" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">หลังจากรับรายงาน จึงมีบัญชาให้นายร้อยตำรวจ ๒ คนกับพระครู ๒ รูป ขึ้นมาทำการตรวจค้นไต่สวน ท่านว่า &#8220;ไม่เป็นความจริงหรอก อาตมาเดินทางผ่านมาตั้ง ๒ จังหวัดแล้ว ยังไม่เห็นมีใครกล่าวหาเช่นนี้เลย ถ้าท่านไม่เชื่อก็เชิญค้นดูเองเถิด&#8221;</p>



<p style="background-color:#ebe0d8" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ตำรวจทั้งสองก็ค้นสัมภาระของคณะติดตามดู ก็พบปืนแก๊ป ๑ กระบอก แต่ปรากฏว่าเป็นปืนมีทะเบียนของชาวบ้านผู้ติดตามคนหนึ่ง จึงไม่ว่าอะไร จากนั้นก็ไปค้นจนทั่ว ลามปามเข้าค้นถึงในวัดแม่ตืน จนพระเณรแตกตื่นเป็นโกลาหล แต่ก็ไม่พบอะไรอีก จึงพากันเดินทางกลับด้วยความผิดหวัง</p>



<p style="background-color:#e7dfda" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ก่อนกลับก็ไปต่อว่าต่อขานทางอำเภอลี้เสียจนหน้าม้าน
หาว่าหลอกให้เดินทางมาเสียเวลาเปล่า เหนื่อยแทบตาย
(เพราะสมัยนั้นไม่มีรถยนต์แม้แต่คันเดียว) ทางนายอำเภอจึงจำเป็นต้องออกค่าเดินทาง
พร้อมเสบียงอาหารให้คณะนายตำรวจดังกล่าวเดินทางกลับ</p>



<p style="background-color:#f7ece3" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">เสร็จจากเรื่องที่กล่าวหานั้นแล้ว ท่านพร้อมกับคณะก็เดินทางจากแม่ตืนเพื่อจะไปหาท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย ที่วัดพระนอนปูคา บ้านแม่ปูคา อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างทางพักที่วัดห้วยกานคืนหนึ่ง เมื่อเข้าเขตกิ่งบ้านโฮ่ง ชาวบ้านก็พาตำรวจมาดักจับอีก ด้วยข้อหาอะไรไม่แจ้ง แต่ตำรวจก็จับไม่ไหวเพราะคนตั้งมากมาย ก็เลยไม่รู้จะทำอย่างไรจึงล่าถอยไป ท่านจึงไปพักที่วัดดงฤๅษีคืนหนึ่ง แล้วมุ่งไปทางบ้านหนองล่อง ณ ที่นี้ ก็ถูกคณะข้าหลวงดักจับอีก แต่ก็จับไม่ไหวอีกเช่นกัน</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#695242">ผู้ว่าราชการเชียงใหม่มาขอพบ</h3>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อถึงวัดท่าลี่ คณะที่พักอยู่ที่ศาลา ในตอนเย็น ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จึงเข้าไปสอบถาม </p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ว่าฯ &#8220;ท่านอยู่บ้านใด เกิดที่ไหน&#8221; </p>



<p class="wp-block-paragraph">ครูบาฯ &#8220;เดิมอาตมาอยู่บ้านแม่เทย อ.ลี้ ลำพูน นี่เอง&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ว่าฯ
&#8220;อ้อท่านก็เป็นคนเมืองเราเหมือนกัน ก่อนมาถึงที่นี่ท่านไปไหนมา&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ครูบาฯ &#8220;อาตมามาจากพม่า&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ว่าฯ &#8220;ไปอยู่นานไหม &#8220;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ครูบาฯ &#8220;๕ ปีแล้ว&#8221;</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้ว่าฯ &#8220;อือม์ ก็ไม่เห็นมีเรื่องอะไรดังเขาเล่าลือ
แต่ก็มีอีกอย่าง ขอให้ท่านเสียค่าประถมศึกษา 8 บาท ให้กับทางอำเภอเสีย
ตามระเบียบที่ทางการกำหนดไว้ หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไร&#8221;</p>



<p style="background-color:#e5cdbc" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ขณะนั้นกำนันกับชาวบ้านที่ร่วมชุมนุมอยู่ ณ ที่นั้นได้ยินจึงช่วยกันบริจาคให้ท่าน ได้เงิน ๑๕ บาท ท่านจึงมอบให้กับนายตำรวจคนหนึ่งที่มากับผู้ว่าฯ ไป แต่ก็นับว่าเป็นคราวเคราะห์ของตำรวจคนนั้น ซึ่งพอรับเงินไปได้สักครู่ก็ไปทำหายเสีย จึงต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่ายแทนไปตามระเบียบ</p>



