เพราะถ้าคณะสงฆ์ผู้บริหารไม่ถือพระธรรมวินัยเป็นหลัก พระสงฆ์ที่ถือพระธรรมวินัยเป็นหลักคงไม่ต้องพึ่งคณะสงฆ์ฝ่ายบริหารแล้ว ? ทุกวันนี้ พระสงฆ์ทำงานสงเคราะห์กันหนักมาก ตั้งแต่ทำอาหารแจกประชาชน ปลูกผักสวนครัวและผลไม้แจกชาวบ้าน ตลอดจนเก็บศพ เผาศพ เก็บกระดูกให้กับญาติพี่น้องผู้วายชนม์ ตลอดวันตลอดคืน ในช่วงที่ไม่มีใครสามารถมาร่วมงานศพได้ในยุคโรคระบาดโควิดครองเมือง ท่านช่วยอย่างไม่ต้องการอะไรตอบแทน เพราะนี่คือหน้าที่ หน้าที่ของพระโพธิสัตว์ หน้าที่ของพระเล็กๆ ที่ไม่ได้ต้องการสิ่งใด นอกจากบำเพ็ญเพียร และบำเพ็ญบารมี เพื่อไปสู่ความพ้นทุกข์ในสังสารวัฏนั่นเอง

แม้วันข้างหน้าก็ยังไม่รู้เลยว่า สถานการณ์โรคระบาดจะไปจบลงเมื่อใด แต่วันนี้ หัวใจของพระแต่ละรูปที่ช่วยประชาชนในทุกด้าน โดยไม่ต้องรับคำสั่งมาแต่ไหน ก็ทำไปตามหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ ตามรอยพระพุทธเจ้านั้นเอง

ซึ่งการสงเคราะห์ชุมชน สงเคราะห์ชาวบ้านนั้น ก็เป็นหนึ่งในพระประสงค์ของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ทรงสร้างศาสนทายาทไว้ คือพระสงฆ์ หนึ่งในพระรัตนตรัยนี้ ก็คือ ผู้เป็นเนื้อนาบุญของโลก ผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา ฝึกตนตามรอยพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าฝากไว้เป็นศาสดา ก็เพื่อประโยชน์ตน คือกระทำพระนิพพานให้แจ้ง และประโยชน์ท่าน คือช่วยสงเคราะห์ประชาชนทุกด้าน ไปจนกว่าผู้นั้นจะสามารถพึ่งจิตตนเอง ในการที่จะนำจิตตนไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ในที่สุด

เมื่อย้อนกลับไปในสมัยพุทธกาล การออกบวชของผู้คนที่ต้องการจะหลุดพ้นจากความทุกข์ในสังสารวัฏจึงมีมากมาย เมื่อใครๆ ได้พบพระพุทธเจ้าก็อยากจะออกบวชกันแทบทั้งนั้น จนเกิดเอหิภิกขุอุปสัมปทา  ซึ่งเป็นชื่อเรียกวิธีการบรรพชาอุปสมบทเป็นพระภิกษุในสมัยพุทธกาลยุคต้นๆ โดยพระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วยพระองค์เอง ด้วยการตรัสว่า

 “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด

ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว

ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์

เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด”

พระพุทธเจ้า

ตรัสเพียงเท่านี้ ก็เป็นภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้ว เพราะคำตรัสขึ้นต้นว่า  เอหิ ภิกขุ  จึงเรียกการอุปสมบทแบบนี้ว่า  เอหิภิกขุอุปสัมปทา  และเรียกผู้ได้รับการอุปสมบทว่า  เอหิภิกขุ โดยการอุปสมบทแบบนี้ทรงมอบแก่ พระอัญญาโกณฑัญญมหาเถระเป็นท่านแรก จึงถือว่าท่านเป็นพระสงฆ์รูปแรกในพระพุทธศาสนา ต่อมาเมื่อมีผู้มาขอบวชมากขึ้นพระพุทธองค์จึงได้ทรงเลิกวิธีอุปสมบทแบบนี้ และทรงเปลี่ยนวิธีใหม่เป็น ติสรณคมนูปสัมปทา  และเป็นวิธี ญัตติจตุตถกรรมวาจา ซึ่งใช้มาจนถึงปัจจุบัน