<p style="background-color:#e5d7cd" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">หลังจากที่พักที่ท่าลี่คืนหนึ่งแล้ว
ท่านพร้อมคณะก็ขนของข้ามแม่น้ำปิงไปขึ้นรถ ไปจนถึงวัดพระนอนปูคา แล้วอยู่ร่วมฉลองวิหารพระนอนปูคา
อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ร่วมกับท่านครูบาศรีวิชัย ซึ่งท่านมาวัดพระนอนแม่ปูคา
เพื่อบูรณะองค์พระบรมธาตุเจดีย์ และสร้างวิหารพระนอนแม่ปูคาจนแล้วเสร็จ
แล้วก็กลับมาหมายจะมาจำพรรษาที่วัดแม่ตืน อ.ลี้ อีก แต่นายอำเภอจอมเหี้ยม
ก็สั่งกำนันมาไล่ไม่ให้อยู่เป็นอันขาด
ท่านจึงสุดแสนที่อัดอั้นตันใจและรู้สึกสลดใจเป็นอย่างยิ่งที่ถูกจองล้างจองผลาญอย่างไม่มีที่สิ้นสุด</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#594232"> สร้างวัดพระพุทธบาทตะเมาะ</h3>



<p style="background-color:#ecdacd" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ก็พอดีท่านคิดได้ว่ามีญาติทางพ่อของท่านเป็นกำนันอยู่ที่ตำบลดอยเต่า จึงให้คนไปบอกให้มาพบท่าน เมื่อกำนันมาถึงแล้วท่านก็ถามว่า <em>&#8220;อาตมาจะไปอยู่ที่พระบาทตะเมาะได้หรือไม่&#8221;</em> กำนันดอยเต่าจึงไปปรึกษากับทางอำเภอ ๆ จึงบอกว่า ดีแล้ว ให้ไปบอกท่านให้มาอยู่เร็ว ๆ เถิด ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ไปอยู่พระบาทตะเมาะ โดยสร้างอารามขึ้นที่นั้น ด้วยความร่วมมือทั้งฝ่ายนายอำเภอและป่าไม้อำเภอ ไปจองที่กว้าง ๕๐๐ วา ยาว ๕๐๐ วา และที่พระบาทตะเมาะนี้เอง ท่านได้สร้างวิหารครอบรอยพระพุทธบาทหนึ่งหลัง มีเจดีย์ตั้งอยู่บนวิหารถึง ๙ ยอด นับเป็นศิลปะที่งดงาม ปรากฏอยู่จนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งท่านจะไปเที่ยวชมได้ นับเป็นวิเวกสถานที่เหมาะกับผู้ใฝ่หาความสงบที่เหมาะมากอีกแห่งหนึ่ง</p>



<p style="background-color:#e9dbd1" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ในเรื่องการสร้างวัดพระบาทตะเมาะนี้ <strong>ครูบาชัยยะวงศา </strong>แห่งวัดพระบาทห้วยต้มท่านได้เล่าให้ฟังว่า ครูบาอภิชัยขาวปีเป็นผู้สร้างวัดแห่งนี้ และจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๖๗ รวมเวลาที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้ ๓๓  ปี คำว่า &#8220;ตะเมาะ&#8221; นั้น เป็นคำพูดที่เพี้ยนมาจากคำว่า &#8220;เต่าหมอบ&#8221; เพราะที่วัดมีก้อนหินที่มีลักษณะคล้ายเต่าหมอบอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อพูดคำว่าเต่าหมอบ นานเข้าจึงเพี้ยนเป็น ตะเมาะ</p>



<p style="background-color:#e5ded8" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ครูบาชัยยะวงศาได้บูรณะสถานที่สำคัญหลายแห่งภายในวัด เช่น มณฑป ๙ ยอดครอบรอยพระพุทธบาท ฯลฯ และครูบาชัยยะวงศาได้มาช่วยครูบาอภิชัยขาวปีก่อสร้างเป็นเวลา ๕ ปี สิ่งก่อสร้างที่เหลือไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ชื่นชมอีกอย่าง ก็คือ กำแพงซึ่งทำจากหินล้วน ไม่มีการใช้ปูนแต่อย่างใด กำแพงหินดังกล่าวเป็นแนวยาว ๒ ชั้น แต่ละชั้นยาวประมาณ ๑๐๐ เมตร</p>



<p style="background-color:#dcd5cf" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">นอกจากแนวกำแพงหินแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ครูบาชัยยะวงศายังได้สร้างมณฑปไม้ไว้ด้วย มณฑปนี้เป็นรูปทรงล้านนา และทำจากไม้ทั้งหลัง ซึ่งปัจจุบันจะหาช่างทำได้ยาก เพราะมณฑปทั้งหลัง ใช้การเข้าลิ่มสลักด้วยไม้ทั้งสิ้น จะใช้นอตเหล็กยึดเพียงไม่กี่ตัว ครูบาชัยยะวงศาเล่าให้ฟังว่า มณฑปนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ล้ำค่าสำหรับท่าน เพราะต้องผจญกับอุปสรรคต่าง ๆ นานับปการ เนื่องจากเขตวัดพระพุทธบาทตะเมาะขึ้นกับจังหวัดเชียงใหม่ ในขณะนั้นทางการจังหวัดเชียงใหม่เข้มงวดเรื่องป่าไม้มาก แม้จะนำมาสร้างเป็นถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนาก็ยังเป็นการลำบาก</p>



<p style="background-color:#d9cec7" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ในระหว่างที่ครูบาชัยยะวงศามาทำการก่อสร้างที่วัดพระพุทธบาทตะเมาะอยู่นั้น ท่านต้องพักผ่อนจำวัดอยู่ที่ห้วยน้ำอุ่น (ปัจจุบันเป็นวัดห้วยน้ำอุ่น มีครูบาบุญยังเป็นเจ้าอาวาส) ซึ่งอยู่ในเขต จังหวัดลำพูน ห่างจากวัดพระพุทธบาทตะเมาะ ๕ กิโลเมตร</p>



<p style="background-color:#e7d5c8" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">เหตุที่ครูบาชัยยะวงศาไม่สามารถจำวัดและให้คณะศรัทธาพักที่ วัดพระพุทธบาทตะเมาะได้ เนื่องจากขณะนั้นครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่และคณะสงฆ์ของจังหวัดเชียงใหม่มีความเข้มงวด ในระหว่างที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้น ศิษย์ของครูบาอภิชัยขาวปีเกิดมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่และคณะสงฆ์ของบ้านเมือง จนกระทั่งพระปันถูกจับสึกให้นุ่งห่มขาว (ครูบาขาวคำปัน) เป็นเหตุให้ครูบาอภิชัยขาวปี ต้องย้ายจากวัดพระพุทธบาทตะเมาะไปอยู่วัดพระธาตุห้าดวง และ วัดพระพุทธบาทผาหนาม ซึ่งอยู่ในเขต อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน และเมื่อสร้างมณฑปเสร็จแล้ว ก็ทำการฉลองกันอย่างรีบเร่ง เมื่อฉลองเสร็จครูบาชัยยะวงศาก็ติดตามครูบาอภิชัยขาวปีไปพำนักยังสถานที่อื่นเพื่อสร้างบารมีต่อไป</p>



<p style="background-color:#594639" class="has-text-color has-background has-very-light-gray-color wp-block-paragraph">(คัดลอกจาก หนังสือประวัติครูบาชัยยะวงศา
ถ่ายทอดโดย สิริวฑฺฒโนภิกขุ)</p>



<p style="background-color:#e2d6ce" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">พ.ศ. ๒๔๗๐ ครูบาอภิชัยขาวปี ได้บูรณะพระธาตุเมืองเก่าห้วยลึก บ้านท่าสองยาง จังหวัดตาก ขึ้นใหม่ ต่อจากที่ นายพะสุแฮ ที่เป็นศรัทธาชาวกระเหรี่ยงได้บูรณะไว้เมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๔๑๒ โดยในการบูรณะในปี พ.ศ.๒๔๗๐ นี้ ท่านครูบาได้เปลี่ยนรูปทรงทำเป็นเจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม และในปีเดียวกัน ท่านก็ได้มาเป็นประธานในการบูรณะพระวิหารวัดพระนอนม่อนช้าง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน และธรณีพระธาตุโดยรอบแต่ไม่แล้วเสร็จ ต่อมาครูบาศรีวิชัยได้มาบูรณะและสร้างต่อจนเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๓</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#4e3929"> ช่วยครูบาศรีวิชัยสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ</h3>



<p style="background-color:#dccec4" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">แต่ด้วยวิญญาณของนักพัฒนา ท่านก็อยู่จำพรรษาที่พระบาทตะเมาะไม่นาน ขณะนั้นครูบาศรีวิชัยกำลังสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ เชียงใหม่ อยู่ ซึ่งครูบาศรีวิชัย ได้กำหนดฤกษ์ที่จะลงมือขุดจอบแรกสำหรับการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ในวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔ู๗๗  ท่านจึงพากะเหรี่ยง ๕๐๐ คน ขึ้นไปช่วยทำถนนขึ้นดอยสุเทพร่วมกับอาจารย์จนแล้วเสร็จ ในวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๘ จึงกลับลงมาพักกับอาจารย์ที่วัดพระสิงห์</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#322821"> อุปสมบทครั้งที่ ๓</h3>



<p style="background-color:#e5ddd7" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ที่วัดพระสิงห์นี้ ท่านครูบาศรีวิชัยก็อุปสมบทให้ท่านเป็นภิกษุอีกเป็นครั้งที่ ๓ แต่กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนว่าท่านไม่มีบุญพอที่จะอยู่ในผ้าเหลืองได้นาน ๆ พอท่านครูบาศรีวิชัยก็เกิดคดีต่าง ๆ นานา ต้องเดินทางไปกรุงเทพฯ ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๘  คงทิ้งให้ท่านอยู่รักษาวัดพระสิงห์แต่เพียงผู้เดียว</p>