นับเป็นเวลากว่าสองพันหกร้อยกว่าปีแล้ว หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ที่การบวชเรียนยังคงสืบสายธรรมสร้างศาสนทายาทมาอย่างต่อเนื่อง ดำรงไว้ซึ่งพุทธบุตรที่ช่วยสืบทอดพระธรรมให้มีชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ วันที่สังคมได้เปลี่ยนไป

เมื่อพระบางกลุ่มในปัจจุบัน อาจเปรียบเหมือนฆราวาสชาวจีนโบราณที่เดินทางไกล มุ่งหน้าฝ่าดง พงไพร ไปสอบจอหงวน นำพาสิ่งที่มุ่งหวังมาพัฒนาบ้านเมือง เพื่อเป็นเกียรติศักดิ์ศรีวงศ์ตระกูล โดยด้านหลังแบกคัมภีร์ไว้ท่องบ่นระหว่างทาง อันเป็นสัญลักษณ์บัณฑิตที่มุ่งหวังความสำเร็จ

อาจคล้ายกับบรรพบุรุษเกษตรกรในเมืองไทยผู้ศรัทธาปสาทะในบวรพระพุทธศาสนา ที่เด็กๆ ได้ใกล้ชิดกับวัดมาแต่เยาว์วัย วันโกนวันพระ พ่อแม่ปู่ย่าตายายไปวัด ก็พาบุตรหลานไปวัดด้วย เด็กๆ ก็ได้ซึมซับพระพุทธศาสนาจากหลวงปู่หลวงตาก็อยากบวชเรียนตั้งแต่เด็ก เกิดศรัทธาด้วยตนเอง ขอพ่อแม่บวชเรียน เพราะซาบซึ้งในคำสอนและวัตรปฏิบัติของหลวงปู่หลวงตา ปรารถนาจะพ้นทุกข์แต่เล็กแต่น้อยก็มี บ้างก็ส่งบุตรหลานมาบวชเรียนในเมือง ฝากฝังพระผู้ใหญ่ ให้เรียนพระธรรมวินัย เรียนบาลี เพื่อจะได้มีปริญญาทางธรรม และมีโอกาสเรียนจนจบปริญญาตรีทางโลก เพื่อจะได้มีความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรมไปช่วยเหลือคนทุกข์ต่อไป

ดังที่ท่านพระอาจารย์ญาณวชิระ หรือ พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร) ในขณะนั้น เขียนไว้ในธรรมนิพนธ์เรื่อง “ลูกผู้ชายต้องบวช” ตอนหนึ่งว่า

“ เขาจะเป็นคนที่มีความอดทน

เข้มแข็ง กล้าแกร่ง

แม้ในยามเผชิญช่วงเวลา

แห่งความยากลำบากของชีวิต”

ญาณวชิระ : พระราชกิจจาภรณ์ (เทอด ญาณวชิโร)

นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอานิสงส์ในการบวชเรียน ยังมีพลังมากมายขนาดนี้ หากทว่าในปัจจุบันมีพระบางกลุ่มที่มุ่งมาบวชเรียน อาจไม่ได้ต้องการการฝึกตนเสียแล้ว แต่เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางโลก จึงมีคำถามว่า พระกลุ่มที่เดินทางไปเรียนเพื่อจะเป็นจอหงวน ท่านจำมาจากวรรณกรรมจีนหรือเปล่า?

แต่สำหรับการบวชพระเณรตามประเพณีของไทย โดยหลักๆ เมื่อได้บวชเรียนกับพระอุปัชฌาย์อาจารย์แล้วก็จะได้อุปัฏฐากพระเถระเป็นของขวัญ ในช่วงเวลานั้น ก็จะได้รับการถ่ายทอดการเรียนธรรมะจากวัตรปฏิบัติที่มีจารีตประเพณีห่อหุ้มแก่นธรรมไว้ไม่ให้สูญหายกับพ่อแม่ครูอาจารย์อย่างใกล้ชิด บูรพาจารย์ของพระหนุ่มเณรน้อยจึงถ่ายทอดวิชชาอย่างเต็มกำลังเพื่อฝึกให้ศิษย์ดีโดยไม่ได้พร่ำสอนจากตำรา หรือพระคัมภีร์แต่เพียงอย่างเดียว หากผ่านการประพฤติปฏิบัติขัดเกลาตนตามรอยพระคัมภีร์ จนพระคัมภีร์นั้น ได้กลายเป็นตัวท่านไปแล้ว ทั้งกายและใจ