<p style="background-color:#cebcb0" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">แต่ระหว่างการสอบสวนครูบาศรีวิชัยที่กรุงเทพฯ นั้น คณะสงฆ์เชียงใหม่ก็เปิดการสอบสวนภิกษุเจ้าอาวาสต่างๆ ที่ขอลาออกจากคณะสงฆ์มาขึ้นกับครูบาศรีวิชัยถึงขั้นมีการ &#8220;สึก&#8221; เจ้าอาวาสหลายต่อหลายวัด การสอบสวนเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ กว่า ๖๐ วัด ในเชียงใหม่และลำพูนนี้ เป็นเหตุให้มีเจ้าอาวาสหลายวัดถูกจับสึก เพราะไม่ยอมรับที่จะเข้ามาอยู่ในความปกครองของคณะสงฆ์ ยืนยันจะขอขึ้นกับครูบาศรีวิชัยต่อไป</p>



<p style="background-color:#d2c7c0" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">เจ้าอาวาสบางวัดก็หนีไปจากวัดเฉยๆ ไม่ยอมให้การกับคณะสงฆ์เชียงใหม่ นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๗๘ ระหว่างที่ครูบาศรีวิชัยอยู่ในกรุงเทพฯ อันนับเป็นเหตุการณ์สำคัญที่คณะสงฆ์เกิดการแตกแยกกันขึ้นอย่างขนาดใหญ่ในหัวเมืองพายัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เชียงใหม่ และลำพูนกันมาอีกหลายเดือน ตลอดระยะเวลาที่ครูบาศรีวิชัยถูกส่งไปอบรมและสอบสวนที่กรุงเทพฯ</p>



<p style="background-color:#5b402d" class="has-text-color has-background has-very-light-gray-color wp-block-paragraph">จากหนังสือประวัติครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทย (ฉบับสมบูรณ์) พระครูบุญญาภินันท์ (บุญชู จันทสิริ) รวบรวมและเรียบเรียง</p>



<p style="background-color:#d9cbc0" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ด้วยจิตใจที่เป็นห่วงในตัวอาจารย์ของท่านยิ่งนัก
แล้วก็มีมารมาผจญอีกจนได้เมื่อ มหาสุดใจ
วัดเกตุการามกับท่านพระครูวัดพันอ้นรูปหนึ่งมาหลอกให้ท่านสึกเสีย เพราะมิฉะนั้น
ท่านจะเอาครูบาศรีวิชัยจำคุก ท่านจึงสึกเป็นชีปะขาวอีกครั้งหนึ่ง
นับเป็นครั้งสุดท้าย แล้วออกจากวัดพระสิงห์กลับไปพักที่วัดบ้านปางด้วยความเหงาใจ
แต่ท่านก็ไม่ละทิ้งงานก่อสร้าง จึงได้สร้างกุฏิที่วัดบ้านปางอีก 1 หลัง
แล้วกลับไปอยู่ที่พระบาทตะเมาะตามเดิม</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#5d4330">สูญเสียอาจารย์</h3>



<p style="background-color:#d7d0ca" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ชีวิตท่านช่วงนี้ คงมุ่งอยู่กับงานก่อสร้างไม่หยุดหย่อน จากที่นี่ย้ายไปที่นั่นไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งครูบาศรีวิชัยพ้นจากมลทินที่ถูกกล่าวหา ท่ามกลางความดีใจของสาธุชนทั้งหลาย แต่ความดีใจนั้นคงมีอยู่ได้ไม่นานท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยก็ได้อาพาธหนัก แล้วถึงแก่มรณภาพลงในที่สุด ในเดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๑ ยังความโศกาอาดูรให้เกิดแก่มหาชนผู้เลื่อมใสโดยทั่วไป</p>



<p style="background-color:#e2ccbd" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ลานนาไทยได้สูญเสียนักบุญผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ หากจะเอาเสียงร่ำไห้มารวมกันแล้วไซร้เสียงแห่งความวิปโยคนี้คงได้ยินไปถึงสวรรค์ ท่านเองในฐานะที่เป็นลูกศิษย์ที่ท่านอาจารย์ได้พร่ำสอนตั้งแต่ยังเล็ก ๆ ก็มีความเศร้าโศกเสียใจมิใช่น้อย แต่ก็ปลงได้ด้วยธรรมสังเวชโดยอารมณ์กัมมัฏฐาน แล้วทำทุกอย่างในฐานะศิษย์จะพึงมีต่ออาจารย์ด้วยกตเวทิตาธรรม ท่านจึงสร้างเมรุหลังหนึ่งกับปราสาทหลังหนึ่งพร้อมหีบบรรจุศพ เพื่อเก็บไว้รอการฌาปนกิจต่อไปที่วัดบ้านปาง ซึ่งได้มีการฌาปนกิจศพท่านครูบาศรีวิชัยอีก ๘ ปีต่อมาหลังจากมรณภาพ ณ เมรุ ที่ได้สร้างขึ้นที่วัดจามเทวี จ.ลำพูน ในวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙</p>



<p style="background-color:#e2d9d2" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">หลังจากงานถวายเพลิงปลงศพท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยเสร็จแล้วในปี ๒๔๘๙ นั้น ท่านได้เชิญอัฐิธาตุของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยส่วนที่เป็นกะโหลกเท่าหัวแม่มือส่วนหนึ่งมาด้วย และครูบาดวงดี สุภัทฺโท ซึ่งขณะนั้นอายุได้ ๓๒ ปีและได้ติดตามท่านมาตั้งแต่ครูบาเจ้าศรีวิชัยมรณภาพไป นำมาเก็บรักษาสักการบูชาจนถึงทุกวันนี้ จากนั้นท่านก็มาสร้างอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิธาตุของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัยทั้งที่วัดสวนดอกและวัดหมื่นสาร โดยครูบาดวงดี สุภัทฺโท ได้อยู่ช่วยท่านจนเสร็จงานดังกล่าว</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#4e3726"> สร้างวัดผาหนาม ที่พำนักในปัจฉิมวัย</h3>



<p style="background-color:#ecc7ab" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">วัดคืนยังคงหมุนไป
พร้อมกับความเป็นนักก่อสร้างนักพัฒนาของท่านก็ยิ่งลือกระฉ่อนยิ่งขึ้น
เมื่อขาดท่านครูบาศรีวิชัย ผู้คนก็หลั่งไหลกันมาหาท่านอย่างมืดฟ้ามัวดิน
ในฐานะทายาททางธรรมของครูบาเจ้าศรีวิชัย</p>



<p style="background-color:#f0ddd0" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ระยะต่อมา เมื่อได้รับพลังอย่างท่วมท้นขึ้น ผลงานจึงยิ่งใหญ่เป็นลำดับ และกว้างขวางหากำหนดมิได้โดยไม่เคยว่างเว้น จนถึงพุทธศักราช ๒๕๐๗ อายุสังขารของท่านเริ่มชราลงแล้ว คือมีอายุ ๗๖ ปี แต่ท่านยังคงแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ ทั้งนี้ อาจจะด้วยอำนาจผลบุญที่ได้บำเพ็ญมาก็ได้ จึงสมควรจะสร้างสถานที่สักแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นที่พำนักปฏิบัติธรรมในปัจฉิมวัย</p>



<p style="background-color:#d0baab" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ก็พอดีชาวบ้านผาหนามซึ่งอพยพจาก อำเภอฮอด หนีภัยน้ำท่วมมาอยู่ที่บ้านผาหนาม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีพ่อน้อยฝน ตุ่นวงศ์ เป็นประธาน พร้อมกับชาวบ้านได้มานิมนต์ท่านให้ไปสร้างอารามใกล้เชิงดอยผาหนาม เพื่อเป็นที่พึ่งกายใจและประกอบศาสนกิจ</p>



<p style="background-color:#ebd9cd" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ท่านก็รับนิมนต์
พร้อมกับชอบใจสถานที่ดังกล่าวและ
ตั้งใจว่าจะเป็นสถานที่สุดท้ายเพื่อเป็นที่พำนักและปฏิบัติธรรมของท่าน
คณะศรัทธาบ้านผาหนามและศรัทธาจากทั่วทุกสารทิศ จึงพร้อมใจกันก่อสร้างเป็นอารามขึ้นจากนั้น
จนมีสิ่งก่อสร้างใหญ่โตมากมายและท่านถือที่แห่งนี้เป็นที่พำนักอยู่เสมอ
แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่าท่านจะงดมิไปสร้าง หรือพัฒนาที่อื่นอีก
แต่ยังคงไปเป็นประธานสร้างสถานที่ต่าง ๆ ควบคู่กับงานสร้างวัดผาหนามอีกตั้งหลาย ๆ
แห่ง</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#624a39">รายนามงานนวกรรม ถาวรวัตถุบางส่วนที่ท่านสร้าง</h3>



<p style="background-color:#f4e2d5" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&#8211; พ.ศ. ๒๔๘๓ ได้มาสร้างวัดแม่ต๋ำ ต.เสริมซ้าย อ.เสริมงาม จ.ลำปาง ขึ้นในช่วงที่ท่านได้พาคณะศิษย์มาขุดภูเขาดอยผาเบ้อ ให้เป็นทางเดินข้ามชายแดนเขตติดต่อระหว่างจังหวัดลำพูน กับจังหวัดลำปาง ระยะทางยาวประมาณ ๕ กิโลเมตร</p>