มาถึงรุ่นศิษย์ก็ต้องเข้าใจในเจตนาของพระอุปัชฌาย์อาจารย์ที่ฝึกศิษย์อย่างเข้มข้น ประดุจช่างปั้นหม้อ ดังในพุทธพจน์กล่าวไว้ว่า

อานนท์ !

เราไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทะนุถนอม
เหมือนพวกช่างหม้อ

ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียก ยังดิบอยู่
อานนท์ !

เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด
อานนท์ !

เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด
ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร

ผู้นั้นจักทนอยู่ได้.
อุปริ. ม. ๑๔/๒๔๕/๓๕๖.

พุทธบุตรทั้งหลาย จึงพึงศึกษาจากแก่นและกระพี้ที่งดงาม คือวัฒนธรรมประเพณีของแต่ละท้องถิ่นที่ห่อหุ้มแก่นธรรมไว้ไม่ให้สูญ ตามรอยบูรพาจารย์ที่พาดำเนินมา ในขณะเดียวกันก็ต้องแสวงหาความจริงที่มาของภูมิปัญญาบรรพชนจากสิ่งที่ตนได้รับมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นลาภ ยศ สรรเสริญนั้น ซึ่งเป็นโลกธรรม ๘ ล้วนเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และเสื่อมไปได้ ซึ่งบูรพาจารย์ที่ผ่านมา เมื่อท่านมีสิ่งเหล่านี้ ท่านก็ใช้สิ่งเหล่านี้เพื่่อท่านเห็นโทษของสิ่งเหล่านี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายในวันนี้ ท่านอาศัยสิ่งเหล่านี้เพื่ออะไร

โดยทางโลกก็มีสมณศักดิ์เป็นเครื่องเชิดชูตามวิถี แต่เพราะความหลงหรือลืมตัวอย่างไรก็ไม่ทราบได้ พอเกิดอธิกรณ์ในคณะสงฆ์กลับลืมความเป็นหมู่ ลืมคัมภีร์ คือพระธรรมวินัยไว้ในระหว่างทางที่แบกมาช้านานซึ่งเป็นหน้าที่  แล้วกลับไขว่คว้า แสวงหาแบบวิถีโลก ที่เขาเชิดชู มากกว่าความจริง ซึ่งเป็นหลักชีวิตที่ตนเป็น

จำได้ไหม พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาก่อนจะปรินิพพานว่าอย่างไร

อานนท์…ธรรมและวินัยที่เรา
แสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย หลังจากเราล่วงลับไป ก็จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย”

ปัจฉิมโอวาทดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การปกครองคณะสงฆ์สมัย
พุทธกาลเป็นไปในรูปแบบของธรรมวิจัยของแต่ละรูปแต่ละองค์โดยมีสังฆะ หรือ สังคมสงฆ์ในนามของความสามัคคีธรรมเป็นตัวชี้วัด แม้พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วกว่าสองพันหกร้อยปี การปกครองคณะสงฆ์ในวันนี้ก็ต้องอยู่ในรูปแบบของธรรมาธิปไตยดังสมัยพุทธกาล ประดุจพ่อดูแลลูก พี่ดูแลน้อง โดยพระภิกษุต่างก็ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในหลักพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงและบัญญัติไว้ ไม่เพิ่มเติม และหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในหมู่สงฆ์ก็เรียกประชุมและร่วมกันแก้ปัญหาในชื่อว่า “อธิกรณ์”