<p style="background-color:#e7dad0" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&#8211; พ.ศ. ๒๔๘๙ ครูบาผุย มหาชโย เจ้าคณะอำเภอลี้ ครูบาอินต๊ะ วัดพวงคำ ครูบาคำสุข วัดบ้านแวน ได้พิจารณาเห็นว่ามณฑปครอบรอยพระพุทธบาทห้วยต้มและสิ่งก่อสร้างทั้งหลายทั้งปวงในบริเวณวัดพระพุทธบาทห้วยต้มได้ชำรุดทรุดโทรมลงไปและได้กลายเป็นวัดร้าง สมควรที่จะได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เสียใหม่ จึงได้ประชุมคณะศรัทธาทั้งหลาย และตกลงกันนิมนต์ครูบาชัยยะวงศา ซึ่งท่านได้ตอบรับนิมนต์และได้เดินทางมาอยู่จำพรรษาที่วัดดังกล่าวตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ เป็นต้นมา เมื่อคณะศรัทธาบ้านผาลาดได้จัดเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ในการก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว จึงได้ไปนิมนต์ครูบาอภิชัยขาวปี วัดพระบาทตะเมาะ มาตรวจและวางแผนสร้างวิหาร จากนั้นครูบาขาวปี จึงกลับไปพระบาทตะเมาะตามเดิม</p>



<p style="background-color:#e2d6ce" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&#8211; พ.ศ. ๒๔๙๑ สร้างวิหารวัดท่าจำปี จ.เชียงใหม่ โดยมีครูบาดวงดี สุภัทโท ติดตามมาด้วย หลังจากนั้นครูบาดวงดีก็ได้อยู่ประจำวัดท่าจำปีตลอดมาจนมรณภาพ</p>



<p style="background-color:#e2d4cb" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&#8211; พ.ศ. ๒๔๙๕ สร้างอาคารโรงเรียนชุมชนศรีจอมทอง ต.ดอยแก้ว อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่</p>



<p style="background-color:#dcc8b9" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&#8211; พ.ศ. ๒๔๙๖ ท่านได้เป็นประธานในการสร้างอาคารเรียนของโรงเรียนบ้านแพะยันต์ดอยแซ่ อ.แม่ทา จ.ลำพูน ที่ได้สร้างค้างคาเพียงแค่ฐานรากไว้เนื่องจากหมดเงินบริจาค</p>



<p style="background-color:#e7ddd5" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&#8211; พ.ศ. ๒๔๙๙ นายแก้ว เยตาสุข ซึ่งเป็นครูใหญ่โรงเรียนชุมชนบ้านแม่ตืนในขณะนั้น ร่วมกับ กำนันตำบลแม่ตืนพร้อมทั้ง คณะกรรมการสถานศึกษาและราษฎรภายในหมู่บ้าน ร่วมกับผู้บริหารระดับอำเภอ ได้ปรึกษาหารือกันว่า สมควรย้ายโรงเรียนชุมชนบ้านแม่ตืน ซึ่งเดิมตั้งอยู่กลางหมู่บ้านแม่ตืน มาตั้งยังที่ริมถนนตัดใหม่ คือถนนพหลโยธินจะดีกว่า เพราะจะมีความสง่างามมากกว่าที่เดิมและ สะดวกในการติดต่อราชการ และการสัญจรไปมา เมื่อมีความเห็นพ้องต้องกันแล้วจึงได้ไปอาราธนานิมนต์ท่านครูบาอภิชัย ขาวปี ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของราษฎรภายในหมู่บ้าน และผู้คนทั่วไปมานั่งเป็นประธานในการจัดหาที่ดิน และได้ที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนชุมชนบ้านแม่ตืนในปัจจุบัน</p>



<p style="background-color:#e0d0c4" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&#8211; พ.ศ. ๒๔๙๙ นายสุรินทร์ เดชะวัง ครูใหญ่โรงเรียนบ้านปากเหมือง ต.ขัวมุง ต.ขัวมุง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ได้นิมนต์ท่านครูบาอภิชัย ขาวปี มาเป็นประธานร่วมกับ นายอำเภอสารภี ได้ก่อสร้างอาคารเรียน ๑ หลัง ๔ ห้องเรียน</p>



<p style="background-color:#e0cec2" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&#8211; ประมาณปี ๒๔๙๙ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บ้านปงแม่ลอบ อ.แม่ทา จ.ลำพูน ได้นิมนต์ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี มาปฏิบัติธรรม เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับชาวบ้าน ต่อมาในปี ๒๕๑๕ ชาวบ้านร่วมกับผู้มีจิตศรัทธาจึงได้จัดตั้งเป็นวัดปงแม่ลอบ</p>



<p style="background-color:#f7ede6" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&#8211; พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านและครูบาชัยยะวงศาพัฒนา (วัดพระบาทห้วยต้ม) ได้มาทำการบูรณะวัดพระธาตุห้าดวงตามที่นายสนิท จิตวงศ์พันธ์ ซึ่งเป็นนายอำเภอลี้ในขณะนั้น ได้อาราธนาท่านทั้งสองไว้ ซึ่งเป็นการบูรณะอีกครั้ง หลังจากที่พระครูบาเจ้าศรีวิชัย ได้มาบูรณะวัดนี้ซึ่งในขณะนั้นเป็นวัดร้างไว้จนสำเร็จ แล้วได้ทำการฉลองสมโภชองค์พระธาตุ และเมื่อทำการฉลองสมโภชแล้ว ท่านพระครูบาศรีวิชัยจึงได้เดินทางกลับวัดบ้านปาง (อ.ลี้) แต่วัดพระธาตุห้าดวงก็กลับร้างอีกหลังจากนั้นไม่นาน</p>



<p style="background-color:#e2cab9" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&#8211; พ.ศ. ๒๕๐๑ อำเภอเถินประสบภาวะแห้งแล้ง พระธาตุวัดดอยป่าตาล ตำบลเถินบุรี จังหวัดลำปาง ซึ่งเป็นเจดีย์สูง ๓๐ เมตร มีฐานจตุรัส กว้าง ๙ เมตร บนยอดฉัตรของเจดีย์ มีลูกแก้วศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐานไว้ ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ บางเดือนลูกแก้วบนยอดเจดีย์จะแสดงอภินิหารด้วยการเปล่งแสงเป็นประกายสุกสว่าง ลูกแก้วหลุดจากยอดเจดีย์ มีผู้เก็บกลับมาไว้ เมื่อปี ๒๕๐๒ ครูบาอภิชัยขาวปี มาเป็นประธานยกฉัตรนำลูกแก้วขึ้นประดิษฐานไว้บนยอดเจดีย์ตามเดิม ซึ่งปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้</p>



<p style="background-color:#e7d9cf" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&#8211; พ.ศ. ๒๔๙๗ ครูบาอุ่นเรือน สุภทฺโท วัดบ้านควน ต.พรหมหลวง อ.สันป่าตอง มาบูรณะวัดหลวงขุนวิน ต.ดอนเปา อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ เมื่อบูรณะเสร็จได้นิมนต์ครูบาอภิชัย ขาวปี มาเป็นประธานร่วมฉลอง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๑ </p>



<p style="background-color:#f5e7dd" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">&#8211; พ.ศ. ๒๕๐๖ ครูบาขาวปีได้มาเป็นประธานในการก่อสร้างพระเจดีย์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ วัดชลประทานรังสรรค์ ต.บ้านนา อ.สามงา จ.ตาก ซึ่งเป็นวัดที่ทางราชการสร้างขึ้นเพื่อทดแทน (ผาติกรรม) วัดพระบรมธาตุลอย ซึ่งจะถูกน้ำท่วมเมื่อสร้างเขื่อนภูมิพลเสร็จ</p>



<h3 class="has-text-color wp-block-heading" style="color:#624836"> วันจากที่ยิ่งใหญ่</h3>



<p style="background-color:#d2beb0" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">แล้วในปี ๒๕๑๔ คณะศรัทธาวัดสันทุ่งฮ่าม แห่งจังหวัดลำปาง ก็ได้มานิมนต์ท่าน เพื่อไปเป็นประธานในการก่อสร้างอีก ซึ่งท่านก็ไม่ขัดข้องด้วยความเมตตาอันมีอยู่อย่างหาขอบเขตไม่ได้ของท่าน แม้ตอนนั้นท่านจะชราภาพมากแล้ว คือมีอายุถึง ๘๓  ปี ก็ตาม ไม่มีใครรู้ดีเท่ากับตัวของท่านว่า ท่านเหนื่อยอ่อนแค่ไหน แต่ด้วยใจที่แกร่งเหมือนเพชร ท่านคงไม่ปริปากบ่น เป็นประธานให้ที่วัดสันทุ่งฮ่าม</p>



<p style="background-color:#cab8aa" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ไม่นานคณะศรัทธาจากวัดท่าต้นธงชัย จ.สุโขทัย
ก็ได้มานิมนต์ท่านอีก เพื่อเป็นประธานในการสร้างพระวิหาร</p>



<p style="background-color:#ebded5" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">วันนั้นเป็นวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๐ ตอนนั้น ท่านเหนื่อยอ่อนมากแล้ว ท่านได้บอกผู้ใกล้ชิดว่าท่านอยากกลับอารามผาหนาม เหมือนดั่งจะรู้ตัวของท่านว่าไม่มีเวลาในการโปรดที่ไหนอีกต่อไปแล้ว แต่จะมีใครล่วงรู้ถึงข้อนี้ก็หาไม่ คงพาท่านมุ่งสู่สุโขทัยอีกต่อไป และเมื่อถึงวัดท่าต้นธงชัย ได้เพียงวันเดียว ในวันที่ ๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ ซึ่งตรงกับเดือน ๖ เหนือ แรม ๑๔ ค่ำ เวลา ๑๖.๐๐ น. ท่านได้จากไปอย่างสงบ</p>



<p style="background-color:#e0cfc2" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ข่าวการจากไปของท่านกระจายไปอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ
ทุกคนตกตะลึง
ต่างพากันช็อกไปชั่วขณะมันเหมือนสายฟ้าที่ฟาดเปรี้ยงลงบนกลางใจของทุกคน
ที่เลื่อมใสเคารพรักในตัวท่าน แล้วจากนั้น
เสียงร่ำไห้ก็ระงมไปทุกมุมเมืองพวกเขาได้สูญเสียร่มโพธิ์แก้วอันร่มเย็นไพศาลไปแล้วอย่างไม่มีวันกลับ
ตั้งแต่นี้จะหาครูบาเจ้าที่มีความเมตตาอันหาของเขตมิได้และยิ่งใหญ่ปานนี้</p>