อธิกรณ์ คืออะไร

ในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์ เขียนโดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต ปัจจุบัน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ) อธิบายว่า อธิกรณ์ คือเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจะต้องจัดต้องทำ, เรื่องที่สงฆ์ต้องดำเนินการ มี ๔ อย่าง คือ
       ๑. วิวาทาธิกรณ์  การเถียงกันเกี่ยวกับพระธรรมวินัย
       ๒. อนุวาทาธิกรณ์  การโจทหรือกล่าวหากันด้วยอาบัติ
       ๓. อาปัตตาธิกรณ์  การต้องอาบัติ การปรับอาบัติ และการแก้ไขตัวให้พ้นจากอาบัติ
       ๔. กิจจาธิกรณ์ กิจธุระต่างๆ ที่สงฆ์จะต้องทำ เช่น ให้อุปสมบท ให้ผ้ากฐิน,
       ในภาษาไทยอธิกรณ์มีความหมายเลือนลางลงและแคบเข้า กลายเป็น คดีความ โทษ เป็นต้น

แม้แต่การตีความคำว่า “อธิกรณ์” จะแคบเข้ามาก็ตาม แต่ในความเป็นจริง ผู้เขียนมีคำถามว่า คณะสงฆ์ที่เป็นผู้บริหารพระ ได้เคยใช้การอธิกรณ์ กับพระสงฆ์ด้วยกันเองบ้างหรือยัง ? หรือปล่อยให้พระสงฆ์ถูกลอยแพไปตามยถากรรมราวกับว่าไม่มีผู้ปกครองดูแล แล้วอย่างนี้ เราจะมีพระผู้ปกครองสงฆ์ไปทำไม และทำไมไม่กลับไปหาพระธรรมวินัยให้ปกครอง

ถ้าวันหนึ่ง ชาวบ้านถามด้วยความสงสัยว่า เห็นห่มผ้ากาสาวพัสตร์คล้ายพระ แต่มุ่งหวังเหมือนฆราวาส ก็อาจมีคำถามว่า

“ท่านเป็นใคร?”

ซึ่งเดิมที บูรพาจารย์สร้างความแตกต่างระหว่างสมณะกับฆราวาส โดยข้อวัตรปฏิบัติดีอยู่แล้ว แต่ทุกวันนี้ พระบางกลุ่มที่มียี่ห้อ กลับสร้างบรรทัดฐานใหม่ ให้มีความต่างกันเพียงแค่ไม่มีครอบครัว ?

แล้วอย่างนี้เวลาเกิดปัญหาอะไรเกี่ยวกับพระสงฆ์ ซึ่งพระสงฆ์ไม่ผิด แต่อาจเกิดจากความเข้าใจผิดของฆราวาส หรือความสะเพร่าของใครบางคน แล้วคณะสงฆ์ที่เป็นฝ่ายปกครองไม่ตั้งอธิกรณ์ไต่ถามพระสงฆ์ซึ่งเป็นประดุจพระลูกพระหลานในสังฆมณฑลด้วยความเมตตา กรุณา ในกาลข้างหน้า พระสงฆ์ก็คงจะหมดที่พึ่ง พระรัตนตรัย ก็คงจะไม่ครบองค์ประชุมในที่สุด เมื่อนั้น พระพุทธศาสนาก็จะค่อยๆ อันตรานไป อย่างที่เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ย อุปเสณมหาเถร) กล่าวไว้ว่า

อย่าประมาท อย่านึกว่า “เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ” มองไปทางไหน ก็มีแต่วัด มองไปทางไหน เห็นแต่จีวรเหลืองอร่าม แล้วเหตุการณ์อย่างมหาวิทยาลัยนาลัยทา จะไม่เกิดขึ้น”

“เมื่อวัด และ พระ คือที่พึ่งสุดท้ายของคนทุกข์ในยุค ‘โควิดครองโลก’ หลักการบริหารคณะสงฆ์วันนี้ ยังถือพระธรรมวินัยเป็นหลักหรือไม่ เพื่อเกื้อกูลให้ที่พึ่งสุดท้ายนี้มีที่ยืน ?” เขียนโดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

กราบขอบพระคุณ ภาพถ่ายโดย พระมหาปฐมพงศ์ ญาณวฺโส จริยธรรมแชนแนล สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคงแห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ วัดสระเกศ ฯ

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here