<div class="wp-block-image"><figure class="alignright size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/tnews_1508383974_507733.jpg" alt="ครูบาอภิชัยขาวปี ขอขอบคุณ ภาพจาก : tnews, dharma-gateway.com , th.wikipedia.org" class="wp-image-10688" width="311" height="321" srcset="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/tnews_1508383974_507733.jpg 432w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/tnews_1508383974_507733-291x300.jpg 291w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/tnews_1508383974_507733-407x420.jpg 407w" sizes="auto, (max-width: 311px) 100vw, 311px" /><figcaption>ครูบาอภิชัยขาวปี ขอขอบคุณ ภาพจาก : tnews, dharma-gateway.com , th.wikipedia.org</figcaption></figure></div>



<div class="wp-block-image"><figure class="alignleft size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/scan00241234.jpg" alt="ครูบาอภิชัยขาวปี ขอขอบคุณ ภาพจาก : tnews, dharma-gateway.com , th.wikipedia.org" class="wp-image-10691" width="338" height="434" srcset="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/scan00241234.jpg 479w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/scan00241234-234x300.jpg 234w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/scan00241234-327x420.jpg 327w" sizes="auto, (max-width: 338px) 100vw, 338px" /><figcaption>ครูบาอภิชัยขาวปี ขอขอบคุณ ภาพจาก : tnews, dharma-gateway.com , th.wikipedia.org</figcaption></figure></div>



<h2 class="wp-block-heading"></h2>



<div class="wp-block-image"><figure class="alignright size-large is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/IMG0007.jpg" alt="รอยมือรอยเท้าครูบาอภิชัยขาวปี  ขอขอบคุณ ภาพจาก th.wikipedia.org " class="wp-image-10668" width="377" height="503" srcset="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/IMG0007.jpg 480w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/IMG0007-225x300.jpg 225w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/IMG0007-315x420.jpg 315w" sizes="auto, (max-width: 377px) 100vw, 377px" /><figcaption>รอยมือรอยเท้าครูบาอภิชัยขาวปี  ขอขอบคุณ ภาพจาก th.wikipedia.org </figcaption></figure></div>



<p style="background-color:#fde5d4" class="has-background has-medium-font-size wp-block-paragraph">ครูบาอภิชัยขาวปี มรณภาพ เมื่อวันขึ้น ๑๔ ค่ำเดือน ๖ เหนือ ตรงกับวันพฤหัสที่ ๓ มีนาคม ๒๕๒๐ เวลา ๑๖.๐๐ น สิริรวมอายุได้ ๘๙ ปี ทุกวันนี้ได้เก็บพระสรีระร่างอันไม่เปื่อยไม่เน่าของท่านไว้ ณ โลงศพแก้ว ในหอปราสาทรักษาศพ จัดสร้างให้โดยครูบาวงค์ (ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา) เพื่อเก็บพระสรีระร่างของครูบาอภิชัยขาวปี ที่<strong>วัดพระพุทธบาทผาหนาม </strong>ต.ป่าไผ่ อ.ลี้ จ.ลำพูน และมีประเพณีเปลี่ยนผ้าห่อสรีระเป็นประจำทุกปีในวันที่ ๓ มีนาคม</p>



<figure class="wp-block-image size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/IMG0002.jpg" alt=" สรีรสังขารของครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี   ขอขอบคุณ ภาพจาก th.wikipedia.org  " class="wp-image-10670" srcset="https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/IMG0002.jpg 1024w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/IMG0002-300x225.jpg 300w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/IMG0002-768x576.jpg 768w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/IMG0002-80x60.jpg 80w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/IMG0002-265x198.jpg 265w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/IMG0002-696x522.jpg 696w, https://www.manasikul.com/wp-content/uploads/2020/01/IMG0002-560x420.jpg 560w" sizes="auto, (max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption> สรีรสังขารของครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี   ขอขอบคุณ ภาพจาก th.wikipedia.org  </figcaption></figure>



<p style="background-color:#443124" class="has-text-color has-background has-luminous-vivid-amber-color wp-block-paragraph">ขอขอบคุณอ้างอิงข้อมูลจาก www.dhammajak.net , tnews.co.th, www.dharma-gateway.com , th.wikipedia.org</p>
<p>The post <a href="https://www.manasikul.com/%e0%b8%96%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b5-%e0%b8%a8/">น้อมเศียรเกล้าถวายอภิวาท &#8220;ครูบาขาวปี&#8221; ศิษย์เอกครูบาศรีวิชัย ผู้ถูกจองจำ จากการรังสรรค์นวกรรมในพระพุทธศาสนาเพื่อรับใช้สังคม</a> appeared first on <a href="https://www.manasikul.com">Manasikul Online</a>.</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://www.manasikul.com/%e0%b8%96%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%97-%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%9a%e0%b8%b5-%e0%b8%a8/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
